พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้)
๔
ศรัทธา และการสวดมนต์
วิธีสร้างสุขที่กำไรมหาศาล
สำหรับการบ้านที่ให้แต่ละครั้ง ต้องทำสะสมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เหมือนเรียนวิชาที่ทำแบบแยกส่วน แต่ละครั้ง ๆ เป็นเอกเทศจากกัน ทั้งหมดมีผลบูรณาการซึ่งกันและกัน
แม้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญาล้วน ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งศรัทธา แต่เป็นศรัทธาที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาแบบบังคับให้เชื่อ ต่อเมื่อเข้าใจ ปฏิบัติ และได้ผลจากการปฏิบัติแล้ว จะเกิดศรัทธาอย่างใหญ่หลวง ศรัทธาเลยกลายเป็นเครื่องนำสุขมาให้แบบเปิดปุ๊บติดปั๊บทันที หรือเกิดความสุขฉับพลัน (Instant happiness) เป็นกำไรอย่างมหาศาล ท่านจึงจัดศรัทธาเป็นองค์ที่ ๑ ในหมวดธรรมที่เรียกว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ อันได้แก่
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ถ้าเราศึกษามาตามลำดับตามที่กล่าวมาแล้ว ๓ ตอน จะซาบซึ้งคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ พระรัตนตรัย
พระพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ที่ทรงค้นพบความจริงตามธรรมชาติอันเข้าใจได้ยาก และนำมาเปิดเผย เผยแพร่ แนะนำ สั่งสอน ให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริง อันทำให้ดับทุกข์ดับโศก สร้างสุข สงบเย็น ช่างทรงพระคุณอันประเสริฐจริง ๆ
พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นปัญญาอันประเสริฐ ที่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติ ให้เป็นตัวอย่างที่คนทั้งหลายดูเป็นตัวอย่าง เรียนรู้ และเข้าถึงการพ้นทุกข์ได้
ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือ นำมนุษย์ออกจากทุกข์ บรรลุความสงบเย็น จากการลดกิเลสตัณหาจากอัตตาตัวตนของตนเอง หรือการเข้าถึงความว่างจากกิเลสตัณหาจากอัตตาตัวตนของตนเอง
นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือจะแทนพระรัตนตรัยด้วยคำว่า พุทโธ คำเดียวก็ได้
พุทโธ ๆ ก็หมายถึง ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงหรือได้ยินคำว่าพุทโธเมื่อใด อัตตาตัวตนลดลง หรือคิดถึงความว่างจากตัวตน (สุญญตา หรือ ศูนยตา) หรือนิพพาน
ถือนิพพาน คือ ความว่างเป็นอารมณ์อยู่เป็นเนืองนิตย์
นึกถึงความว่างเมื่อใดก็มีสุขทันที
อาจบริกรรมว่า “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง” = นิพพาน เป็นความว่างอย่างยิ่ง
สุญญตา หรือ สุญญัง หมายถึงความเป็นศูนย์ หรือในภาษาสันสกฤตว่า “ศูนยตา” ก็ได้ หมายถึง ความเป็นศูนย์ หรือความว่าง จิตที่เข้าถึงความว่างก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง
เราหัดทำเช่นนี้ไว้เสมอ ๆ เสมือนเป็นการสร้างเครื่องรับ (Receptor) ไว้ในตัว เครื่องรับสัญญาณ เมื่อมีสัญญาณ พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้นึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัญญาณก็จะไปกระตุ้น “ต่อมความสุข” ทำให้เกิดความสุข ซึมซ่านไปทั่วตัว ทำบ่อย ๆ เครื่องรับก็จะมีความไวขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อนึกถึงก็เกิดความสุขทันที และจะรู้สึกเป็นบุญยิ่งนักที่เรามีเครื่องรับอย่างนี้อยู่ในตัว ในประเทศไทยเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา เช่น วัดวาอาราม โบสถ์วิหาร พระเจดีย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ทรงจีวรสีเหลือง ถ้ามีเครื่องรับอยู่ในตัว สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาเหล่านี้ก็จะส่งสัญญามาเข้าเครื่องรับในตัวเรา ส่งกระแสความสุขซึมซ่านไปทั่วตัว
