ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้รับทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้ชีวิตอันเป็นที่รักหวานซาบซึ้งใจ. วันนี้ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ด้วยความยาก. ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๒๓ โสมนัสสจริยา

 

เกริ่นนำ

             ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่าข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบนตักพระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่าข้าพระองค์อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้รับทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้ชีวิตอันเป็นที่รักหวานซาบซึ้งใจ. วันนี้ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ด้วยความยาก. ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

 

๒. โสมนัสสจริยา

ว่าด้วยพระจริยาของพระโสมนัสสกุมาร

 

             [๗]    อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นบุตรสุดที่รัก พระมารดาและพระบิดารักใคร่ เอ็นดู ปรากฏนามว่าโสมนัส อยู่ในกรุงอินทปัตถ์ที่อุดมสมบูรณ์

             [๘]     เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม มีกัลยาณธรรม มีปฏิภาณ เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญ มีหิริ และฉลาดในสังคหธรรม

             [๙]     ครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่ง เป็นที่โปรดปรานของพระราชาพระองค์นั้น ดาบสนั้นทำสวนและปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับเลี้ยงชีวิต

             [๑๐]   เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบที่ไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพรงข้างใน เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้

             [๑๑]   ดาบสโกงผู้นี้ ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็นสมณะ ละหิริและธรรมฝ่ายขาว เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต

             [๑๒]   ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น เพราะโจรเที่ยวอยู่ในดง พระบิดาของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น ตรัสสั่งเราว่า

             [๑๓]   พ่ออย่าประมาทในชฎิล ผู้มีตบะแก่กล้านะลูก พ่อจงอนุวัตรตามความปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความสำเร็จ ความปรารถนาทั้งปวง

             [๑๔]   เราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า คหบดี ท่านสบายดีหรือ หรือว่าท่านจะให้นำอะไรมา

             [๑๕]   เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาประหารท่านเสียในวันนี้ หรือจะให้เนรเทศเสียจากแว่นแคว้น

             [๑๖]   พระราชาทรงปราบปรามปัจจันตชนบทสงบราบคาบแล้ว ได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า พระผู้เป็นเจ้าสบายดีหรือ สักการสัมมานะยังเป็นไปแก่พระผู้เป็นเจ้าหรือ

             [๑๗]   ชฎิลชั่วนั้นกราบทูลพระราชา โดยประการที่กุมารนั้นจะพึงถูกทำให้พินาศเสีย พระเจ้าแผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้น แล้วทรงบังคับว่า

             [๑๘]   จงตัดศีรษะเสียในที่นั้นนั่นแหละ จงบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ประจานไว้ที่ถนน นั่นเป็นตัวอย่างที่เบียดเบียนชฎิล

             [๑๙]   พวกโจรฆาต(ผู้ฆ่าโจร)ผู้มีใจดุร้ายหยาบคาย ไม่มีความกรุณาเหล่านั้น ผู้ได้รับพระราชโองการไปที่นั้น เมื่อเรานั่งอยู่บนพระเพลาของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป

             [๒๐]   เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้น ซึ่งกำลังผูกมัดอย่างมั่นคงนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่

             [๒๑]   เขาเหล่านั้น พาเราไปเฝ้าพระราชาผู้ชั่ว คบแต่คนชั่ว เราไปเฝ้าพระราชาแล้ว ทูลให้ทรงเข้าพระทัยและนำมาสู่อำนาจของเรา

             [๒๒]   พระบิดาขอให้เราอดโทษ ณ ที่นั้น ได้พระราชทานสมบัติอันยิ่งใหญ่แก่เรา เรานั้นทำลายความมืดมนแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต

             [๒๓]   ราชสมบัติจะเป็นที่น่ารังเกียจของเราก็หาไม่ กามโภคะจะเป็นสิ่งที่เราพึงรังเกียจก็หาไม่ แต่เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล

