ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018) เขียนโดย Colin Beard และ John P. Wilson
ตอนที่ ๑๒ นี้ ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๒ Practical answers to some theoretical questions
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์มีวิวัฒนาการทางทฤษฎีมายาวนาน โดยทฤษฎีที่เด่นที่สุดเป็นของ David A. Kolb และคำว่า ประสบการณ์ การศึกษา และการเรียนรู้ เป็นคำที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และบางทีใช้ในความหมายใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำคำว่าประสบการณ์ กับคำว่า การเรียนรู้ มาอยู่ด้วยกัน เชื่อมด้วยคำบุพบท ให้ความหมายที่ต่างกัน และมีความสำคัญมาก คือคำว่าประสบการณ์ของการเรียนรู้ (experience of learning) กับประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (experience for learning)
ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ อาจได้แก่ คิดเพื่อเรียนรู้, ทำเพื่อเรียนรู้, รับรู้ (sensing) และสังเกตพื่อเรียนรู้, เป็นส่วนหนึ่ง (belonging) และมีปฏิสัมพันธ์เพื่อเรียนรู้, เป็นอยู่ (being) เป็นวิธีเรียนรู้อย่างหนึ่ง และในทางตรงกันข้ามการเรียนรู้จากประสบการณ์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ด้านการคิด การทำ การรับรู้ การสังเกต การเป็นส่วนหนึ่ง การรู้สึก การเป็นตัวตน (to be)
เมื่อคำว่าประสบการณ์กับคำว่าการเรียนรู้มาอยู่ด้วยกัน เป็น การเรียนรู้จากประสบการณ์ ความหมายเปลี่ยนไปทันที กลายเป็นความหมายใหม่ที่จำเพาะ แตกต่างจากการเรียนรู้แบบอื่นๆ
ความหมายหลากหลายมิติของการเรียนรู้จากประสบการณ์
- ประสบการณ์เป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ และในการเรียนรู้จากประสบการณ์รูปแบบต่างๆ ตัวประสบการณ์ยิ่งมีความสำคัญ
- การเรียนรู้จากประสบการณ์รูปแบบต่างๆ มีต้นตอร่วมกัน
- พลวัตของการเรียนรู้จากประสบการณ์มี ๔ ด้านคือ (๑) ประสบการณ์ของการเรียนรู้ (๒) ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ (๓) ประสบการณ์ในโลกภายใน (๔) ประสบการณ์ในโลกภายนอก
- ประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีองค์ประกอบซับซ้อน ประกอบด้วยสารสนเทศ (information) ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลาในโลกภายในและในโลกภายนอก
- โลกภายนอกประกอบด้วยโลกทางกายภาพ และทางสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์ และโลกที่กว้างกว่าโลกของมนุษย์
- โลกภายในประกอบด้วย ความรู้สึก อารมณ์ การคิด และมิติด้านจิตใจ
- ประสบการณ์การเรียนรู้ (learning experience) ประกอบด้วยส่วนประกอบที่เป็นมิติด้านสังคมวัฒนธรรม, มิติด้านอารมณ์, ด้านความรู้สึก, ด้านการคิด, และด้านการโต้แย้ง ที่เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ (belonging) มีการเปลี่ยนแปลงตัวตน (becoming) และมีความเป็นตัวตน (being) ในโลกของมนุษย์ และในโลกที่กว้างกว่าโลกของมนุษย์
- การเรียนรู้แนวครูเป็นศูนย์กลาง กับ การเรียนรู้แนวนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน
- ประสบการณ์ต้องมีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดความสนใจ (engagement) ของผู้เรียน และเพื่อเป็นสิ่งที่จำได้ไม่รู้ลืม
- ประสบการณ์ของการเรียนรู้ เมื่อมีคุณภาพสูงถึงระดับหนึ่ง จะนำสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ของ “ตัวตน” (self หรือ being)
- จะเรียนรู้ได้ดี ต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น แรงบันดาลใจของผู้เรียน การเข้าร่วมกิจกรรมแบบเทใจ (engagement) และการดื่มด่ำอยู่กับกิจกรรม (immersion)
- การเรียนรู้เป็นดั่งสายน้ำไหล และเชื่อมโยงกับประสบการณ์อื่นๆ มีสภาพต่อเนื่อง ไหลไปเหมือนสายน้ำ ดั่งมีการเขียนบท และมีองค์ประกอบ เหมือนในภาพยนตร์
- ในทางปฏิบัติ เราใช้รูปแบบของการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่ซับซ้อนมาก โดยอิงทฤษฎีความซับซ้อน หรือทฤษฎีระบบนิเวศ
- การเรียนรู้จากประสบการณ์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบด้วย แต่มักเกิดจากการใช้ตามทฤษฎีหรือโมเดลที่ตื้นเขิน