“ศรัทธา” จึงเปรียบเหมือนเครื่องรับในตัวเรา เมื่อเรามีศรัทธามันก็จะไปกระตุ้นต่อมความสุข ทำให้ความสุขแผ่ซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว
การสวดมนต์ด้วยศรัทธาทำให้เกิดความสุข
ถ้าเข้าใจ การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขอย่างง่าย ๆ กำไรอย่างงาม
การสวดมนต์ทำหน้าที่อย่างน้อย ๔ อย่าง ดังนี้
- เพิ่มพูนศรัทธา
- เป็นการเจริญสติอยู่กับคำสวด
- ทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ มีการทดลองสมัยใหม่ที่แสดงว่า ถ้าตารับรูปอะไรอย่างเดียวอยู่นาน ๆ หรือได้ยินอะไรซ้ำ ๆ อยู่ มันจะหยุดรับ ทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ มนุษย์รู้ในภาคปฏิบัติมาแต่โบราณว่า ถ้าเพ่งอะไรอยู่นาน ๆ จะเกิดสมาธิ เช่น เพ่งเปลวเทียน หรือเพ่งธูป เขาเรียกว่า เพ่งกสิณ การบริกรรมคำอะไรซ้ำ ๆ จึงเกิดสมาธิ ทุกศาสนาจึงมีการบริกรรมหรือสวดมนต์เพื่อทำให้จิตสงบเกิดสมาธิ คนแก่จึงชอบสวดมนต์เพราะทำให้เกิดความสุข ไม่ต้องแก่ก็สวดได้
- เกิดปัญญาเพราะมนต์ต่าง ๆ มักบ่งบอกความจริงของชีวิตไปด้วย ถ้าเข้าใจตามที่กล่าวมาแล้ว ๓ ตอน ก็จะเข้าใจว่าทำไมการสวดมนต์จึงเป็นการเจริญปัญญาไปด้วย การสวดมนต์จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้เกิดศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ควรหัดสวดไว้บ่อย ๆ เวลาที่ดี คือ ก่อนนอน และหลังตื่นนอน พระท่านทำวัตร คือ สวดมนต์พร้อมกันในโบสถ์เช้าเย็น คนมุสลิมทำละหมาด วันหนึ่งตั้ง ๕ ครั้ง เพราะฉะนั้นจะสวดมนต์เมื่อใดก็ได้ เช่น ขณะนั่งรถ ขณะนั่งรอ แทนที่จะรออะไรด้วยความกระวนกระวาย ถือโอกาสสวดมนต์เสียเลย การสวดมีทั้งออกเสียง และการสวดในใจ สุดแต่กาละและเทศะ การออกเสียงทำให้ได้ยินช่วยผูกสติและสมาธิอีกทางหนึ่ง อีกประการหนึ่งทำให้เกิดกระแสคลื่นแผ่ไปในทรวงอก ลองทดลองดู
ออกเสียง “โอม” หรือ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง จะรู้สึกมีคลื่นแผ่ไปในทรวงอก เหมือนมีกระแสธรรมแผ่ไปในเนื้อในตัว
มีหนังสือสวดมนต์ที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป หรือ จะเลือกมนต์บทใดที่ชอบมาสวดก็ได้
มนต์ที่ผมสวดเป็นประจำจนคุ้นเคยมี ๑๑ บท คือ
-
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา …
สวากขาโต ภควตา ธัมโม … อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป
สุปฏิปันโน ภควโต สาวะกะสังโฆ …
- นะโมตัสสะ ๓ รอบ อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป
- บทพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แต่เป็นชนิดยาวกว่าธรรมดาเล็กน้อย คือ
พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง ชีววิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ
(๓ จบ)
ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง = ตลอดชีวิตจนถึงพระนิพพาน
คัจฉามิอย่างยาวนี้ ผมเอามาจากหนังสือสวดมนต์ชื่อ “คิริมานนทสูตร” ของสำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง
อีกเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์นี้ คือ “โพฌังคปริตร”
รูปที่ ๔ หนังสือสวดมนต์
ลงรูปหน้าปกหนังสือสวดมนต์ไว้ให้ดู ๓ เล่ม ก็ลองหามาดูว่าจะถูกจริตหรือไม่
ที่ผมชอบบทคัจฉามิที่ยาวขึ้น เพราะมีคำว่า นิพพานัง เวลาสวดแล้วทำให้นึกถึง สภาวะนิพพาน หรือ ความสงบเย็นที่ปราศจากตัวตน
- อิติปิ โส ภะคะวา ...
