เราได้ผู้บริบาล (care giver) ของภรรยามาเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕   เช้าวันที่ ๓ ธันวาคม ผมก็ได้โอกาสเสนอบริการ(ฟรี) ในการทำหน้าที่ คุณอำนวย การเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ให้แก่ แบม (ลักษมี สารา) สาวอายุ ๑๙ ปี    ที่พอใจการทำหน้าที่นี้ 

ผมบอกให้เธอเข้า กูเกิ้ล ค้นด้วยคำว่า วิธีดูแลผู้สูงอายุ แล้วเลือกสองสามแนวทาง เอามาอ่านทำความเข้าใจ    เพื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์จริงที่ได้จากการดูแล “คุณยาย” อมรา   ที่เป็นโรคสมองเสื่อม   เขียนบันทึกข้อเรียนรู้จากการทำงาน หรือประสบการณ์จริง เอามาคุยกับผม

เป็นวิธีการง่ายๆ ในการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเรียนให้ลึกไปถึงหลักการหรือทฤษฎี    โดยได้รับบริการ โค้ชชิ่ง ฟรี     โดยผมบอกเธอว่า เรื่องนี้ขึ้นกับว่าตัวเธอต้องการเรียนรู้เรื่องนี้ โดยวิธีนี้หรือไม่    หากต้องการก็ให้มาขอให้ผมช่วยฟังข้อเรียนรู้ของเธอ    และช่วยแนะนำขยายข้อเรียนรู้    และวิธีเรียนรู้ให้เกิดผลยิ่งขึ้น

หลังจากวันนั้น จนถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๕ ที่เป็นวันสุดท้ายที่เธออยู่และทำงานให้เรา    เธอไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้เลย     โดยที่เธอทำงานดูแลคุณยายดีอย่างไม่มีที่ติ    และใช้เวลาว่าง (ที่มีมากมาย) อยู่กับโทรศัพท์ที่เปิดไว้ตลอดวัน   เพราะเธอเปิดลำโพงไว้เบาๆ เราจึงได้ยินว่าเธอคุยกับเพื่อน    และมีเพื่อน (ผู้หญิง) คนหนึ่งที่คุยไม่หยุด   

เห็นได้ชัดว่า สาระในชีวิตตามที่เธอกำหนดคือเพื่อนและแฟน ไม่ใช่การเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างที่ผมเสนอ   เป็น feedback แก่ผมว่า  วิธีคิดแบบผมนั้น น่าจะเป็นแนวคิดของชนกลุ่มน้อยของกลุ่มน้อย   และเข้ากันไม่ได้กับคน Gen Z   

การได้ผู้บริบาลมาดูแลภรรยา    จึงเท่ากับได้ของแถม คือครูสอนวิชาชีวิตแก่ผม   ให้รู้ว่าคนอื่น รุ่นอื่นเขาคิดต่าง   อย่าไปทึกทักว่าตนมีความคิดที่ดี และคิดหวังให้คนอื่นทำตาม 

ได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับ  V – values (ค่านิยม) ใน  VASK จริงๆ   ค่านิยมในชีวิตเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต    ผมโชคดีที่สร้างค่านิยมตามแนวที่เขียนบันทึกใน บล็อก นี้ มาตั้งแต่เด็ก    ช่วยให้เด็กบ้านนอก ลูกชาวบ้าน ได้มีชีวิตที่ดีถึงขนาดนี้

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ธ.ค. ๖๕