ปฏิรูปการศึกษาอย่างไร
หายจนถ้วนหน้า ยกระดับสมรรถนะของประเทศ
กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดีที่สุด ทั่วประเทศ ทันที
ประเวศ วะสี
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
(๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖)
๑.
การศึกษาที่ทำให้ยากจนถ้วนหน้า
การศึกษาปัจจุบันทำให้ยากจนถ้วนหน้า คือ ผู้เรียนก็จน ผู้ปกครองก็จน โรงเรียนก็จน ครูก็จน จนเรื่องหนี้ครูเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่ตก เพราะเป็นการเรียนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งจบแล้วทำงานไม่เป็น ไม่มีงานทำ ยากจน และเศรษฐกิจของประเทศไม่เข้มแข็ง เพราะเต็มไปด้วยคนทำงานไม่เป็น
การศึกษาแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้งเป็นการ “แยกส่วน”แยกส่วนจากชีวิต ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง การศึกษาก็อีกอย่างหนึ่ง
ในทางพระพุทธศาสนา ชีวิตกับการเรียนรู้อยู่ที่เดียวกัน
ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต
ธรรมชาติของชีวิตต้องมีงานทำ ไม่มีการว่างงาน การว่างงานเกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน
๒.
การเรียนรู้แบบบูรณาการในฐานชีวิต
(Life – Based Learning)
ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และฉลาดที่สุด เป็นเหตุเป็นผลที่สุด
ธรรมชาติของการเรียนรู้ของชีวิตเป็นอย่างไร
เด็กเกิดมาก็เริ่มเรียนรู้ เรียนรู้ให้ทำอะไร ๆ เป็น เช่น ดูดนมเป็น ร้องไห้เป็นเพื่อรียกให้คนช่วยเมื่อหิวหรือเจ็บ เคลื่อนไหวมือและเท้าเป็น นั่งเป็น คลานเป็น ยืนเป็น เดินเป็น เล่นเป็น พูดเป็น ช่วยพ่อแม่ทำงานเป็นทำมาหากินเป็น ใช้เงินเป็น คิดเป็น จัดการเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น ฯลฯ ไม่มีการว่างงานเพราะทำงานเป็น
การเรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง คือ การเรียนรู้จากการทำ ให้ทำอะไร ๆ เป็น ไม่ใช่ท่องเป็นจำยาก ถ้าทำอะไรที่ต้องจำมันก็จะจำได้เองเป็นอัตโนมัติโดยไม่ต้องท่อง จำได้จากการทำ คำโบราณจึงว่า
“สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น
สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ”
แต่การศึกษาของเรากลับไปเลือกเอาแบบ “สิบปากว่า”ทำให้เกิดความสูญเปล่าอย่างเหลือคณานับ
ฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ปฏิรูปจากการเรียนแบบท่องเป็นเรียนแบบทำหรือจากท่องสู่ทำ
จะหายจนถ้วนหน้า ทั้งผู้เรียน ครู โรงเรียน และผู้ปกครอง
อีกทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคอย่างดีที่สุด ดังจะได้กล่าวต่อไป
ที่ว่าทำนั้น ทำอะไร
๓.
การเรียนรู้ในฐานการทำงาน
(Work-based Learning = WBL)
สหกิจศึกษา
การเรียนรู้ในฐานการทำงานจะนำไปสู่การพัฒนาในทุกมิติ ดังนี้
- ทำในสิ่งที่ชอบทำให้มีความสุขแต่ละคนชอบและถนัดไม่เหมือนกัน การถูกบังคับให้เรียนวิชาที่ไม่ชอบเป็นทุกข์อย่างยิ่งและทำให้เครียด การศึกษาการเรียนรู้จากการทำงาน สามารถเลือกงานที่ชอบทำให้มีความสุขอย่างยิ่ง
- การได้ทำงานที่ชอบทำให้ทำงานได้ทนและทำได้ดี ทำให้ทุกคนเป็นคนเก่งในทางที่ต่างกัน ไม่ใช่มีแต่คนที่ท่องวิชาการเก่ง ๒ - ๓ คน เท่านั้น นอกนั้นเป็นคนไม่เก่ง ซึ่งลดทอนศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ลง
- การทำงานที่ชอบจะทำให้พยายามทำให้ประณีตความประณีต คือ ความงามหรือศิลปะที่พัฒนาจิตใจให้เป็นสุขและงดงาม เป็นสุนทรียธรรม
- การทำงานทำให้มีรายได้ มีรายได้ตั้งแต่เรียน เรียนแบบนี้จึงไม่มีการว่างงาน ไม่มีความยากจน
- การทำงานมีรายได้ เป็นแรงจูงใจ ให้มีพฤติกรรมที่ดี เช่น ถ้าขยันและรับผิดชอบ จะมีรายได้มากขึ้น ถ้างานมีคุณภาพจะมีรายได้มากขึ้น
- ถ้าแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น จะมีรายได้มากขึ้น ทำให้เกิดนิสัยในการแสวงหาความรู้