สวากขาโต ภควตา ธัมโม … (อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป)
สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ …
- บทปฏิจจสมุปบาท ดังนี้
อวิชชา ปัจจยา สังขารา … ( ความไม่รู้ เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร )
สังขาระ ปัจจยา วิญญาณัง … ( สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ )
วิญญาณะ ปัจจยา นามะรูปัง... ( วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป )
นามะรูปะ ปัจจยา สฬายะตะนัง ( นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด อายตนะหก )
สฬายะตะนะ ปัจจยา ผัสโส ( อายะตะนะหก เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ )
ผัสสะ ปัจจยา เวทนา ( ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา )
เวทนา ปัจจยา ตัณหา ( เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา )
ตัญหา ปัจจยา อุปาทานัง ( ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปปาทาน )
อุปาทานะ ปัจจยา ภโว ( อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ )
ภวะ ปัจจยา ชาติ ( ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ )
ชาติ ปัจจยา ชรามรณัง ( ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ชรามรณะ )
โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส สุปายาสา สัมภวันติ
(ความโศกคร่ำครวญ ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ จึงเกิดขึ้นพร้อม)
นี่คือเหตุปัจจัยต่อเนื่อง ที่ทำให้เกิดทุกข์ ๑๑ ขั้นตอน
เวลาเห็นหรือได้ยินอะไร แว๊บเกิดทุกข์ทันที พระพุทธองค์ทรงจับได้ว่า มันมีเหตุผลักดันกันต่อ ๆ ถึง ๑๑ ขั้นตอน เวลาประทับอยู่ตามลำพัง บางทีพระองค์ก็ท่องบ่นปฏิจจสมุปบาท ๑๑ ขั้นตอนนี้ ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง เหมือนคนฮัมเพลง
ผมเลยนำมาสวดด้วยบทหนึ่ง เพื่อให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ ของการเกิดทุกข์ และมันจะเข้าใจไปในตัวว่าจะต้องจัดการ ณ จุดใด กระแสปัจจัยแห่งทุกข์จะถูกระงับ ถ้ายังไม่เข้าถึงทั้ง ๑๑ ขั้นตอน ก็ไม่เป็นไร
- สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
(โดยสรุป อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์)
ประโยคนี้ผมเอามาจากคาถาธัมมจักร หรือปฐมเทศนา
- อนิจจะสัญญา จากคิริมานนทสูตร
รูปัง อนิจจัง
เวทนา อนิจจา
สัญญา อนิจจา
สังขารา อนิจจา
วิญญาณัง อนิจจา
- อนัตตะสัญญา จากคิริมานนทสูติ
รูปัง อนัตตา
เวทนา อนัตตา
สัญญา อนัตตา
สังขารา อนัตตา
วิญญาณัง อนัตตา
เนตัง มมะ (นั่นไม่ใช่ของเรา)
เมโส หมัสมิ (เราไม่เป็นนั่น)
นเมโส อัตตาติ (นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา)
- วิราคะสัญญา จากคิริมานนทสูตร
เอตัง สันตัง (นี้สงบ)
เอตัง ปณีตัง (นี้ละเอียดปราณีต)
ยทินัง สัพพะ สังขาระ สมะโถ (นั่นคือ สังขารทั้งหลาย สงบระงับ)
สัพพะปริ ปฏินิสสัคโค (อุปธิทั้งปวง สลัดคืน)
ตัณหักขโย (ตัณหาสิ้นไป)
วิราโค (ราคะจางคลาย)
นิพพานันติ (ถึงภาวะนิพพาน)
- นิโรธะสัญญา จากคิริมานนทสูตร
เอตัง สันตัง
เอตัง ปณีตัง
ยทิทัง สัพพะสังขาระ สมะโถ
สัพพุปทิ ปฏินิสัคโค
ตัณหักขโย
นิโรโธ
นิพพานนันติ
- นิพพานัง ปรมัง สุญญัง (นิพพาน ว่างจากตัวตน)
ๆ ๆ ๆ