- ความเข้าใจความซับซ้อนของประสบการณ์ของมนุษย์ขยายตัวขึ้นตลอดเวลา ป้อนสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งในด้านบวก และด้านลบ
- ประสบการณ์ทำบทบาทคล้ายสะพานเชื่อมสิ่งที่เป็นขั้วตรงกันข้าม เช่น ทำกับคิด, ปฏิบัติกับรู้, กายกับจิต, ธรรมชาติกับมนุษย์, ปฏิบัติกับทฤษฎี เป็นต้น
- ครูและอาจารย์มหาวิทยาลัยใช้เวลามากขึ้น ต่อการออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่ออกแบบเนื้อหาที่จะสอน อย่างในอดีต
- ผู้เรียนไม่ใช่ถังรองรับความรู้ แต่เป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกงามเติบโตให้ผล ผ่านประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง
- ประสบการณ์มีความแตกต่างและซับซ้อน การเรียนรู้ที่ดีช่วยให้ประสบการณ์มีคุณค่าสูงต่อการเรียนรู้ แต่บางประสบการณ์อาจส่งผลยับยั้งการเรียนรู้
- แต่ละประสบการณ์ ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ในอดีต ความต้องการในปัจจุบัน และการเลือกรับรู้ของผู้นั้น เท่ากับประสบการณ์ไม่ใช่ของจริงแท้ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนสร้างขึ้น ดังนั้นคน ๑๐ คน อยู่ในประสบการณ์เดียวกัน แต่ได้รับประสบการณ์คนละแบบ ๑๐ คน ก็ ๑๐ แบบ
- ประสบการณ์ และการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่แต่ละคนสร้างขึ้น (constructed) โดยเป็นการร่วมสร้างทางสังคม (กับผู้อื่น) เป็นการสร้างภายในใจของตนเอง เป็นการสร้างจากอารมณ์ หรือสร้างจากการคิด มีผู้กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดจากความขัดแย้งระหว่าง ๓ ปัจจัยคือ การคิด อารมณ์ และสังคม แต่ Beard & Wilson บอกว่า การเรียนรู้มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากว่านั้น ได้แก่ การคิด (thinking), การรับผัสสะ (sensing), การสังเกต (observing), การรู้สึก (feeling), การกระทำ (doing), การเป็นส่วนหนึ่ง (belonging), การเป็นตัวตน (being) เป็นต้น
- มนุษย์เราหาความหมายของประสบการณ์โดยพูดกับตัวเองเพื่อเรียนรู้ ดังนั้นครูหรือโค้ชอาจช่วยทำให้การเรียนรู้นี้ “เห็นชัด” (visible) ขึ้นอีก โดยช่วยตั้งคำถามว่า “กำลังเกิดอะไรขึ้นในสมองของเธอ” “บอกหน่อยได้ไหมว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น”
วิจารณ์ พานิช
๘ พ.ค. ๖๖
ห้อง ๑๖๐๒ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
May I suggest a source of information?
Deutche Welle (German news agency in English) aired a documentary on
Science of Emotion - Methods of Manipulation DW https://www.dw.com › science-of-emotion-methods-of…25 Aug 2022 — Increasingly, it appears that there are mechanisms for playing on emotions to sway our minds - right at the point of decision-making.
To me there are 2 points of interests1) the Use of bio-infomatrics (face recognition) in study of human emotions (in responses to external events) –in simple words ‘how to read [emotions of] people from their face’ (– we have been and are practicing face reading all the time but without ‘scientific bases’).2) the manipulation of people[’s emotions] –we have seen examples in crying of babies, provocative acts/gestures in public rally, concerts and protests; – use of manipulative tactics is common – are there acceptable manipulative methods for educational purposes?
These points are not of basic public interests and open to misuse, but judging by scams and frauds on the Internet –they are [ab]used already on large population. (สำนักงานคณะกรรมการการักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) หรือ สกมช. ที่มีคอร์สการสอนมากมาย คนที่สนใจลองเข้าไปดูได้ที่ https://linktr.ee/THNCA is attempting to educate people.)
Is it not a time to use them for good? To advance learning from the basic to the omnipotent level?
ขอบคุณ บทความของท่านอาจารย์วิจารณ์ฯ และข้อคิดที่ SR ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วย เพราะได้ความรู้ภาคขยายอีกส่วนหนึ่ง ขอบคุณครับ…วิโรจน์ ครับ