- ทำให้จัดการเป็น งานทุกชนิดไม่ว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว เลี้ยงไก่ ขายของชำ ล้วนต้องการการจัดการ การเรียนแบบท่องวิชาทำให้จัดการไม่เป็น ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะหายไปจากสังคมไทยโดยสิ้นเชิง ทำให้สมรรถนะของประเทศชาติต่ำ
- ทำให้ประหยัด เพราะเงินทองหามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ทำให้ต้องคิดหน้าคิดหลังในการใช้จ่าย
ความขยัน ประหยัด อดทน ใฝ่เรียนรู้ จะทำให้ประเทศพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว
- มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน เป็นการสร้างสัมพันธภาพและการอยู่ร่วมกันถ้าสัมพันธภาพดีจะมีความสุข ผลงานมากขึ้น
- งานที่ยากต้องเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ หรือ PILA (Participatory Interactive Learning through Action) เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ทำให้ทุกคนฉลาดร่วมกัน และฝ่าฟันอุปสรรคความยากทุกชนิดได้
การเรียนรู้ในการทำงานนำไปสู่คุณค่า (Virtue) อย่างน้อย ๑๐ ประการ ดังกล่าว
การเรียนรู้ในการทำงานจึงนำไปสู่การพัฒนาความดีงามทุกด้าน
ผู้รู้จึงสรุปว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
ธรรม = ความถูกต้องดีงาม
๔.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษา
คือ ผู้จัดการการเรียนรู้
โครงสร้างเพื่อจัดการการเรียนรู้มีอยู่แล้วทั่วประเทศ นั่นคือ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ได้แก่ อบต. เทศบาลอบจ. องค์กรเหล่านี้ล้วนสนใจการศึกษา และการขจัดความยากจนในท้องถิ่นของตน
โรงเรียน ประมาณ ๔๐,๐๐๐ แห่ง กระจายอยู่ในทุกตำบล ตำบลละประมาณ ๔ - ๕ โรงเรียน มีครูหลายแสนคน ครูกู้แผ่นดินและครูคือเมล็ดพันธุ์แห่งความดี จะเป็นความจริงจากหลักสูตรการเรียนรู้ในฐานการทำงานหรือ WBL
การศึกษาบูรณาการในฐานชีวิต จึงสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วทั่วประเทศ เพื่อขจัดความยากจนสร้างคุณภาพชีวิต เพียงแต่พลิกวิธีคิดเท่านั้น ไม่ต้องไปปฏิรูปองค์กรให้ใครเดือดร้อน
๕.
รวมตัวกันทำสิ่งที่ดี
วิธีทำ
- ทุกตำบล อบต. หรือเทศบาตำบลร่วมกับโรงเรียนและกศน.(ส่งเสริมการเรียนรู้)[*]ตำบล สำรวจว่าในตำบลมีกลุ่มอาชีพอะไรบ้าง
- สร้างกลุ่มอาชีพในโรงเรียน โดยครู และผู้ปกครอง
- โรงเรียนจัดให้นักเรียนได้เลือกเรียนกับกลุ่มอาชีพที่แต่ละคนชอบ เป็นการเรียนรู้จากการทำงาน
- โรงเรียนสังเกตดูว่า กลุ่มเรียนรู้แต่ละกลุ่มต้องการความรู้อะไรที่ทำให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และแสวงหาความรู้ที่ตรงกับความต้องการมาสนับสนุนทุกกลุ่มงาน
- อบต./เทศบาลตำบล ติดตามสนับสนุนการปฏิบัติและแก้ไขอุปสรรคขัดข้องทำให้ปฏิบัติได้
- ถนนทุกสายสู่การสนับสนุนตำบลเรียนรู้ ประเทศไทยมีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามากมายหลายประเภท เมื่อเรารู้ว่า ถ้ามีการเรียนรู้ในการทำงานทั้งตำบลหายจนทันที การหายจนถ้วนหน้าเป็นจุดคานงัดไปสู่การพัฒนาทุกด้าน ถนนทุกสายต้องมุ่งสนับสนุนตำบลเรียนรู้ ดังในรูปที่ ๑
รูปที่ ๑ ทุกระบบสนับสนุนตำบลเรียนรู้ที่ทำให้หายจนถ้วนหน้า
- ทุกฝ่ายควรอ่านหนังสือ “โลกสามศูนย์” โดยโมฮัมเหม็ด ยูนูส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
“โลกสามศูนย์” หมายถึง
หนึ่ง การว่างงาน เป็นศูนย์
สอง ความยากจน เป็นศูนย์
สาม การปล่อยมลภาวะ เป็นศูนย์
“โลกสามศูนย์”เป็นอารยธรรมใหม่ที่ทำได้จริง และกำลังทำอยู่ในประชากรกว่า ๓๐๐ ล้านคน ในหลายประเทศ โดยสนับสนุนคนเล็กคนน้อยคนยากคนจนเป็นผู้ประกอบการสร้างงานให้ตัวเอง ด้วยการสนับสนุน ๓ อย่าง คือ เงินกู้ขนาดเล็ก การจัดการ และนวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิต
ทุกฝ่ายสามารถสนับสนุนทุกตำบลให้เป็น “ตำบลสามศูนย์” ด้วยการสร้างงานเอง ทำให้ไม่มีการว่างงาน ไม่มีความยากจน ไม่มีการปล่อยมลภาวะ
ถ้าทั่วโลกมีอารยธรรมสามศูนย์ ก็จะแก้ปัญหาโลกร้อนได้
๖.
