“บ้านซำทอง”

*บ้านซำทอง หมู่ที่  4  ต. นามาลา อ. นาแห้ว จ.เลย

 

โรงเรียนบ้านซำทอง : รายละเอียดสถานที่ : ลองดู

*วัดป่าฐานสโม"

แหล่งท่องเที่ยว-องค์การบริหารส่วนตำบลนามาลา (อบต.นามาลา ) อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

 -“หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ท่านเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น โปรดปรานมากที่สุด และเป็นพระอริยสงฆ์

  - ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ณ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายไมล์ และ นางปา แก้วสุวรรณ 

   "แต่เดิมครอบครัวท่านอยู่อำเภอด่านซ้าย ดินแดนอันศักดิ์สิทธ์แห่งพระธาตุศรีสองรักเนื่องจากตัวอำเภอด่านซ้ายอยู่กลางหุบเขาพื้นที่ราบมีไม่มากนัก ทำให้การทำมาหากินลำบากจึงได้พากันอพยพมาอยู่บ้านโคกมน"

  -บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี พ.ศ. 2464 ณ วัดบ้านนาแก ตำบลนากลาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสามเณรอยู่ถึง 4 ปีกว่า และได้อุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2467 ณ วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โดยมีพระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์

   -หลวงปู่ชอบมีการสร้างวัดไว้มากมาย เป็นสถานบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเลย และประเทศลาว บ้านนาบัว เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว วัดที่หลวงปู่สร้างขึ้นส่วนใหญ่ จะตั้งขึ้นเป็นป่าช้าหรือในป่าลึก สำหรับที่จังหวัดเลย หลวงปู่ชอบได้สร้างวัดจำนวนทั้งสิ้น 14 วัด แห่ง คือ วัดป่าห้วยลาด วัดป่าบ้านบง วัดป่าสานตม วัดป่าม่วงไข่ วัดป่าฐานสโม วัดปาโคกมนและวัดป่าสัมมานุสรณ์ ฯลฯ

 *เรื่อง "ช้างพระโพธิสัตว์​ ร่วมสร้างวัดกับหลวงปู่ชอบ"

-(ปกิณกธรรม​ หลวงปู่ชอบ​ ฐานสโม)​

-(บันทึกครูบากล้วย ปี​ พ.ศ.๒๕๓๓)

-(ที่วัดป่าฐานสโม บ้านซำทอง อ.นาแห้ว จ.เลย)​

    -ช้างที่มาจากบ้านปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย สองตัวนี้แต่ละวันมันจะพากันลากท่อนซุงไม้ยางหลวงออกจากป่าเพื่อเอามาสร้างกุฏิศาลาวัดป่าฐานสโม       -เวลาที่มันลากไม้ออกจากป่าเลาะเลียบมาตามภูเขา แต่ละวันนั้นที่เรามากับหลวงปู่ชอบที่บ้านซำทอง(ต.นามาลา อ.นาแห้ว จ.เลย) เราจะได้ยินเสียงช้างทั้งสองตัวนี้มันร้อง " อู๊กๆ " ดังคับป่าคับเขาที่บ้านซำทอง 

  -พอได้ยินเสียงช้างมันร้องคับป่าขึ้นมาทีไรใจเราก็รู้สึกหดหู่สงสารมัน เราคิดว่ามันคงจะเหนื่อยลำบากในการลากไม้ท่อนใหญ่ๆออกจากป่าจากเขาเพื่อจะเอาไม้มาสร้างกุฏิศาลา "วัดป่าฐานสโม" บ้านซำทอง ต.นามาลา อ.นาแห้ว จ.เลย ให้พระเณรได้อยู่อาศัย

   -ตอนเข็นจงกรมให้หลวงปู่ชอบที่กุฏิปลายภูของท่านที่วัดป่าฐานสโม เราได้ยินเสียงช้างมันร้อง " อู๊กๆ " ดังคับป่ามาจากฟากคนละฮ่อมภูเขาที่เรากำลังอุปัฏฐากเข็นรถพาครูอาจารย์หลวงปู่ชอบท่านจงกรมอยู่ พอเราได้ยินเสียงช้างมันร้องอู๊กๆลั่นคับป่าคับดอยแบบนี้ เราก็เกิดอาการจุกอั้นตันอกขึ้นมาในใจของตนเองเพราะคิดสงสารมันที่ต้องใช้แรงของตนเองลากไม้ซุงท่อนใหญ่ๆจากภูเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งของวัดป่าฐานสโมของเราไกลไม่น้อยกว่าสิบกิโลเมตร 

   -พอเราได้ยินเสียงช้างมันร้องขึ้นมาใน " ทุกข์ " ที่ยากเหนื่อยของมันในการลากท่อนไม้ออกจากป่ามาสร้างกุฏิศาลาให้พระเณรได้อยู่อาศัย ทำเสนาสนะต่างๆเพื่อให้คนได้มาอาศัยเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ

   -เราสงสารช้างทั้งสองตัวนี้ในเวลาที่มันร้อง " อู๊ก " ออกมาจนเราแอบน้ำตาตกร้องไห้ไม่มีเสียงตอนเข็นรถพาหลวงปู่ชอบท่านจงกรม ครูอาจารย์ชอบท่านกำหนดรู้ในความคิดจิตใจของเราในตอนนั้น ท่านก็บอกให้เราหยุดพาท่านจงกรมก่อน ท่านว่าให้เรา

