ระบบตำแหน่งวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยก้าวหน้าไปมาก โดยมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการให้มีความหลากหลายขึ้น ไม่เน้นเฉพาะด้านการวิจัยอย่างที่ยึดถือกันมานานมาก สร้างแรงจูงใจในการทำงานของอาจารย์ที่มีความถนัดหรือความชอบแตกต่างกัน
เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีมติแต่งตั้งศาสตราจารย์ปฏิบัติ ๓ ท่านคือ
- ศ. (ปฏิบัติ) ดร. ทพญ. พนารัตน์ ขอดแก้ว
- ศ. (ปฏิบัติ) ดร. ภก. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล
- ศ. (ปฏิบัติ) ภก. พิมพร ลีลาพรพิสิฐ
โดยถือปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยศาสตราจารย์ปฏิบัติ ศาสตราจารย์การสอนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นตัวอย่างของวิธีการพิจารณาผลงานภาคปฏิบัติในวิชาชีพที่มีผลกระทบสูงมาก มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง
ประกาศ กพอ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ระบุตำแหน่งวิชาการเฉพาะด้าน ๕ ด้านดังนี้ ๑) ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม ๒) ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ ๓) ด้านการสอน ๔) ด้านนวัตกรรม ๕) ด้านศาสนา และกระทรวง อว. ได้กำหนดคู่มือขอตำแหน่งทางวิชาการ ๕ ด้านดังกล่าว อ่านได้ ที่นี่
วงการอุดมศึกษาไทย ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการ จากเป็นเลิศแบบเดียว (วิจัย) สู่เป็นเลิศหลายแบบ ขอให้เป็นเลิศแบบใดแบบหนึ่ง (ใน ๕ แบบ) ก็ได้รับการยกย่อง และให้ผลประโยชน์ เท่าเทียมกัน ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างสูง
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ค. ๖๖
ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า ศาสตราจารย์ปฏิบัติเป็นตำแหน่งภายในของ มช. ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และไม่มีผลประโยชน์ด้านเงินตอบแทน ส่วนศาสตราจารย์เฉพาะด้าน ๕ ด้านเป็นตำแหน่งทางการ มีการโปรดเกล้าฯ และได้รับเงินประจำตำแหน่ง