ยกระดับสมรรถนะของประเทศทันที
ประเทศไทยมีสมรรถนะต่ำ เพราะเต็มไปด้วยคนทำงานไม่เป็น ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ
การปฏิรูปการเรียนรู้ที่ว่านี้ จะสร้างคนไทยที่ทำงานเก่ง ทำเป็น คิดเป็น จัดการเป็น ทำให้แก้ปัญหาการมีสมรรถนะต่ำได้ทันที
การแข่งขันทางเศรษฐกิจก็จะทำได้ดีขึ้น การมีคนไทยที่มีสมรรถนะสูงทั้งประเทศจะทำให้อะไร ๆ สำเร็จได้ง่าย
การปฏิรูปการเรียนรู้ สู่การเรียนรู้บูรณาการในฐานชีวิตในฐานการทำงาน มีอานิสงส์มากถึงเพียงนี้
๗.
การหายจนถ้วนหน้าเป็นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาคที่ดีที่สุด
เราปล้ำพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคเท่าใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ และไม่สามารถขจัดความยากจน ยังก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น
แต่ถ้าประชาชนหายจนถ้วนหน้าด้วยการเรียนรู้ใหม่ จะมีอำนาจซื้อมหาศาล กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด และอย่างยั่งยืน เพราะอยู่บนฐานของเราเอง ไม่เพียงแต่พึ่งพิงตลาดโลกที่ผลิกผันและวิกฤตได้ง่ายแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น ภาคธุรกิจจึงควรเข้ามาสนับสนุนการขจัดความยากจน ด้วยการเรียนรู้ในการทำงาน ภาคธุรกิจมีพลังมาก เมื่อ
เศรษฐกิจชุมชน – เศรษฐกิจมหภาค เชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลกันกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ทั้งหายจน ทั้งมั่งคั่งไปด้วยกัน จะเรียกว่าระบบเศรษฐกิจบูรณาการ (Integrated Economy) ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบแยกส่วนอีกต่อไป เมื่อบูรณาการก็สมดุล เมื่อสมดุลก็สุขสงบ เมื่อสุขสงบประเทศก็ลงตัว
การปฏิรูปการเรียนรู้มีผลใหญ่ทำให้ประเทศลงตัว
๘.
การปฏิรูปการเรียนรู้ทำได้ง่าย
ที่ใช้คำว่าปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อดึงความสนใจ ความจริงไม่มีการปฏิรูปองค์กร ไม่มีการรื้อโครงสร้างอะไร
ใครทำอะไรก็ทำอยู่อย่างเดิม เพียงแต่เพิ่ม
“หลักสูตรการเรียนรู้ในฐานการทำงาน”
พยายามลดเวลาในการเรียนแบบท่องวิชาลง เพราะวิชาจะไปได้จากการเรียนรู้ในการทำงาน
ดำเนินงานง่ายๆ ก็คือ
- รัฐบาลประกาศนโยบายการเรียนรู้ในฐานชีวิต – การเรียนรู้ในฐานการทำงาน
- สถาบันการศึกษาทุกระดับเพิ่มหลักสูตรการเรียนรู้ในฐานการทำงานลดเวลาการเรียนรู้แบบท่อง
- ทุกกระทรวงทบวงกรมและทุกภาคส่วนในสังคมสนับสนุนหลักสูตรใหม่นี้ตามนโยบายของรัฐบาล
- กระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ประสานการสนับสนุนตามนโยบายนี้
- ภาคธุรกิจแข็งขัน (กัมมันตะ) ในการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจบูรณาการที่ทั้งหายจน และมั่งคั่ง มั่นคง พร้อมกันไป
ประเทศไทยจะมีบูรณภาพและดุลยภาพ เจริญรุ่งเรืองต่อไป เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ด้วยการเรียนรู้ที่ดี
การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์
-------------------------------------------------------------------------------
อ่าน pdf file ที่มีรูปอยู่ด้วยได้ที่ 20230604063811.pdf
[*] ชื่อใหม่ของ กศน.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย คือกรมส่งเสริมการเรียนรู้