SLC กับการพัฒนาประชาธิปไตย
ผมเริ่มเข้าใจ ว่าทำไมประชาธิปไตยไทยจึงลุ่มๆ ดอนๆ เมื่ออ่านบทความเรื่อง Spread and progress of School as Learning Community in Asia เขียนโดย Manabu Sato ในหนังสือ Lesson Study and Schools as Learning Communities : Asian School Reform in Theory and Practice (2019) edited by Atsushi Tsukui and Masatsuku Murase
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า Lesson Study ใน SLC (School as Learning Community) กับ Lesson Study ทั่วๆไป แตกต่างกัน LS ใน SLC ต้องทำอย่างน้อยปีละ ๓๐ ครั้ง คือทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ สังเกตชั้นเรียน ๑ ชั่วโมง สานเสวนากัน ๒ ชั่วโมง ต่อหนึ่งครั้ง
LS ใน SLC เน้นที่การเรียนรู้ ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิด มากกว่าที่การออกแบบ และกระบวนการเรียนการสอน คือเน้นที่พัฒนาการเรียน ไม่ใช่ที่พัฒนาการสอน เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งมาก ที่ครูไทยต้องตีประเด็นให้แตก ว่าตนดำเนินการ LS ตามแนวเดิม (เพื่อพัฒนาการสอนของตน) หรือดำเนินการตามแนว LS ใน SLC คือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของครูเป็นสำคัญ เพื่อพัฒนาตนเองเป็น ครูผู้สะท้อนคิด (reflective teacher) สู่การหนุนให้ศิษย์พัฒนาตนเองได้ดีกว่าเดิม
SLC ยึด ๓ หลักการคือ (๑) เรียนรู้ร่วมกัน ทั้ง นักเรียน-นักเรียน นักเรียน-ครู ครู-ครู โรงเรียน-ครอบครัว/ชุมชน (๒) ความเป็นเพื่อนร่วมงานระหว่างกันของครู (๓) พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเรียนรู้
SLC เน้นการเปลี่ยนขาด ๒ ประเด็นหลักคือ (๑) นิยามการเรียนรู้ใหม่ (๒) ใช้การเรียนการสอนที่เน้นการฟัง (listening pedagogy) ไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ (transferring pedagogy)
เน้นให้นักเรียนทุกคน ได้เรียนรู้และพัฒนา
การเรียนรู้ใน SLC ไม่ใช่กระบวนการสั่งสมความรู้ แต่เป็นการเดินทางจากโลกที่ตนรู้จัก ไปสู่โลกที่ตนยังไม่รู้จัก นัยยะที่สื่อคือ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่แยกวิชา เป็นการเรียนรู้ครบด้าน (holistic) เป็นการเรียนรู้บูรณาการตามโลกแห่งความเป็นจริง เป็นการเรียนรู้ที่เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจ ทักษะ สมรรถนะ ค่านิยม เจตคติ คุณลักษณะ ใส่ตน โดยตระหนักว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ด้านดีกับด้านชั่วอยู่ปะปนกัน ผู้เรียนต้องฝึกตนให้รู้จักเลือกพัฒนาด้านดีใส่ตน เรียนรู้การหลีกเลี่ยงด้านชั่วร้ายในโลกหรือสังคม
การเรียนรู้ใน SLC เน้นการฟัง เน้นฟังซึ่งกันและกัน เน้นปฏิสัมพันธ์เชิงให้เกียรติหรือเคารพซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือ ครูแสดงท่าทีรับฟังอย่างเคารพข้อคิดเห็นของนักเรียน ฟังให้เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เพื่อทำหน้าที่ครูโค้ชหรือครูฝึก ในการออกแบบกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการใคร่ครวญสะท้อนคิดด้วยตนเอง สู่การตกผลึกหลักการ นักเรียนจะค้นพบสิ่งที่ตนเข้าใจผิดด้วยตนเอง เกิดการเปลี่ยนขาดตนเอง (self-transformation) ไม่ใช่เพราะครูบอกให้เข้าใจเสียใหม่
กระบวนการรับฟังซึ่งกันและกันแบบไม่ด่วนตัดสิน เรียกว่า สุนทรียสนทนา หรือ สานเสวนา (dialogue) การเรียนรู้ใน SLC เน้นสานเสวนา ๓ แบบ คือ (๑) สานเสวนากับสิ่งของ เหตุการณ์ หรือกิจกรรม (๒) สานเสวนากับเพื่อนๆ และ (๓) สานเสวนากับตนเอง
นี่คือการเรียนรู้ที่นำสู่การสร้างพลเมืองผู้ก่อการ (agentic citizen หรือที่ ศ. ซาโตะ เรียกว่า protagonist) ที่มีความกล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ และในขณะเดียวกันก็มีความเคารพท่าทีและข้อคิดเห็นที่แตกต่าง