โสมนัสสจริยาที่ ๒ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

๒. โสมนัสสจริยา

               อรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒               


               ในครั้งนั้นมีดาบสชื่อว่ามหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวารอยู่ในหิมวันตประเทศ เที่ยวจาริกไปยังชนบทเพื่อต้องการเสพของเค็มและของเปรี้ยว ถึงกรุงอินทปัตถะ อยู่ในพระราชอุทยานพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวไปบิณฑบาตถึงประตูพระราชวัง.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นหมู่ฤๅษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ให้นั่งบนพื้นใหญ่ที่ตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ขอพระคุณท่านจงอยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยานกับพระดาบสเหล่านั้นรับสั่งให้สร้างที่อยู่ ทรงถวายบริขารของบรรพชิตแล้วเสด็จออกไป.
               ตั้งแต่นั้นมา ดาบสทั้งปวงเหล่านั้นก็บริโภคในพระราชนิเวศน์.
               ฝ่ายพระราชาไม่มีโอรส ทรงปรารถนาโอรส โอรสก็ยังไม่เกิด.
               ครั้นออกพรรษาพระมหารักขิตะคิดว่า เราจะต้องกลับไปป่าหิมวันตะ จึงลาพระราชา. พระราชาทรงกระทำสักการะสัมมานะ แล้วออกไปในระหว่างตอนกลางวันและจากทางพร้อมด้วยบริวาร นั่งภายใต้ต้นไม้มีเงาหนาทึบต้นหนึ่ง.
               ดาบสทั้งหลายสนทนากันว่า พระราชาไม่มีพระโอรส จะพึงเป็นการดี หากพระราชาได้พระราชบุตร.
               ท่านมหารักขิตะได้ฟังการสนทนานั้นจึงใคร่ครวญดูว่าพระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ ทราบว่าจักมีจึงกล่าวว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรองค์หนึ่งจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชา.
               ชฎิลโกงคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจักเป็นราชกุลูปกะคือผู้เข้าถึงราชตระกูล. ครั้นดาบสทั้งหลายจะไปจึงทำเป็นไข้นอนซม เมื่อดาบสกล่าวว่ามาไปกันเถิด. กล่าวว่า ผมไปไม่ไหว.
               มหารักขิตดาบสรู้เหตุที่ดาบสนั้นนอน จึงกล่าวว่า ท่านไปได้เมื่อใดก็พึงตามไปเถิด แล้วพาหมู่ฤๅษีไปถึงหิมวันตประเทศ.
               ดาบสโกหกรีบกลับไปยืนอยู่ที่ประตูพระนคร ให้คนไปทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของมหารักขิตดาบสกลับมา.
               พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปเรียกมา จึงขึ้นปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้.
               พระราชาทรงไหว้ดาบสนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึงความไม่มีโรคของฤๅษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า พระคุณท่านกลับมาเร็วนัก มีความต้องการอะไรหรือ.
               ดาบสโกงทูลว่า มหาราช หมู่ฤๅษีเป็นสุขดี สนทนากันว่าจะพึงเป็นการดี หากพระราชบุตรผู้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระราชาจะพึงบังเกิด. อาตมาได้ฟังการสนทนากันจึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า พระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ จึงเห็นว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนางสุธรรมาอัครมเหสี แล้วทูลว่าอาตมามาก็เพื่อจะทูลพระองค์ว่า ชนทั้งหลาย เมื่อไม่รู้จะพึงยังพระครรภ์ให้พินาศได้ อาตมาจะทูลข้อนั้นก่อน อาตมาทูลแด่พระองค์แล้ว อาตมาก็จะกลับไป.
               พระราชาตรัสว่า พระคุณอย่าไปเลย ทรงยินดีร่าเริงมีพระทัยเลื่อมใส ทรงนำดาบสโกงไปพระราชอุทยานจัดแจงที่อยู่พระราชทาน. ตั้งแต่นั้นมาดาบสโกงนั้นก็บริโภคในราชตระกูลอาศัยอยู่.
               ดาบสโกงมีชื่อว่า ทิพพจักขุกะ.
               ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงสพิภพ ถือปฏิสนธิในกรุงอินทปัตถะนั้น. ในวันขนานพระนามของพระกุมารที่ประสูติ พระชนกชนนีทรงตั้งพระนามว่าโสมนัสสะ.
               โสมนัสสกุมารทรงเจริญด้วยการเลี้ยงดูกุมาร.
               ดาบสโกงก็ปลูกผักสำหรับแกง และผลมีเถาเป็นต้นเอาไปขายในท้องตลาด รวบรวมทรัพย์ไว้.
