อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศไทย ผมจึงอยากแชร์เกณฑ์การสแกนนักการเมืองคุณภาพของผมไว้หน่อย เพราะไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ผมก็จะได้ไม่รู้สึกเป็นบาป หรือเสียใจที่ไม่ได้พูดความเชื่อและความเห็นของตนไว้ 

ส่วนคนอื่นจะเห็นด้วย หรือนำใช้หรือไม่เป็นเรื่องของแต่คนครับ 

เกณฑ์แรกในการสแกนนักการเมืองคือนิยามการเมือง ซึ่งผมเชื่อและเขียนไว้แล้วในบทเขียนก่อนๆ ว่า ‘การเมืองเป็นการตัดสินใจสาธารณะ แปล่าการตัดสินใจใดๆ ที่ส่งผลต่อสาธารณะโดยรวม เป็นการเมือง และบุคคล หรือคณะบุคคลใดๆ ที่มีอำนาจในการตัดสินใจและบังคับใช้การตัดสินใจดังกล่าว คือนักการเมือง' 

ดังนั้นนักการเมืองคุณภาพคือบุคคลที่คิด ตัดสินใจ และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยรวม สนับสนุนการคิด การตัดสินใจ และการทำเพื่อประโยชน์โดยรวม และสังกัดพรรคที่คิด ตัดสินใจ และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยรวมเช่นกันครับ 

เกณฑ์ที่สองในการสแกนนักการเมืองคือ พฤติกรรมการเมืองของนักการเมือง และพรรคที่นักการเมืองสังกัด เกณฑ์นี้ดูความคงเส้นคงวาของการกระทำของนักการเมือง และพรรคการเมืองที่นักการเมืองนั้นสังกัดว่า (1) ทำอย่างที่พูดหรือไม่  (2) กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืน ต้องดูพัฒนาการของวิธีคิด การตัดสินใจ และการทำของนักการเมืองน้้นๆ และพรรคที่เขาสังกัดว่าพัฒนาการของวิธีคิด การตัดสินใจ และการกระทำดังกล่าวว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ หรือเป็นไปเพื่อตนเอง พวกพร้อง และพรรคการเมืองของตนเป็นหลัก และ (3) กรณีที่การตัดสินใจของพรรคไม่สอดคล้องกับจุดยืนของตน นักการเมืองคนนั้น ๆ พร้อมที่จะคัดค้าน หรือลาออกจากพรรคเพื่อปกป้องจุดยืนของตนเองหรือไม่ ครับ  

เกณฑ์ที่สามในการแสกนนักการเมืองคือ การตรวจสอบว่าเครื่องมือสแกน คือตัวเราเองมีอคติส่วนตัวหรือไม่ และสิ่งที่คิด ตัดสินใจ และทำของเราเองเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ หรือเพื่อประโยชน์ของตนเอง ทั้งนี้เพราะถ้าเครื่องมือสแกน หรือตัวเราเองไม่เป็นกลาง และไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว ผลการสแกนก็บิดเบี้ยวแต่ต้น 

ทั้งสามเกณฑ์นี้เป็นแนวทางที่ผมใช้สแกนนักการเมืองที่ผ่านมา และจะใช้ต่อไปครับ 

รักนะประเทศไทย 

22 เมษายน 2566