อาจารย์​ มอ.หาดใหญ่
ประกาศลาออก​

"เหตุผลของการลาออก จากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
....ผมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การเป็นอาจารย์ได้อีกต่อไป และไม่กล้าแสดงตนว่าตนเองมีความรู้เพียงพอที่จะสอนผู้อื่นได้อีกต่อไป เนื่องจากชุดความรู้และทักษะที่มีกลายเป็นสิ่งที่ตกยุคสมัย ความรู้ที่ผมมีเป็นเพียงชุดความรู้เก่าที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายและตลอดเวลา อีกทั้งยังมีความลึกและกว้างมากกว่าที่ผมรู้ จึงเป็นความน่าละอายมากเกินไป หากผมยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ เพียงเพื่อให้ตัวเองมีอาชีพ 
ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ทั้งรวดเร็ว และรุนแรง ความรู้หลายอย่างถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี สารสนเทศ ประกอบกับทัศนคติของผู้เรียนต่อใบปริญญาก็เปลี่ยนไป บทบาทการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์จึงมีน้ำหนักน้อยลง 
สถาบันการศึกษาเองกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก ความคุ้มค่าทางธุรกิจในการเปิดหลักสูตรเป็นหนึ่งปัจจัยที่กำลังกัดกินหลายสถาบัน การ lay off กำลังเป็นสิ่งที่หลายคนหนีไม่พ้น ไม่ช้าก็เร็ว ในระยะ 10 ปี จากนี้จะชัดเจนมากขึ้น เหตุผลหลักคือ โครงสร้างทางประชากรของเรากำลังเปลี่ยนไป อัตราการเกิดเรากำลังลดลง นอกจากนี้ อาจารย์รุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษา กำลังเผชิญกับภาระงานเอกสารของระบบประกันคุณภาพต่างๆ ที่กำลังทำให้โฟกัสของการทำงานผิดจุด และดึงศักยภาพการเป็นนักวิจัยของอาจารย์ให้ลดลง 
นักศึกษารุ่นใหม่ของเรามีแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นใจการศึกษาแตกต่างไปจากอดีต พฤติกรรมการเรียนและความสนใจในการศึกษาเป็นสิ่งที่เด็กๆ ของเราให้ความสนใจน้อยลง เด็กๆ มีสิ่งอื่นที่ดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าชั้นเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เรียกว่าถูกหรือผิด เพราะเขาเกิดในยุคสมัยแบบนี้ ขณะที่สถาบันการศึกษาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สถาบันอยู่รอด ตั้งแต่การลดขนาดองค์กร การปรับหลักสูตร การใช้ระบบประกันคุณภาพ แต่การจัดการองค์กรภายในของหลายสถาบันกลับย้อนแย่ง อาทิ การเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย หรือ หนี้สิน ด้วยการสร้างตึกและอาคาร ขณะที่บุคลากรทำงานกำลังจะถูก lay off และนักศึกษาที่เข้ามาเรียนลดลง เป็นการสะท้อนการไม่จริงจังและจริงใจในการแก้ปัญหาของระดับผู้บริหาร 
อนึ่งในยุคที่การใช้ชีวิตถูกผลักดันด้วยการสร้างค่านิยม ตามสมัยนิยม หลายอย่างไม่ถูกใจกับอุดมคติส่วนบุคคล ผมมองหาพื้นที่ใหม่ของการสร้างจังหวะชีวิต ที่ไม่มีการเปรียบเทียบ สร้างจังหวะชีวิตที่ช้าลง จังหวะชีวิตไม่ต้องมีระบบประกันคุณภาพเป็นตัวชีวัด แต่ใช้ตัวชี้วัด คือ การไม่มีหนี้สินและการมีความสุขกับงาน การใช้งานเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ และใช้งานเป็นเครื่องออกกำลังกาย โดยที่ไม่ต้องแยกงานและการออกกำลังกายเป็นคนละส่วน ผมไม่อยากใช้เวลากับกิจกรรมทางวิชาชีพ จนล่วงเลยช่วงวัยที่ยากต่อการปฏิบัติทางธรรมในการเข้าใจตนเอง หรือการให้เข้าถึงธรรมมะ นัยว่าคงต้องรีบค้นหาความหมายของการใช้ชีวิตก่อนร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย รวมถึงการฝึกจิตใจสำหรับการยอมรับความเจ็บป่วย หรือการตาย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ (Pediatric palliative care) ซึ่งในมิติทางเศรษฐศาสตร์ หากสามารถยอมรับภาวะเจ็บป่วยและความตาย โดยลดการพึ่งพาทางการแพทย์สมัยใหม่ได้ ก็เท่ากับลดแรงกดดันในการเตรียมพร้อมด้านค่าใช้จ่ายเพื่อการแพทย์ การทุ่มเทกับงานเพื่อการสะสมทรัพย์ในบั้นปลาย ก็ไม่เป็นภาระกดดันของชีวิต"  อาจารย์เจษฎา​ โสภารัตน์