“เมื่อช้างป่าต้องยอมสูญสิ้นความเป็นช้าง”…
-เพื่อแลกกับการเป็นเครื่องมือสร้างรายได้จุนเจือการท่องเที่ยว

(ช้างเลี้ยงถูกฝึกให้เชื่อง แต่ต้องถูกล่าม และถูกตะขอเหล็กแทง เพื่อให้ปฏิบัติตามมนุษย์)
"พลัดพรากจากแม่ผู้ให้กำเนิด ถูกทิ่มแทงด้วยตะขอเหล็ก และบางครั้งต้องมีชีวิตก็ต้องอด ๆ อยาก ๆ ช้างไทยจำนวนไม่น้อยถูกทำให้เชื่องด้วย "ความรุนแรง" ก่อนขายให้สถานแสดงช้าง เพื่อสร้างเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยว ที่โฆษณาว่าเป็น "ศูนย์อนุรักษ์สัตว์"
-"พลอย" ช้างอายุ 2 ปี ยืนบนสองขาหลังอย่างหมิ่นเหม่ ขณะที่ใช้งวงคีบลูกบอล แล้วโยนลงไปในห่วง นี่เป็นหนึ่งในลูกเล่นที่มันได้เรียนรู้ที่…"หมู่บ้านช้าง หรือศูนย์คชศึกษา ตำบลบ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์"
-สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ช้างวัยรุ่นหลายเชือกถูกทำให้ "สิ้นความเป็นช้างป่า" เพื่อให้เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ซึ่งหลายคนหวังจะถ่ายรูปถ่ายวิดีโอ สัตว์ประจำชาติไทยที่กำลังเล่นกีฬา เต้นรำ หรือวาดภาพ เก็บไว้ลงในสื่อสังคมออนไลน์

(จรินทร์ ดิษฐ์สำราญ และ พลอย ช้างที่เขามองเป็นสมาชิกในครอบครัว)
-ชาวบ้านที่นี่ มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์ป่ายักษ์ใหญ่ใจดีมาหลายชั่วอายุคน ต่างยอมรับว่า การทำให้ช้างเชื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัย และบางครั้งการใช้ "ความรุนแรง" ไม่ถือเป็นเรื่องเกินเลย
-"เลี้ยงง่าย ๆ สบาย ๆ ถ้าเขาไม่ดื้อไม่ซน เราก็ไม่ต้องทำอะไร" จรินทร์ ดิษฐ์สำราญ หนึ่งในควาญช้างกล่าวพร้อมเสริมว่า “มนุษย์สู้แรงช้างไม่ได้ ตะขอเหล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็น”
"เรามีตะขอ มีมีดไว้ป้องกันเฉย ๆ เวลาจำเป็น เวลาอันตราย เวลาคับขัน เราสามารถใช้ได้ ถ้าเราใช้แต่มืออย่างนี้ ถ้ามันดื้อ มันวิ่งไล่ชนคน เราไม่รู้จะเอาอะไรไปบังคับ ไปห้ามมัน" เขาพูดพลางใช้มือลูกหัวพังพลอยอย่างเอ็นดู พูดกับมันเหมือนสมาชิกในครอบครัว
-“จรินทร์มีรายได้จากการเป็นควาญช้างกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน เป็นอาชีพที่ตกทอดมาจากรุ่นพ่อและปู่”
“แต่นักเคลื่อนไหวด้านสวัสดิภาพสัตว์ ต่อต้านกรรมวิธีฝึกช้าง ที่พรากลูกช้างมาจากแม่ช้างตั้งแต่อายุได้เพียง 2 ปี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและล้าสมัย”
“อะไรที่ช้างป่าของไทยต้องยอมแลกเพื่อธุรกิจการท่องเที่ยว”

(นักท่องเที่ยวหลายพันคนเดินทางไปชมช้างที่ปางช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ ทุกวัน)
“คชสาร เพื่อการพาณิชย์”
- แม้การเลี้ยงช้างเพื่อการท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้น แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่รับรู้ถึงความจริงเบื้องหลังการแสดงช้างที่พวกเขายอมจ่ายเงินมารับชม
-เมื่อการใช้ช้างลากซุงเริ่มหมดลงเมื่อ 30 ปีก่อน ส่งผลให้ควาญช้างไม่มีงานทำ
-เอเอฟพีรายงานว่า “ควาญช้างตกงานจึงหันเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้บริการนักท่องเที่ยวขี่ช้าง หรือการแสดงช้าง”
-ปัจจุบัน ช้างที่ถูกฝึกให้เชื่อง มีราคาในตลาดมากถึง 2 ล้าน 4 แสนบาท และกับช้างที่สามารถทำการแสดง "น่าทึ่ง" และมันก็ถูกใช้งานหนัก ให้คุ้มกับค่าตัว
*ที่ปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ละวันมีผู้มาเยือนกว่า 5 พันคน มีราคาค่าเข้า 1,200 บาท
-นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาชม "พังสุดา" ที่มีทักษะพิเศษ ใช้งวงวาดภาพได้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถซื้อภาพวาด "งวงช้าง" ได้ในราคาประมาณ 3-4 พันบาท

