ชีวิตที่พอเพียง  4329. ศาสตร์ว่าด้วยการสื่อสารที่ผิด (misinformation) 


 

 PNAS Podcast เรื่อง Science of Misinformation    ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ไม่เป็นความจริง  ก่อความเข้าใจผิด  หรือไม่แม่นยำ   บางทีก็มีการแยกแยะระหว่างการกระทำที่ไม่ตั้งใจ  กับที่ทำอย่างจงใจ    หากเป็นแบบหลังเขาเรียกว่า disinformation ซึ่งน่าจะเรียกว่าข่าวลวง   

ในยุคอินเทอร์เน็ต และโซเชี่ยลมีเดีย  ทั้งข่าวผิดและข่าวลวงแพร่ง่ายมาก    วงการที่ใช้มากที่สุดคือการเมือง   และนักวิชาการที่จะทำประโยชน์แก่สังคมได้มากในการช่วยให้ผู้คนไม่ตกเป็นเหยื่อคือ นักสังคมศาสตร์   

ผมมีความเห็นว่า ประเทศมหาอำนาจสร้างข่าวลวงเพื่อเอาชนะประเทศหรืออุดมกาณ์คู่ต่อสู้มาช้านาน    ประเทศไทยเราก็เคยตกเป็นเป้า   

วงการธุรกิจสีเทา ใช้ influencer ชักจูงให้ผู้คนซื้อสินค้าหรือบริการของตนมาช้านาน   ญาติสนิทของผมเคยมาขอให้ผมออกข่าวชักจูงให้คนเชื่อในคุณค่าของอาหารเสริมที่เขาขาย    แต่ผมปฏิเสธ ทำให้เขาเคืองผมมาจนบัดนี้    แม้ญาติของผมมีการศึกษาสูง แต่เขาไม่เข้าใจว่านั่นเป็นการแพร่ misinformation

อย่าไปว่าเฉพาะคนอื่น   มนุษย์เราทุกคนมีแนวโน้มจะพูดเพื่อเอาประโยชน์เข้าตน    สมัยผมเด็กๆ พ่อมักพูดว่า คนนั้นคนนี้เป็นคนพูดแบบเอาเปรียบ 

นักวิชาการบอกว่าคนเราทุกคนมีแนวโน้มที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวบางข่าว     เป็นเรื่องของจิตวิทยา   ทั้งจิตวิทยาหมู่  และจิตวิทยาภายในแต่ละคน 

ที่น่าสนใจคือ อิทธิพลของเรื่องเล่า (narratives) ที่ข้อมูลจากกรณีเดียว เอาชนะใจคนฟัง และชนะข้อมูลทางสถิติที่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์      

ทั้งหมดนี้ บอกเราว่า ชีวิตคนเราอยู่ในโลกที่ซับซ้อน ไม่ชัดเจน กำกวม และบางกรณีหลอกลวง    ที่ร้ายคือแต่ละคนต่างก็หลอกตัวเอง มากบ้างน้อยบ้าง ในต่างเรื่องต่างกรณีกัน   ท่านที่อยากอ่านหนังสือที่บอกเรื่องนี้จะจะเรื่องความไร้เหตุผลของมนุษย์ คือ Predictably Irrational    ที่ผมอ่านและเขียนไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล่ว ว่า ในหลายกรณีมนุษย์เรามีธรรมชาติไร้เหตุผล         

อ่านจากข้อความใน podcast นี้แล้ว   ผมได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เราอยู่ในโลกหลายโลกในเวลาเดียวกัน    เมื่อฟังเรื่องเล่า เราอยู่ในโลกของเรื่องราว    ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังให้เราอยู่ในโลกของความเป็นจริงตามที่วิทยาศาสตร์บอก    และผมยังกำลังฝึกหัดตัวเองให้เข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการ    อันจะเห็นว่านักเขียนนวนิยาย และศิลปินหลากหลายแขนงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการ    

ผมอยากแยกโลกของอารมณ์    กับโลกของความเป็นจริงออกจากกัน   และเนื่องจากโลกของความเป็นจริงอาจไม่มีในเรื่องที่ซับซ้อน ผมจึงขอเสนอโลกของการตีความ   ซึ่งหมายความว่าต่างคนฟังเรื่องเดียวกัน ตีความคนละแบบ   เขาบอกว่าคนร้อยคนเข้าชมชิ้นงานศิลปะที่สุดยอดฝีมือ จะตีความได้ร้อยแบบ    เมื่อผมไปชมชิ้นงานศิลปะที่เขาว่าเป็นชิ้นเอกของโลก   ผมพยายามบอกให้ตัวเองชมในโลกของอารมณ์    แต่พบว่าผมเป็นเพียงเณรน้อยในเรื่องนี้   