จะสวดโดยไม่เข้าใจคำแปลก็ได้ แต่ถ้าเข้าใจก็ซึมซาบรสพระธรรมไปด้วย
ดังบทสวดที่ ๖ นั้น ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อตรัสถึงอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อตรัสถึงว่าทุกข์คืออะไร ๆ แล้วลงท้ายว่า
สังขิตเตนะ = โดยสังเขป หรือสรุป
ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา = อุปาทานขันธ์ ๔ เป็นทุกข์
นี้คือการสรุปหัวใจของทุกข์ทางพุทธศาสนา ว่าเกิดจากอุปาทานหรือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนของตน ซึ่งไม่จริง ความจริง คือ ไม่มีตัวตน ตามด้วยบทสวดที่ ๗ ว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงหรือเป็นอนิจจา ไม่ใช่อะไรที่เที่ยงคงที่จับต้องได้ว่าเป็นเราและของเรา เป็นสิ่งที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัย
และบทที่ ๘ ว่าขันธ์ ๕ ทุกขันธ์ เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน บทที่ ๙ และ ๑๐ นำเข้าสู่สภาวะนิพพาน คำสวดนั้นล้วนหมายถึง สภาวะนิพพาน
เอตัง สันตัง = นั่นสงบ = นิพพาน
เอตัง ปณีตัง = นั่นประณีต = นิพพาน
ยะทิทัง สัพพะ สังขาระ สมะโถ = สังขารทั้งหลายสงบ = นิพพาน
สัพพุปทิ ปฏินิสสัคโค = การสลัดคืนอุปทิทั้งปวง = นิพพาน
อุปทิ = ของหนัก = เบญจขันธ์ และกิเลส
ตัณหักขโย = การสิ้นไปของตัณหา = นิพพาน
วิราโค = การจางคลายจากราคะ = นิพพาน
นิโรโธ = การสงบระงับ = นิพพาน
นิพพานันติ = การเข้าถึงนิพพาน
เหมือนกับพูดว่า นิพพาน ๆ ๆ ๆ
ตบท้ายด้วยบทที่ ๑๑ ว่า นิพพานัง ปรมังสุญญัง = นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง แล้วก็สวดซ้ำ ๆ ว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง จนกลายเป็นบริกรรมไปเลย ตามความพอใจ ถ้าสวดมามาก ๆ จนเกิดฉันทะ ก็จะกลายเป็นความสุข ประดุจบรรลุนิพพานไปเลย
การสวดมนต์แรก ๆ แม้แต่ปากสวด แต่จิตเตลิดไปคิดอะไรต่ออะไรเสียตั้งนานโดยไม่รู้สึกตัว ก็อย่าไปโกรธมันมันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะจิตเหมือนลูกลิงไม่หยุดนิ่ง ก็ต้องพยายามด้วยวิธีต่าง ๆ ให้จิตจดจ่ออยู่กับคำสวด หรือมีสติเป็นการฝึกสติ ท่านจึงเรียกการสวดที่อ้างถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็น พุทธานุสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ
การสวดอย่างมีคุณภาพ คือ ให้จิตอยู่ในคำสวดทุก ๆ คำ เช่น
อะ ระ หัง สัม มา สัม พุท โธ ภะ คะ วา ... เรื่อยไปทุกคำ ถ้าสติดีจิตก็จะอยู่กับทุกคำ ตั้งแต่ต้นไปจนคำสุดท้าย
ถ้าได้อย่างนั้น การสวดก็จะมีคุณภาพมาก
อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้จิตอยู่กับคำสวดได้ ก็คือ
วิริยะ
วิริยะ มีบทบาทสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม ปรากฏอยู่ในหมวดธรรมหลายหมวด เช่น
อิทธิบาท ๔ = ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ = ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
โพชฌงค์ ๗ = สติ ธัมมะวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
วิริยะ กับ วีระ มาจากรากศัพท์เดียวกัน หมายถึง ความกล้าหาญ แกล้วกล้า เอาจริงเอาจัง เข้มแข็ง ความเพียร ไม่ท้อถอย หรือความเข้มแข็งทางจิตใจ
