อีกไม่กี่วันเราก็จะรู้ว่าผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาของไทยเป็นคนมีเหตุผล หรือหาเหตุผล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัวตนของบุคคลได้เป็นอย่างดีครับ
เกือบศตวรรษแล้วที่นักสังคมวิทยาถกเถียวกันว่าคนเรา ซึ่งเรียกตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนั้นมีเหตุผลในการตัดสินใจหรือแสดงออกหรือไม่ หรือเป้นสัตว์ที่หาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจและพฤติกรรมของตนมากกว่า ซึ่งสองหลักการนี้มีความแตกต่างกัน
คนมีเหตุผลหมายถึงบุคคลที่จะมีกระบวนการคิดและใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจและรองรับการกระทำของตน ส่วนคนหาเหตุผลนั้นจะเลือกทางเลือกของตนแล้ว หาเหตุผลมาอธิบายความคิดและการตัดสินใจของตน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูได้ไม่ยากครับ เพราะความเป็นเหตุเป็นผลนั้นมีความเป็นสากล และมีตรรกะของตนเอง เช่น เวลานักการเมืองจะย้ายพรรค มักจะให้เหตุผลว่าเพราะสถานการณ์การเมืองมันเปลี่ยนไป ก็เลยย้ายพรรค แต่ถ้าจะวิเคราะห์หลักเหตุผลของนักการเมืองที่ย้ายพรรคจริงๆ ต้องดูประวัติการย้ายพรรคของเขาที่ผ่านมาว่าย้ายเพราะอะไร และสถานการณ์ที่ย้ายมีสภาพเช่นเดียวกันที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นเงือนไขให้ย้ายพรรคหรือไม่ และประวัติการโหวตหรือสนับสนุนแนวทางทางการเมืองของเขาคงเส้นคงวาหรือไม่ และพรรคสใหม่มีพฤติกรรมสอดคล้องกับความเป็นนักการเมือง (คือการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ) เป็นอย่างไร
หลักการเดียวกันในการพิจารณาเหตุผลของวุฒิสภาฯ ที่เลือกนายกเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า ที่เลือกเพราะพรรคสนับสนุนนายกรวมเสียงในสภาผู้แทนได้มากกว่าอีกฝ่าย และพรรคหลักมีคะแนนนิยม (popular votes) มากกว่าพรรคที่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดันดับหนึ่ง แต่พอมาถึงวันนี้ พรรคที่จะตั้งรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งไปมาก และคะแนนนิยมก็มากกว่า แต่ก็จะหาเหตุผลอื่นมาอธิบายการตัดสินใจของตนเองอยู่ดี
จริงๆ แล้วตัดสินใจแล้วว่าจะเอาอย่างไร ที่เหลือก็คือการหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของตนเองครับ
เรามาร่วมรับรู้ปรากฏการณ์นี้ไปพร้อมๆ กันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ
สมาน อัศวภูมิ
6 กรกฎาคม 2566