               ลำดับนั้น ในขณะที่พระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระองค์ตรัสสั่งพระกุมารว่า ลูกอย่าประมาทในทิพพจักขุดาบส แล้วเสด็จเพื่อทรงปราบชายแดนให้สงบ.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระกุมารเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยทรงดำริว่าจักเยี่ยมชฎิล ทรงเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะมีกลิ่นผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือหม้อสองใบด้วยมือทั้งสอง รดน้ำในที่ปลูกผักทรงรู้ว่าชฎิลโกงนี้ไม่ประกอบสมณธรรมของตน ทำการขายของในตลาด จึงตรัสถามว่า คหบดีฝักบัว ทำอะไร? ทำเอาดาบสโกงละอายแล้วเสด็จออกไป.
               ชฎิลโกงคิดว่า กุมารนี้เดี๋ยวนี้ยังเป็นถึงอย่างนี้ ภายหลังใครจะรู้ว่ากุมารนี้จักทำอะไร เราควรจัดการกุมารนี้ให้พินาศเสียในตอนนี้แหละ ในเวลาพระราชาเสด็จมาจึงเหวี่ยงแผ่นหินไปเสียข้างหนึ่ง แล้วทำลายหม้อน้ำเสียเกลี่ยหญ้าที่บรรณศาลา เอาน้ำมันทาร่างกายเข้าไปยังบรรณศาลา คลุมตลอดศีรษะนอนบนเตียงดุจเป็นทุกข์หนัก.
               พระราชาเสด็จกลับทรงกระทำประทักษิณพระนครยังไม่เสด็จเข้าพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นความผิดปกตินั้น ทรงดำริว่านั่นอะไรกัน จึงเสด็จเข้าไปภายในทรงเห็นดาบสโกงนั้นนอนอยู่ จึงทรงลูบที่เท้าตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระคุณท่านอย่างนี้. เราจะฆ่าเสียวันนี้แหละ. พระคุณท่านจงรีบบอกมา.
               ชฎิลโกงฟังดังนั้นถอนหายใจลุกขึ้นทูลว่า มหาราช ข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์ เพราะการมาเฝ้านั่นแหละ ข้าพระองค์จึงต้องได้รับความเดือดร้อนนี้ เพราะความคุ้นเคยในพระองค์ โอรสของพระองค์นั่นแหละเบียดเบียนข้าพระองค์.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงมีพระราชบัญชาให้เพชฌฆาตจงไปตัดศีรษะพระกุมาร ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปทิ้งไว้กลางถนน.
               พวกเพชฌฆาตก็ไปฉุดพระกุมารซึ่งพระมารดาตกแต่งแล้วให้ประทับนอนบนตักของพระนาง ทูลว่า พระราชามีพระบัญชาให้ฆ่าพระกุมาร.
               พระกุมารทรงกลัวความตาย เสด็จลุกจากตักพระมารดาแล้วตรัสว่า พวกท่านจงนำเราไปเฝ้าพระราชา. เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูล. พวกเพชฌฆาตฟังพระดำรัสของพระกุมารแล้วก็ไม่อาจฆ่าได้จึงเอาเชือกมัดดุจมัดโค นำไปเฝ้าพระราชา.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลงข้างใน เหมือนต้นกล้วยไม่มีแก่น ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็นสมณะ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต.
                 ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระชนกของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียรอันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความสำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.
               พระเจ้ากุรุ พระชนกของเราเมื่อเสด็จไปปราบความกำเริบในชายแดนนั้นให้สงบ ในกาลนั้นได้สอนเราว่า พ่อโสมนัสสกุมาร พ่ออย่าประมาทชฎิลผู้เป็นนายของพ่อมีความเพียรสูง มีตบะกล้ามีอินทรีย์สงบอย่างยิ่ง. ชฎิลนั้นได้ให้ความสำเร็จที่ปรารถนาทุกอย่างแก่พวกเรา เพราะฉะนั้น พ่อจงอนุวัตรตามความปรารถนา ตามความชอบใจ อนุเคราะห์ชฎิลนั้น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               เราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่านจะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้นดาบสโกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น
                 พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว ได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า พระคุณท่านสบายดีหรือ สักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ.
                 ชฎิลโกงนั้นทูลแด่พระราชาเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้ฉิบหาย. พระราชาทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้น ทรงมีพระราชบัญชาว่า จงตัดศีรษะเสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล พวกเพชฌฆาตมีใจดุร้ายไม่มีสงสารเหล่านั้น เพราะมีพระราชบัญชา เมื่อเรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป.               

