ข้อสะท้อนคิดที่จะเสนอในบันทึกนี้ เกิดจากความคิดใน creative mode สุดๆ    จึงไม่รับรองว่าถูกต้อง    แต่ก็ขออนุญาตนำมาเสนอไว้    เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง    ก่อนเสนอก็ต้องขออภัยท่านผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคนที่ผมเคารพ และถือเป็นครูของผมทั้งสิ้น    แต่เป็นธรรมดาว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด”    ผมเองก็พลาดบ่อยๆ 

นี่คือเรื่องของ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา)  ... กลไกประกันคุณภาพการศึกษา     ที่ก่อตั้งปี ๒๕๔๓ (๑)   ที่ในตอนนั้นตั้งความหวังกันว่าจะเป็นกลไกยกระดับคุณภาพการศึกษา    ผมโชคดีมากที่เจียมตัวว่าไม่มีความสามารถ    จึงปฏิเสธข้อเสนอ (แกมบังคับ) ของ ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต และ ดร. รุ่ง แก้วแดง ให้ไปเป็นซีอีโอ (เลขาธิการ) ขององค์กรใหม่นี้    ด้วยตระหนักว่า ไม่มีความรู้ดีพอ ผมจึงปฏิเสธเสียงแข็ง    ทั้งสองท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้เป็นประธาน   ผมต้องยอม  และต้องยอมกรอกใบสมัคร 

เทวดาช่วย  มีคนเสนอชื่อท่านอมเรศ ศิลาอ่อน เข้าไปด้วย  มวยคนละชั้นจึงออกผลมาตามที่ทราบ   ผมถอนหายใจ ด้วยความโล่งอก   แต่ก็ยังไปช่วยงาน สมศ. ตามที่เขาเชิญมา   

เหตุการณ์นี้ (และอีกหลายๆ เหตุการณ์) ที่ผมปฏิเสธตำแหน่งสูง หรือพลาดตำแหน่ง   ทำให้ผมตีความว่า ผมเป็นคนมีบุญ มีเทวดาคอยคุ้มครอง    ไม่ให้หลงตัวว่าจะทำงานสำเร็จได้ทุกเรื่อง   

กลับมาที่ สมศ.   ถึงตอนนี้ เวลาผ่านไปกว่า ๒๐ ปี    คุณภาพการศึกษาไทยไม่กระเตื้องขึ้นเลย    ผมสรุปว่า สมศ. ล้มเหลวในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ผ่านกลไกการประเมินภายนอก    หรือสรุปได้ว่า กลไกการประเมินภายนอก ไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้   

ในช่วงระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมเข้าไปคลุกคลีกับโรงเรียน ครู และระบบการศึกษาบ้าง     พอจะช่วยให้สรุปข้อเรียนรู้ว่า  จะยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้ โรงเรียนต้องเป็นหน่วยพัฒนางานของตนเองได้   และจะพัฒนางานของตนเองได้ ต้องวัดผลงานของตนเองเป็น   นั่นคือคุณภาพการศึกษาขึ้นกับการประเมินภายในด้วยน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ ๘๐  การประเมินคุณภาพภายนอกมีน้ำหนักอย่างมากก็แค่ร้อยละ ๒๐ เท่านั้น   

กลไกรวมศูนย์ระบบประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นแนวทางที่ผิด ในสายตาของผม (ซึ่งผมอาจคิดผิดเสียเอง)    แนวทางที่ถูกคือ เน้นหนุนให้โรงเรียนประเมินตนเองเป็น    มีกลไกช่วยให้ประเมินได้แม่นยำ  ไม่หลงประเมินหลอกๆ เอาไว้อวดคนอื่น

การประเมินภายในต้องเน้นมีไว้เตือนสติตนเอง    เป็นกลไกสร้าง feed forward   หมุน learning loop ที่ฝังอยู่กับการปฏิบัติงานประจำของโรงเรียน    ไม่ใช่มีไว้ตั้งรับหรือสนองการประเมินภายนอกเป็นหลัก อย่างในปัจจุบัน   ซึ่งมีผลให้โรงเรียนมุ่งทำงานเพื่อสนองหน่วยเหนือเป็นหลัก    ไม่ใช่เพื่อสนองนักเรียน ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้   

การทำงานของโรงเรียน ต้องทำอย่างมีความมั่นใจตนเอง   ทำเพื่อผลงานแท้จริง คือผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    ไม่ใช่ทำเพื่อสนองบัญชาชองหน่วยเหนือ    อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

ความหลงผิดเรื่องคุณภาพการศึกษาอย่างหนึ่ง คือคิดว่าสูตรสำเร็จที่กำหนดโดย “ผู้รู้” ที่ส่วนกลาง มอบให้โรงเรียนและครู ดำเนินการตามสูตรที่สุดแสนจะเลิศเลอ   จะนำสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเป้าหมาย   สามสิบปีการศึกษาไทยน่าจะได้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า สมมติฐานนี้ผิด   

สมมติฐานที่ถูกคือ โรงเรียนต้องตั้งเป้าหมายของตนเป็น   แล้วออกแบบการจัดการเรียนรู้ และดำเนินการ แล้ววัดผล นำมาเป็นข้อมูล “ป้อนไปข้างหน้า” (feed forward) เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานของโรงเรียน   

วงจรเรียนรู้และพัฒนาของโรงเรียนนี้ ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง   จึงจะเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงได้   

ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันล้มเหลว เพราะหลงใช้สมมติฐานว่าระบบการศึกษาเป็นระบบที่ simple & linear    โดยที่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก เป็นระบบที่ complex & adaptive    การบริหารระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจจึงล้มเหลว    โดยที่ยังไม่ได้คำนึงถึงว่า ระบบรวมศูนย์อำนาจเอื้อให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ    และระบบไทยเป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่

ขอย้ำอีกครั้ง ว่าบันทึกนี้เขียนใน creative mode สุดๆ อาจผิดมากกว่าถูก

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.ย. ๖๕

บนรถยนต์ไปวังสระปทุม