สะท้อนคิดจากหนังสือ How Will You Measure Your Life : Finding Fulfillment Using Lessons From Some of The World’s Greatest Business    ต่อจากตอนที่ 4377 & 4382   ในแนวเดิม    คือหยิบเอาประเด็นสำคัญจากในหนังสือมาสะท้อนคิดแลกเปลี่ยนกัน

โดยในตอนนี้มาจากคำแนะนำในหนังสือว่า    ให้สร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และต่อมิตร ด้วย ปัญญาญาณ (intuition)  และ ความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy)   

ปัญญาญาณ เป็นเรื่องเหนือเหตุผล   มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย   คนที่ผ่านประสบการณ์มามากจะมีข้อสรุปว่า ความสัมพันธ์บนฐานของเหตุผลเพียงอย่างเดียวจะไม่ราบรื่น   ไม่ยั่งยืน   ต้องการปัจจัยด้านอารมณ์เข้ามาช่วย   เช่นความรัก    ความรักที่แท้ คือความรักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน   

นำสู่ข้อสะท้อนคิดของผมว่า คนเราต้องรู้จักพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และสังคม (socio-emotional skills) ของตนเอง    เพื่อความราบรื่นด้านสังคม ทั้งในครอบครัว  ในที่ทำงาน และในสังคมวงกว้าง    empathy เป็นทักษะด้านอารมณ์และสังคมอย่างหนึ่ง   

จะเห็นว่า มีการนำเอา empathy มาใช้ในกระบวนการ design thinking   สำหรับออกแบบบริการหรือกระบวนการทำงาน   ให้สนองความต้องการที่เป็นความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง     

ความซับซ้อนในชีวิตก็คือ คนเราไม่บอกความต้องการของตนออกมาตรงๆ     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคนใกล้ชิด    เพราะมีสมมติฐานว่า เขาควรรู้อยู่แล้ว    แต่เมื่อมีการรับฟังกัน เสวนากัน ความต้องการลึกๆ ก็จะออกมา    และที่สำคัญกว่านั้น คือความรู้สึกว่าตนได้รับความเอาใจใส่จากอีกฝ่ายหนึ่ง จะก่อตัวขึ้น    นำสู่ความสุขทางด้านจิตใจ

มีเว็บไซต์ ให้ความรู้และแนะนำวิธีพัฒนา empathy ที่นี่   เป็นคำแนะนำที่ดีมาก    โดยที่ผมมองว่า เรื่อง empathy มีมิติที่ลึกกว่าถ้อยคำ   มีส่วนของการแสดงความรู้สึกที่ไม่ใช่ถ้อยคำ    หรือส่วนที่ถ้อยคำบอกไม่ได้    ที่เมื่อคนได้รับแล้วรู้สึกอบอุ่นสบายใจ หรือรู้สึกว่าปลอดภัย   

และที่ลึกยิ่งขึ้นคือ เรื่องความรักและเห็นอกเห็นใจกันนี้    เป็นคล้ายกิริยาและปฏิกิริยา     ดังโคลงโลกนิติที่ว่า 

ให้ท่านท่านจักให้       ตอบสนอง 

นบท่านท่านจักปอง    นอบไหว้

รักท่านท่านจักครอง    ความรัก  เรานา

สามสิ่งนี้เว้นไว้           แต่ผู้ทรชน

แต่ผมก็อดแย้งไม่ได้ว่า    ปราชญ์โบราณยังไม่เข้าใจจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง    ยังมองเฉพาะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลเท่านั้น    ยังไปไม่ถึงกิริยาปฏิกิริยาภายในใจของแต่ละคน    คือการให้ความรักแก่ผู้อื่น เห็นใจผู้อื่นนั้น  จะก่อสมรรถนะที่จะรักตนเอง ให้อภัยตนเอง ให้สูงขึ้น มีพลังยิ่งขึ้น    ยิ่งรักและเข้าใจผู้อื่นมากเพียงไร  ก็จะยิ่งรักและเข้าใจตนเองได้มากขึ้นเท่านั้น    โดยที่ความรักนี้ ไม่ใช่ความหลง    ไม่ใช่หลงตน ที่เป็นอัตตา 

ผมเชื่อว่า ชีวิตที่จะประสบความสุข และความสำเร็จ    ต้องมีการเรียนรู้และเติบโตภายใน เป็นองค์ประกอบสำคัญ   ที่ฝรั่งก็เข้าใจดี   และนำเสนอออกมาเป็น transformative learning    หรือการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง  ในระดับเปลี่ยนความคิด หรือเปลี่ยนกระบวนทัศน์   

จะเห็นว่า  การเรียนรู้จากมุมของธุรกิจเท่านั้น ไม่เพียงพอ   คนเราต้องรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง ในหลากหลายบริบท    และผมมีความเห็นว่า บริบทของครอบครัว หรือการครองเรือน ให้ความรู้แก่เรามาก   เป็นการเรียนรู้ที่เรามักมองข้ามหรือละเลย   

หากจะมีชีวิตที่ดี มีความสุข   คนเราต้องรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย   และใช้หลากหลายมุมมองหรือกระบวนทัศน์ในการตีความสะท้อนคิด    การใช้มุมมองของศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตีความในมิติของคุณค่า หรืออุดมการณ์เพื่อผู้อื่น  หรือเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง มีประโยชน์มาก    ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในมิติทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง   

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ธ.ค. ๖๕