    ก็เมื่อพระกุมารถูกเพชฌฆาตนำไป พระสุธรรมาเทวีแวดล้อมด้วยหมู่ทาสีพร้อมด้วยพวกสนม แม้ชาวพระนครต่างก็พากันไปกับพระกุมารนั้น ด้วยคิดว่า พวกเราจักไม่ให้ฆ่าพระกุมารนั้นผู้ไม่มีความผิด.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
                   เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูกมัดอย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นคนลามกและคบกับคนลามก พาเราไปเฝ้าพระราชา.
                   เราไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลให้เข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจของเรา.

เมื่อพระราชาตรัสว่า ก็เพราะเหตุไร เจ้าจึงเรียกทิพพจักขุดาบสผู้เป็นเจ้านายของพ่อด้วยคำว่าคฤหบดีเล่า. เจ้าทำผิดมาก.
               พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์กล่าวกะผู้ที่เป็นคฤหบดีว่าคฤหบดีดังนี้ จะมีความผิดได้อย่างไร? แล้วทูลต่อไปว่า ขอพระบิดาทรงเชื่อว่าดาบสนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด แล้วขายดอกไม้ ผักและผลาผลเป็นต้น พวกขายพวงมาลัยและผักซื้อของเหล่านั้นจากมือดาบสนั้นทุกวัน แล้วโปรดทรงพิจารณาพื้นที่ปลูกไม้ดอกและพื้นที่ปลูกผักเถิด พระเจ้าข้า แล้วเราเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้นให้พวกราชบุรุษของตน นำกหาปณะและภัณฑะที่ดาบสได้จากการขายดอกไม้เป็นต้น ให้พระราชาทรงรู้เห็น. เราให้พระราชาทรงทราบถึงความที่ดาบสนั้นเป็นดาบสโกงแล้ว.
               ความว่า ด้วยการให้ทรงเข้าพระทัยนั้น พระราชาทรงทราบดีว่า กุมารพูดจริง ดาบสโกงนี้ครั้งก่อนทำเป็นมีความมักน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมักมาก เพราะเหตุนั้น เราจึงนำพระราชามาสู่อำนาจของเรา โดยที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในดาบสนั้น แล้วตกอยู่ในอำนาจของเรา.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราควรเข้าป่าบวชดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วทูลลาพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการอยู่ในที่นี้. ขอพระองค์ทรงอนุญาต ข้าพระองค์จักบวช.
               พระราชาตรัสว่า ลูกรักพ่อมิได้ใคร่ครวญบังคับให้ฆ่าลูก ลูกจงยกโทษให้พ่อเถิด แล้วให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ ตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด.
               พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ในโภคสมบัติอันเป็นของมนุษย์จะมีอะไร. ลูกเคยเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์มาตลอดกาลนาน. ลูกยังไม่ติดในสมบัตินั้นเลย. ลูกจักบวชละ ลูกไม่ขออยู่ในสำนักของผู้ที่มีปัญญาโดยถูกผู้อื่นนำไปเป็นคนโง่เช่นนั้นแล้ว.
               เมื่อจะทรงสั่งสอนพระราชา จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า 
               กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไปไม่กำหนดความคิด เหมือนความวิบัติของยา ย่อมเป็นผลชั่ว. อนึ่ง กรรมที่บุคคลใคร่ครวญก่อนแล้วทำ กำหนดความคิดโดยชอบ เหมือนสมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ.
                คฤหัสถ์เกียจคร้านบริโภคกาม ไม่ดีเลย บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี พระราชาไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไปก็ไม่ดี ผู้ที่เป็นบัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี.
                ข้าแต่ราชะผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์พึงใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ใคร่ครวญก่อนแล้วไม่ทำ. ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ.
                 ข้าแต่พระภูมิบาล ผู้เป็นใหญ่ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงปรับสินไหม ย่อมอิ่มใจถึงสิ่งที่ทำแล้วโดยพลัน ประโยชน์ทั้งหลายของตนที่ด้วยการตั้งใจชอบ ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
                 ผู้จำแนกกรรมทั้งหลายในโลกอันวิญญูชนสรรเสริญแล้วอันมีสุขเป็นกำไร ทำกรรมอันไม่ตามเดือดร้อน กรรมเหล่านั้นย่อมเป็นกรรม อันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบแล้ว.
                   ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่าข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบนตักพระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่าข้าพระองค์อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้รับทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้ชีวิตอันเป็นที่รักหวานซาบซึ้งใจ. วันนี้ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ด้วยความยาก. ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.
               เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมอย่างนี้ พระราชาตรัสกับพระเทวีว่า ดูก่อนพระเทวี เธอจงยับยั้งโอรสไว้. แม้พระเทวีก็ทรงพอพระทัยการบวชของพระกุมารเหมือนกัน.
               พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกชนนีแล้วทรงขอขมาว่า หากโทษมีอยู่แก่ข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เถิด แล้วทรงอำลามหาชนได้เสด็จบ่ายหน้าไปหิมวันตประเทศ.
               ก็และเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จไปแล้ว มหาชนพากันทุบตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็รับสั่งให้ราชบุรุษมีอำมาตย์ราชบริษัท พร้อมด้วยชาวพระนครซึ่งมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาให้กลับ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันกลับ ทวยเทพมาในเพศของมนุษย์ นำพระโพธิสัตว์ล่วงเลยแนวภูเขา ๗ ลูก พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นฤๅษีอยู่ ณ บรรณศาลาที่วิษณุกรรมเนรมิตไว้ในหิมวันตประเทศ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               พระบิดาขมาเราในที่นั้นแล้ว ได้พระราชทานราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลายความมืดมัว แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.