สู่การพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเมือง
มองจากมุมที่เราคุ้นเคย นี่คือการสร้างชาลาปฏิบัติการของการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) นั่นเอง โดยนำเอา ๓ หลักการ และ ๒ เปลี่ยนขาดข้างต้นมาเป็นหลักยึดปฏิบัติ และทำอย่างสม่ำเสมอ
ย้ำว่า SLC เน้นการเรียนรู้ของครู ครูต้องสวมวิญญาณนักเรียนรู้ (learning person) เน้นเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครูแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ผู้บอกวิชาหรือถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นผู้ตีความทำความเข้าใจคำพูดและพฤติกรรมของศิษย์ เอามาออกแบบกิจกรรม เพื่อให้ศิษย์เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตน ให้ศิษย์ตกผลึกหลักการเองจากหลักฐานจริงที่ตนเผชิญ สู่การเปลี่ยนความเข้าใจ เปลี่ยนวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ (mindset) ที่ผมตีความว่า ครูต้องฝึกทักษะ เรียนรู้จากประสบการณ์ ใส่ตน รวมทั้งต้องฝึกทักษะการตั้งคำถาม
SLC จึงเป็นกระบวนการของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (transformative learning) การเรียนรู้ในมิติที่ลึกซึ้ง ดึงออกมาใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ (mastery learning) เป็นการสร้างนิสัยและทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง คือรวมพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนด้วย
ศ. ซาโตะ บอกว่า SLC ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ใช่เทคนิค แต่เป็นองค์รวมของ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม
ที่สำคัญคือ SLC ไม่ใช่แนวทางหนึ่งเดียวโดดๆ แต่เป็นการบูรณาการหลายหลักการเข้าด้วยกัน ได้แก่ (๑) การเรียนรู้ร่วมกัน และเรียนรู้ผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิด (๒) การใช้ Lesson Study แนวเน้นการเรียนรู้ (๓) ครูทำงานเป็นทีม เป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพ (๔) โรงเรียนมีอิสระ มีความเป็นประชาธิปไตยในการดำเนินการตามสิทธิมนุษยชนให้นักเรียนทุกคนได้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ และครูมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพ
ศ. ซาโตะ บอกว่า SLC ไม่ใช่ขบวนการ (movement) แต่เป็นเครือข่าย (network) มีการดำเนินการอย่างกระจายศูนย์ และมีความแตกต่างหลากหลาย เป็นอิสระต่อกัน
ตรงตามหลักการพัฒนาประชาธิปไตย
โรงเรียนคือจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย
ศ. ซาโตะ บอกว่า แม้ในช่วงประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา SLC จะแพร่หลายไปมาก ทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก แต่ก็มีความท้าทายอีกหลายประการ ได้แก่ (๑) การปฏิบัติต่อครูเสมือนไม่ใช่นักวิชาชีพ (ของไทยเป็นอย่างไร?) (๒) จะจัดการกับพฤติกรรมก้าวร้าวรังแกกันของนักเรียนอย่างไร (๓) การใช้ระบบราชการควบคุมสั่งการโรงเรียนและครู (๔) จะเชื่อมโยงการดำเนินการปฏิรูปในแต่ละโรงเรียนเข้าเป็นระบบที่มีนโยบายสนับสนุน ให้ครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้อย่างไร
ฟังแล้วเข้ากันกับสถานการณ์ในระบบการศึกษาไทยไหมครับ
อ่านระหว่างบรรทัดได้ว่า ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันถูกกระทำโดยลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ที่ผลักระบบการศึกษาเข้าสู่ตลาด ซึ่งเน้นการแข่งขัน ใครดีใครได้ ยอมรับความไม่เท่าเทียม ศ. ซาโตะเสนอ SLC ขึ้นมาภายใต้ความเชื่อ สังคมนิยมประชาธิปไตย (social democracy) ที่ระบบการศึกษาเป็นระบบที่สร้างความเท่าเทียม ให้ความสำคัญต่อมิติความเป็นมนุษย์
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ส.ค. ๖๖ วันเฉลิมพระชนม์พรรษาสมเด็จพระพันปีหลวง สิริกิติ์