(พังสุดา ช้างศิลปิน กำลังใช้งวงวาดภาพ)
-อีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยม คือ “ขี่ช้างเที่ยวชมเนินเขาและข้ามแม่น้ำ”
-แต่เมื่อนักท่องเที่ยวมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในการฝึกช้างมากขึ้น ปางช้าง หรือสถานที่หลายแห่ง เปลี่ยนมาใช้คำเรียกว่า "ศูนย์อนุรักษ์" (sanctuary) หรือ "สถานพิทักษ์" (refuge) กันมากขึ้น
-บางแห่งเริ่มห้ามการขี่และการแสดงช้าง โดยจะแนะนำนักท่องเที่ยวเปลี่ยนมาให้อาหาร อาบน้ำ และดูแลช้างแทน แทนที่ความบันเทิงจากช้าง ด้วยประสบการณ์และความทรงจำดี ๆ กับสัตว์ประจำชาติของไทย
-แต่มูลนิธิหลายแห่ง รวมถึง แจน ชมิดต์-เบอร์บัช (Jan Schmidt-Burbach) หัวหน้าทีมวิจัยสัตว์ป่าและสวัสดิภาพสัตว์ องค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าโลก เตือนว่า “แม้แต่การอาบน้ำให้ช้าง ที่ดูแล้วไม่มีพิษมีภัย ก็เป็นการทำร้ายช้างได้”
“การอาบน้ำให้ช้าง” เป็นกิจกรรมที่มักสร้างความเครียดให้ช้าง
-"วิธีการที่ดีที่สุด คือปล่อยให้ช้างตัดสินใจเองว่ามันจะอาบน้ำยังไง แล้วขอให้นักท่องเที่ยวยืนสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซง"

(ปล่อยให้ช้างตัดสินใจเองว่ามันจะอาบน้ำยังไง" แจน ชมิดต์-เบอร์บัช องค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าโลก)
-ข้อแนะนำของชมิดต์-เบอร์บัช อาจยังไม่เพียงพอในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสัตว์ เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ช้างจะได้รับการปฏิบัติอย่างไร หลังนักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปแล้ว"
-เพราะยังคงมีรายงานถึงกรณีที่ช้าง ภายในสถานที่ที่เรียกตัวเองว่า "ศูนย์อนุรักษ์" ที่ถูกล่ามโซ่นานหลายชั่วโมง บังคับให้นอนบนพื้นคอนกรีต และขาดสารอาหาร"
-อะไรคือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ?
สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ปัจจุบัน มีปางช้างอยู่ราว 220 แห่งทั่วประเทศไทย และแม้จะมีหลายแห่งที่ประกาศว่า จะดำเนินกิจการโดยยึดหลัก "การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ" (Ethical Tourism)
"แต่มีไม่ถึง 12 แห่งที่ช้างมีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าพึงพอใจ" องค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าโลกระบุ
-หนึ่งในปางช้างที่ทำงานร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าโลก คือ "ช้างชิล" องค์กรขนาดเล็กไม่ไกลจากเชียงใหม่

(บรรยากาศที่ช้างชิล นักท่องเที่ยวไม่เข้าใกล้ช้าง สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ)
-ภายในเวลาไม่กี่เดือน ช้างชิลได้เปลี่ยนวิธีการดูแลช้าง “โดยปล่อยให้ช้างมีพื้นที่อิสระมากขึ้น แทรกแซงการใช้ชีวิตของพวกมันให้น้อยลง และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับถิ่นพำนักในป่าดั้งเดิมของมัน”
ศุภกร ตานะเศรษฐ เจ้าของปางช้าง ช้างชิล ต้องการให้ช้างมีอิสระที่แท้จริง บนพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันกับมนุษย์
"เราเริ่มต้นให้ช้างมีอิสระ แต่เราทำยังไงให้สามารถอยู่ในพื้นที่อยู่ในหมู่บ้าน แล้วไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้าง"
การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ควาญช้างอย่าง เชิดชัย พรมปฐพี พบว่า "ช้าง "ป่วยน้อยลง และสงบมากขึ้น"
"ช้างมันผ่อนคลายขึ้นเยอะ ก็ใช้ชีวิตแบบอิสระเลย จะทำอะไรก็ทำ จะไปไหนก็ไป ประมาณนี้ เราไม่รบกวน หรือเราไม่ห้าม ไม่ให้ไปนั่นไปนี่เยอะ เหมือนเมื่อก่อน"
-เมื่อช้างเครียดน้อยลง อุบัติเหตุที่เกิดกับนักท่องเที่ยวก็ลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ ควาญช้างของช้างชิล ยังพกตะขอเหล็กติดตัวในยามฉุกเฉิน

(ช้างชิลรองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่มากต่อวัน เพื่อไม่เป็นการรบกวนช้าง)
“แม้ช้างชิลหวังว่าจะสร้างผลกำไรได้บ้างในช่วงฤดูการท่องเที่ยว แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลี้ยงดูช้างเช่นนี้ ทำให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ราว 40 คนต่อวันเท่านั้น”
-เอเอฟพีรายงานว่า "กรณีของช้างชิล เป็นเพียงส่วนน้อยในอุตสาหกรรมปางช้างขนาดใหญ่ของไทย ที่มีช้างเลี้ยงมากเกือบ 4 พันตัว"
*"สถานการณ์ช้างเลี้ยงย่ำแย่ลง"
- ทางการไทยเองยังไม่เด็ดขาดกับมาตรการคืนช้างกลับสู่ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเคลื่อนไหวและองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างต้องการ ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะขาดแคลนพื้นที่ และกลัวว่าเมื่อช้างกลับสู่ป่าแล้ว จะมีปัญหาไปทำลายข้าวของชาวบ้าน
-นักเคลื่อนไหวบางคนจึงมองว่า “แทนที่จะใช้มาตรการคืนช้างสู่ป่า การบริหารจัดการอุตสาหกรรมปางช้างและยกระดับมาตรฐานอาจง่ายกว่า”

(ภาพแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยกลัว หากคืนช้างสู่ป่า)