สาระจากการประชุมนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการ "การจัดการความรู้และขับเคลื่อนระบบการศึกษาและการเรียนรู้" ที่ทีมงานของคณะวิทยาการเรียนรู้ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย รศ. อนุชาติ พวงสำลี เสนอต่อ สกสว. เมื่อบ่ายวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ นำสู่บันทึกนี้
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยชี้เป้าแก่ สกสว. ว่ามีประเด็นใดบ้างของการวิจัยและนวัตกรรมด้านการศึกษาที่ประเทศไทยควรสนับสนุนทุน ววน. เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบการศึกษา สู่สภาพที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนมีระดับสูง และมีการพัฒนาครบด้าน (holistic learning) โดยเวลานี้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กไทยต่ำมาก และมีการพัฒนาไม่ครบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหย่อนหรืออ่อนแอด้าน V - values - ค่านิยม และ A – attitude - เจตคติ ส่งผลให้เกิดความอ่อนแอด้านคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย ดังที่มีข่าวทุจริตเกิดขึ้นทุกวัน อย่างที่เห็นกันอยู่
การทำงานของทีม ดร. อนุชาติ ที่ดำเนินการมาเกือบปี บอกเราว่า เวลานี้ “ผู้เล่น” (actors) ในระบบการศึกษาไทยมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นมาก มีที่มาจากการที่ระบบที่เป็นทางการของราชการอ่อนแอ ไม่ส่งมอบผลลลัพธ์คุณภาพสูง ข้อค้นพบนี้ชี้เป้าโจทย์ ววน. ด้านการศึกษาที่มีอยู่ในรายงาน และทีม ดร. อนุชาติรับจะไปปรับปรุงให้โจทย์ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งเสนอแนะรายชื่อนักวิจัยเด่นๆ ในประเทศ และอาจแนะรายชื่อนักวิจัยนอกประเทศที่เราอาจเชิญชวนมาร่วมงาน
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า โจทย์วิจัยและนวัตกรรมที่ได้จากการทำความเข้าใจความอ่อนแอของระบบ ผ่านปฏิกิริยาของสังคมดังที่ทีม ดร. อนุชาติเสนอนั้น เป็นโจทย์ที่มีค่าอย่างแน่นอน แต่ผมขอตั้งข้อสงสัยว่า จะไม่นำเสนอโจทย์ที่มันอยู่กับวัฒนธรรมหรือสังคมไทยจนเราเคยชินเหมือนปลาเคยชินกับน้ำ จนมันไม่รู้ว่าน้ำที่มันว่ายอยู่นั้นผิดปกติ หรือจริงๆ แล้วปลาไม่รู้จักน้ำ
ผมจึงเสนอว่า น่าจะพิจารณาตั้งวงหารือถกเถียงกันในกลุ่มนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มานุษยวิทยา เพื่อหาโจทย์วิจัยและนวัตกรรมที่ซ่อนอยู่ลึกมาก โดยผมยกตัวอย่างว่า จริงหรือไม่ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาไทยถูกลดทอนมิติของความเป็นมนุษย์โดยไม่รู้ตัว จากระบบการศึกษาที่ตกอยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ
นำสู่ข้อเสนอโจทย์วิจัยของ รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ว่าสภาพ dehumanization ต่อครูไทย มีผลทำให้ระดับอุดมการณ์ หรือวิญญาณครูต่ำหรือไม่ อย่างไร และสภาพที่ครูจำนวนหนึ่งเข้าเป็นหัวคะแนนของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ มีผลต่ออุดมการณ์ความเป็นครูหรือไม่ อย่างไร
รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ตั้งคำถามวิจัยเพิ่มใน ไลน์กลุ่ม หลังการประชุมว่า การที่ครูถูก dehumanize ส่งผลต่อนักเรียนอย่างไร
ขอย้ำว่า โจทย์เรื่อง dehumanization นั้น เราไม่ทราบว่าเกิดขึ้นจริงไหม ต้องการการวิจัยหาข้อมูลหลักฐาน และหากพบว่ามีจริง ก็จะมีโจทย์วิจัยตามมาเป็นขบวนใหญ่ ส่วนหนึ่งจะเป็นโจทย์วิจัยเชิงระบบการศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๒๒ มิ.ย. ๖๖
I support discussions on “.. จริงหรือไม่ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาไทยถูกลดทอนมิติของความเป็นมนุษย์โดยไม่รู้ตัว จากระบบการศึกษาที่ตกอยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ ..”
- 1) let’s define ‘dehumanization’ –any activity that degrades/deprives people of their positive qualities? Is there a list of examples?- 2) let’s define ‘วัฒนธรรมอำนาจ’ – ‘common’? practices that are based on inequality or hierarchy social structures? (including ‘class’, age, sex, income, residential location, duties and ranks or professions? Shall we list them in rank?- 3) let’s make a table (or matrix) of 1) x 2) (examples) –(we can assign weights for desirability and sum to a total value;) to see if any entry (cell, or ‘heading’) can be made ‘positive’ or ‘zero’ (removed) or less negative (reduced); (to a better sum)- 4) ‘class’ is a prevalent social structure of practice in not just among human but also among social animals (this says ‘power structures’ is common and hard to modify, as long as power gives higher benefit over ‘the mass’; democracy as modeled and used today is not an answer for equality)- 5) ‘self-actualizing individuals’ seems a possible candidate solution for ‘dehumanization’, but is individualistic and difficult to achieve and is against other mechanisms such as ‘order and rule’, ‘employer-employee’, ‘master-apprentice’, and so on - 6) thought experiments point to assessment of ‘.. โจทย์เรื่อง dehumanization นั้น เราไม่ทราบว่าเกิดขึ้นจริงไหม ต้องการการวิจัยหาข้อมูลหลักฐาน ..” and return of investment for such, as inclusion into the goal and objectives of research.