ผมชอบสังเกต และเรียนรู้จากคนที่ผมยกย่องในความสามารถและเป็นคนดี   ท่านหนึ่งคือ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน    ผมสังเกตว่าทุกครั้งที่ไปประชุมร่วมกับท่าน    เราจะอยู่ในสองบรรยายกาศ หรือสองโลก เสมอ    คือบรรยากาศเป็นงานเป็นการ   กับบรรยากาศผ่อนคลายเป็นกันเอง เล่นๆ สนุกสนาน    ในบรรยากาศเป็นงานเป็นการท่านจะดุ ชัดเจนแม่นยำ มีข้อสรุปชัดเจน    ในบรรยากาศผ่อนคลายจะเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และเรื่องสนุก ซึ่งบางครั้งก็เสียดสี และตีความได้หลายแบบ    

ชีวิตที่สามารถอยู่ในหลายๆ โลกได้ น่าจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์หรือเต็มอิ่ม   แต่คนที่เป็นโรคจิต ก็คือคนที่มีสองโลกในคนคนเดียวกัน  คือโลกของความเป็นจริง กับโลกที่เขาสมมติขึ้นมาเอง    โดยเขาแยกไม่ออกระหว่างสองโลกนี้ 

ดังนั้น คนที่สามารถมีชีวิตในหลายโลกได้ ต้องสามารถมีสติระลึกรู้ด้วยว่าขณะนั้นตนกำลังอยู่ในโลกแบบไหน    เราจะเคยพบเห็นคนที่ไม่รู้กาลเทศะ หรือไร้เดียงสา    เมื่อเกือบห้าสิบปีมาแล้ว ผมพาลูกสาวอายุ ๔ ขวบ ไปเยี่ยม “ย่าด่วน” ซึ่งเป็นทวดของเขา ที่โรงพยาบาลศิริราช   ระหว่างพูดคุยกัน ลูกสาวช่างพูดของผมก็บอกว่า ไม่เท่าไหร่คุณทวดก็จะตายแล้ว    ดีที่ญาติๆ ไม่ถือสาเด็กไร้เดียงสา     

เครื่องมือสู้ข่าวผิดและข่าวลวงคือ fact-check   มีผลงานวิจัยว่า เครื่องมือนี้สร้างความเชื่อถือในหมู่ชนสูงกว่าการปล่อยข่าวลวงถึง ๘ เท่า    เป็นการส่งสัญญาณเตือนในสื่อโซเชี่ยลว่าข่าวนั้นอาจไม่จริง ขอให้พิจารณาก่อนจะส่งต่อ   นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ fact-check โดยตรง   เมื่อเข้าไปที่เว็บนี้ จะพบข่าว (๒๓ กันยายน) ที่เขาบอกว่า ปธน. ไบเดน โกหกโต้งๆ ในเรื่องการอ้างความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ            

ที่น่าสนใจคือ วิทยาศาสตร์ก็มี misinformation อยู่ในใจกลางกระบวนการ    นั่นคือ publication bias    คือวารสารทางวิชาการสายวิทยาศาสตร์ มีวัฒนธรรมรับตีพิมพ์เผยแพร่เฉพาะผลการวิจัยที่ให้ผลบวก คือบอกว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เท่านั้น    ไม่รับตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ให้ผลลบ ซึ่งเป็นการบอกว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

Misinformation ด้านวิทยาศาสตร์ที่แพร่หลายมากอีกอย่างหนึ่งคือ การให้เข่าวแบบจงใจสร้างความตื่นเต้น ให้ผู้รับข่าวเห็นมดเท่าช้าง ที่ฝรั่งเรียกว่า sensationalize   ทำให้ชาวบ้านทั่วไปคิดว่าข้อค้นพบนั้นใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างได้แล้ว     แต่คนที่รู้ ตระหนักว่ายังเป็นข้อค้นพบในห้องทดลองเท่านั้น   กว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้จริงในคนได้ หรือออกสู่ตลาดได้ ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน   หรือต้องลงทุนอีกเป็นพันล้านบาท

เรื่อง misinformation ที่มาจากนักวิทยาศาสตร์เอง เขาแนะนำแบบกำปั้นทุบดินว่า  นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา (part of the solution)   ไม่ใช่ทำตัวเป็นปัญหาเสียเอง (part of the problem)    โดยต้องระมัดระวังในการสื่อสาร   และต้องตรวจสอบว่าผู้รับสารเขาเข้าใจตรงกับที่เราตั้งใจสื่อหรือไม่       

ทั้งหมดนั้น สอนเราว่า มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดีได้ ต้องเรียนรู้ให้รู้เท่าทันความซับซ้อนซ่อนเงื่อนและมายาของโลก    ต้องพัฒนาทักษะด้านวิจารณญาณ  และด้าน media literacy   นี่คือเป้าหมายสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา 

กล่าวอย่างสั้นที่สุด มนุษย์สมัยนี้ต้องเป็นคนไม่เชื่อง่าย 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ย. ๖๕

 

 

 

 

 

                   

 

หมายเลขบันทึก: 710158เขียนเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2022 18:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2022 18:05 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี