เว็บไซต์ University World News  ลงเรื่อง Better reporting of attacks on higher education needed    บอกเราว่าอุดมศึกษาไทยโชคดีกว่าในหลายประเทศ     และช่วยให้รู้จัก Scholar at Risk Network (SAR)  ที่บอกว่าเขาได้ช่วยป้องกันการคุกคามชีวิตของนักวิชาการทั่วโลกประมาณปีละ ๓๐๐ คน   

ทำให้ผมหวนคิดถึงเหตุการณ์ตุลาคม ๒๕๑๙  ที่วงการวิชาการไทยถูกคุกคามอย่างรุนแรง   และสภาพนั้นดำรงอยู่ประมาณ ๑ ปี    แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขนาดจะฆ่ากัน ตามข่าวใน SAR

กลับมาที่ SAR   อ่านเรื่องราวของเขาแล้วผมคิดต่างในเรื่อง “เสรีภาพทางวิชาการ” (academic freedom)    โดยที่ SAR ช่วยนักวิชาการที่ถูกคุกคามชีวิต   ด้วยเหตุผลของ SAR ว่าเป็นเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ    แต่ผมมองต่าง ว่าน่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพทางการเมืองมากกว่า    เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องการเมือง    ไม่ใช่เรื่องวิชาการ   

ว่าแล้วผมก็เถียงตัวเอง ว่าน่าจะเป็นความขัดแย้งว่าด้วยวิชาการทางการเมือง   ระหว่างการเมืองระบอบเผด็จการกับการเมืองระบอบประชาธิปไตย ที่คนเรามองต่างกันได้   นั่นเป็นสุดขั้วของเสรีภาพทางวิชาการ   

แต่เสรีภาพทางวิชาการที่น่าจะเป็นเรื่องทั่วไป คือเสรีภาพในการตั้งโจทย์วิจัย   นักวิชาการสนใจเรื่องใดก็มีเสรีภาพที่จะเข้าไปศึกษาหรือทำวิจัยได้    ไม่ถูกห้ามหรือไม่ถูกกฎหมายลงโทษ   ซึ่งในประเทศไทยเราสภาพของเสรีภาพทางวิชาการในแนวนี้ถือว่าดีมาก

แต่คนที่คิดสุดขั้ว อาจบอกว่าไม่จริง   เพราะในบางเรื่องนักวิชาการไทยแตะต้องไม่ได้    มีกฎหมายห้าม   

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องที่เคยคิดกันว่าแตะต้องไม่ได้    แต่ตอนนี้สังคมมองตรงกันข้ามไปแล้ว คือเรื่องส่วยบ่อนการพนัน    ที่ราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นเรื่องขัดแย้งใหญ่โต ระหว่างตำรวจกับนักวิชาการในสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    และ สกว. (ที่ตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการ) เป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย   

หัวหน้าโครงการวิจัยคือ ผศ. ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ (ขณะนี้เป็น รศ.) สังกัดศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง  คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    ทำวิจัยเรื่องบ่อนการพนัน (ผิดกฎหมาย)    แล้วเชื่อมโยงไปถึงส่วยที่บ่อนการพนันให้แก่ตำรวจ    เมื่อทีมวิจัยเสนอผลการวิจัยต่อสาธารณะ และสื่อมวลชนเอาไปประโคม   ตำรวจก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ และข่มขู่จะทำร้าย ดร. สังศิต    ต้องการให้ขอโทษที่ทำให้ตำรวจเสื่อมเสียชื่อเสียง     

นี่คือประเด็นเสรีภาพทางวิชาการ    ที่นักวิชาการมีอิสระที่จะบอกความจริง ที่ตนค้นพบ แก่สังคม   โดยไม่ต้องถูกอิทธิพลใดๆ ข่มขู่   ทั้งอิทธิพลสว่าง (กฎหมาย) และอิทธิพลมืด   

ในกรณีของทีมวิจัยบ่อนการพนัน   ต้นสังกัดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาปกป้อง    ว่าเป็นเรื่องวิชาการ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือทำลายชื่อเสียงของตำรวจ    สิ่งที่นักวิจัยบอกแก่สังคม เป็นการบอกความจริงที่ค้นพบอย่างมีข้อมูลหลักฐาน    ที่สืบเนื่องมาจากการวิจัยบ่อนการพนัน ที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม    และค้นพบว่า ที่บ่อนการพนันผิดกฎหมายตั้งอยู่ได้อย่างแพร่หลายก็เพราะจ่ายเงินให้แก่ตำรวจ    ภาษาชาวบ้านเรียกเงินที่จ่ายว่าส่วย    ข่าวเรื่องส่วยตำรวจจึงครึกโครมมาก   

สกว. ก็ออกมาแถลงว่าเป็นผู้ให้ทุนทำวิจัยเรื่องบ่อนการพนัน เพื่อเปิดเผยเรื่องราวในสังคมแก่บ้านเมือง   ส่วนที่โยงมาถึงส่วยตำรวจ ก็เพราะเป็นความจริงที่เชื่อมโยงถึงกัน   

จะเห็นว่า เสรีภาพทางวิชาการ ไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ   เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้วงการวิชาการทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างลึก    เสรีภาพทางวิชาการที่แท้ ต้องมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม   ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของนักวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์ของวงการวิชาการเท่านั้น 

ต้องเป็นเสรีภาพทางวิชาการที่มีเงื่อนไข    ที่มีผลให้เรื่องนี้มีความซับซ้อนสูง    และผู้ตั้งเงื่อนไขหรือออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพในบางเรื่อง ก็มีข้ออ้างว่า   จำกัดเสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง คือความสงบสุขของบ้านเมือง

เรื่องมันซับซ้อนเช่นนี้แล

วิจารณ์ พานิช

๑๕ พ.ย. ๖๕