     เมื่อพระมหาสัตว์บวชแล้วอย่างนี้ ทวยเทพมาด้วยเพศของปริจาริกาในราชตระกูล บำรุงพระมหาสัตว์นั้นตลอดเวลา ๑๖ ปี. พระมหาสัตว์ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ณ ที่นั้นแล้วได้เสด็จเข้าถึงพรหมโลก.
               ดาบสโกงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้.
               พระชนนีคือพระมหามายา.
               มหารักขิตดาบสคือพระสารีบุตรเถระ.
               โสมนัสสกุมารคือพระโลกนาถ.
               

    พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ โดยนัยดังกล่าวแล้วในยุธัญชยจริยานั้น.

แม้ในจริยานี้ท่านยกเนกขัมมบารมีขึ้นสู่เทศนา ว่าเป็นบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง.
               อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ ความที่พระองค์สามารถในราชกิจทั้งหลายในขณะมีชนม์ได้ ๗ พระพรรษา.               

การจับดาบสนั้นว่าเป็นชฎิลโกงได้.
               ความไม่มีหวาดสะดุ้งเมื่อพระราชาทรงขวนขวายมีพระบัญชาให้ฆ่า.
               การประกาศถึงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จไปเฝ้าพระราชาแล้วแสดงโทษของชฎิลโกงโดยนัยต่างๆ และความที่พระองค์ไม่มีความผิด แล้วทรงเริ่มต่อว่าความที่พระราชามีปัญญาถูกคนอื่นนำไปและความเป็นพระราชาโง่ แม้เมื่อพระราชาทรงขอขมาแล้วก็ยังถึงความสังเวชจากการอยู่ในราชสำนัก และจากความเป็นใหญ่ในราชสมบัติ แม้พระราชาทรงวิงวอนมีประการต่างๆ ก็ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์แล้วดุจถ่มก้อนน้ำลายทิ้ง เป็นผู้ไม่มีจิตติดอยู่ในที่ไหนออกบวช.
               ครั้นบวชแล้วยินดีในความสงัด ไม่ช้านักก็ทรงยังฌานและอภิญญาให้เกิด ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒               
               -----------------------------------------------------