ถ้าเรียนแต่ทฤษฎีไม่ได้ลงมือปฏิบัติ จะไม่เข้าใจคุณค่าของวิริยะ แต่ในการปฏิบัติจริงจะรู้ความสำคัญยิ่งของวิริยะ เพราะถ้าจิตใจอ่อนแอไม่เอาจริงเอาจัง จิตจะเตลิดไปได้ง่ายไม่สามารถจดจ่อรู้อยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้น ถ้าในการสวดมนต์ก็ดี หรือในการเจริญอานาปานสติที่กล่าวในตอน ๓ ก็ดี ถ้าพบว่าจิตไม่สามารถจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คอยเตลิดไปคิดโน่นคิดนี้ ต้องใช้องค์ธรรมข้อวิริยะ คือ ฉันจะเอาจริงเอาจัง แกล้วกล้า เข้มแข็ง ทำให้ได้ สติสมาธิก็จะเกิดง่ายขึ้น ทำให้เข้าใจว่าทำไมศรัทธาและวิริยะจึงมีบทบาทใหญ่ในการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา
ตรงนี้จะเข้าใจว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสั่งสอนนั้นเป็นปัญญาที่ได้มาจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่คิดเอาโดยตรรกะ
ท่านจึงแบ่งปัญญาไว้ เป็น ๓ ประเภท คือ
- สุตะ มยะ ปัญญา สุตะ = ฟัง มยะ = โดยทาง แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการฟัง หรือการรับรู้ข้อมูล ความรู้ต่อ ๆ นี้ เป็นปัญญาขั้นต้น
- จินตา มยะ ปัญญา จินตา = คิดด้วยความเป็นเหตุเป็นผล คือ รับรู้หรือได้รับข้อมูลอะไรมาก็เอามาคิดด้วยตรรกะ หรือความเป็นเหตุเป็นผล ทำให้ได้ความรู้หรือทางทฤษฎีทฤษฎีต่าง ๆ เช่น ความรู้ในตำราทั้งหลาย
- ภาวนา มยะ ปัญญา ภาวนาหมายถึงปฏิบัติหรือพัฒนา (Development) เป็นปฏิบัติปัญญา ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์จริง เกิดขึ้นในเนื้อในตัวจริง ๆ ไม่ใช่เป็นความรู้นอกตัว เหมือนสุตะมยะปัญญา และ จินตามยะปัญญา
การศึกษาโดยท่องวิชา จึงเป็นเพียงความรู้ขั้นแรก
วิทยาศาสตร์อย่างที่รู้จักกัน เป็นความรู้ขั้นที่ ๒
ปฏิบัติปัญญาเป็นปัญญาขั้นที่สาม
การเรียนรู้ธรรมะโดยทฤษฎีโดยไม่ได้ปฏิบัติ จะไม่เข้าใจหลายอย่างที่พระพุทธองค์นำมาสั่งสอน เพราะพระองค์ได้มาจากปฏิบัติปัญญา คิดเอาโดยตรรกะก็ไม่ออก หรือคิดเอาโดยตรรกะก็ไม่ใช่ ตรงนี้จะทำให้เข้าใจว่า ที่พระพุทธองค์ตรัสในกาลามสูตรว่า อย่าปลงใจเชื่อแม้สอดคล้องกับการคิดด้วยตรรกะ ต่อเมื่อปฏิบัติแล้วได้ผลดีจริง จึงควรเชื่อ
เพราะฉะนั้น วิธีหนึ่งที่จะเอาชนะการที่จิตไม่จดจ่ออยู่กับคำสวด หรือลมหายใจในการเจริญ อานาปานสติ ที่กล่าวถึงในตอน ๓ คือ การฮึดสู้ ตั้งใจ เอาจริงเอาจัง หรือ วิริยะ
การสวดมนต์อาจสวดหลายเที่ยว หรือสวดบ่อย ๆ ก็ได้ เมื่อทำบ่อย ๆ จนเกิดฉันทะ และศรัทธา พอเริ่มสวดก็จะเกิดความปีติสุขแผ่ซ่านไปในตัว รู้สึกว่าเรามีบุญที่สวดมนต์เป็น
เมื่อสวดไป ๆ จิตสงบจะหดสั้นเป็นคำบริกรรม เช่น พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ๆ โดยคำว่าพุทโธ เป็นตัวแทนของมนต์ทั้งหมด หรือธรรมทั้งหมด
หัดสวดมนต์และบริกรรมจนเป็นนิสัย ก็จะมีความสุขเป็นวิสัย และก็จะเข้าใจซึมทราบว่า ทำไมพระพุทธองค์ทรงใช้คำว่าอินทรีย์ ๕ พละ ๕ อันหมายถึง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งหนุนเนื่องกันเป็นวง ดังรูปที่ ๕ คือ ศรัทธาหนุนวิริยะ หนุนสติ หนุนสมาธิ หนุนปัญญา ปัญญาทำให้ศรัทธาเพิ่มขึ้น ... เป็นวัฏฏะที่มีกำลังเพิ่มขึ้น ๆ โดยศรัทธาก็ทำให้เกิดสุข วิริยะก็ทำให้เกิดสุข สติก็ทำให้เกิดสุข สมาธิก็ทำให้เกิดสุข ปัญญาก็ทำให้เกิดสุข ร่วมกันทั้ง ๕ ก็ยิ่งทำให้เกิดสุข
สุขที่ว่านี้ไม่เกิดโดยทฤษฎี แต่ถ้าปฏิบัติก็จะรู้รสได้ด้วยตนเอง การรู้รสได้ด้วยตนเอง เรียกว่า “สันทิฏฐิโก”
(ยังมีต่อ)