    "เกิดเป็นคนกับเขาแล้วเจ้าของคือมาขีโย่ย​(อ่อนแอ) แท้โบ้ย ซ้าง(ช้าง)มันฮ้องออกมามันบ่ได้ทุกข์คือท่านเข้าใจเด้ ซ้างมันฮ้องขึ้นอนุโมทนาบุญกับเฮาในการสร้างวัดนี่ (วัดป่าฐานสโม)"

   -ท่านบอก " มันมีซ้างโตหนึ่ง(มันมีช้างตัวหนึ่ง)เขาเป็นโพธิสัตว์ที่ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ เขาเอาแฮงของเขามาขอร่วมสร้างวัดนี่กับเฮาขึ้นมาในพระศาสนา เฮาสิสร้างวัดนี่เป็นวัดสุดท้ายของเฮาในพระศาสนา ไม้บางต้นที่เอามาสร้างกุฏิศาลานั่น มันเป็นไม้เทวดาอยู่นครไทย(อ.นครไทย จ.พิษณุโลก)เขาล้มลงเอามาถวายเฮาให้สร้างวัด"

   -พอครูอาจารย์ท่านบอกให้ทราบแบบนี้เราจึงเข้าใจ ตอนที่พระกับโยมจะพากันไปเอาไม้นั้น หลวงปู่ชอบท่านบอกให้ไปเอาไม้ล้มที่ทางทิศนี้ ท่านก็ชี้มือบอกทางให้โยมกับพระเข้าไปเอา กว่าพระกับโยมจะพากันไปเห็นไม้ซุงสี่ต้นที่ล้มลงนั้นก็ล่วงเข้าไปถึงในเขตป่าอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จนพระกับโยมมาบอกท่านว่าไม้ยางขอนพวกนี้มันอยู่ในหุบเขาไกลเกินไปไม่มีหนทางที่จะขนย้ายไม้ขอนพวกนี้ออกมาได้

   -หลวงปู่ชอบท่านบอก " ซ้างสิมาลากไม้ให้ " จากนั้นก็มีครวญช้างสองตัวนี้จากบ้านปลาบ่า(อ.ภูเรือ จ.เลย) มาขออาสารับจ้างลากไม้ขอนซุงจากป่าทางเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเอามาสร้างกุฏิศาลาที่วัดป่าฐานสโม บ้านซำทอง แห่งนี้

   -ท่านบอกที่ช้างมันร้องขึ้นมาให้เราได้ยินนี้ ท่านว่าช้างทั้งสองตัวนี้มันไม่ได้ร้องบอกว่ามัน " ทุกข์ " อย่างที่เรานั้นเข้าใจในการได้ยิน ท่านว่า " ซ้างมันฮ้องอนุโมทนาบุญนำเฮา ซ้างมันบ่ได้ฮ้องไห่​(ร้องไห้) อย่างที่ท่านนั่นเข้าใจเด้ "พอครูอาจารย์หลวงปู่ชอบท่านบอกมาแบบนี้เราถึงเข้าใจ เออ​ กูนี้ล่ะหลงไปเป็นบ้าร้องไห้พ่ายน้ำตาแทนช้างไปได้เนาะ

  -เราก็ถามท่านว่า "ช้างสองตัวนี้เป็นตัวไหนกันแน่ที่เป็น"ช้างโพธิสัตว์ "ท่านบอก " ซ้างโตใด๋กินข้าวก้นบาตรเฮากะคือซ้างโตนั่นล่ะเป็นพญาโพธิสัตว์ "

   -วันต่อมาเราก็เก็บเอาข้าวก้นบาตรที่เหลือจากองค์ท่านฉันแล้วไว้สองปั้นเพื่อจะเอามาพิสูจน์ช้างสองตัวนี้ว่าช้างตัวไหนกันแน่ที่มันเป็น " ช้างโพธิสัตว์ " ตามที่หลวงปู่ชอบท่านบอกเรามา พอช้างสองตัวนี้มันลากไม้ขึ้นมาบนวัด หลวงปู่ชอบท่านก็บอกเราให้เอาข้าวก้นบาตรของท่านไปให้ช้างทั้งสองตัวนี้กิน ช้างตัวหนึ่งกินข้าวก้นบาตรของหลวงปู่ชอบ ช้างอีกตัวหนึ่งนั้นแค่เอางวงของมันมาดมดูแต่มันไม่กิน

   -เราก็เลยรู้ว่าช้างตัวไหนมันคือ " ช้างโพธิสัตว์ " ที่กำลังสร้างพุทธบารมีให้กับตนเองอยู่ เราถามครวญช้างเจ้าของมันว่า ช้างตัวนี้เริ่มต้นมันมาจากที่ไหน เจ้าของช้างตัวนี้บอก ช้างตัวนี้มันเป็นช้างที่ถือกำเนิดเกิดมาจาก " จังหวัดบุรีรัมย์ " เจ้าของช้างบอกเขาซื้อช้าง " สีดอ " ตัวนี้มาในราคาสองแสนบาท

   -พอเห็นช้างที่เกิดมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ตัวนี้แล้ว เราก็มาคิดถึง " ช้างนาฬาคีรี " ในหนังสือธรรมบทที่หลวงปู่ชอบท่านบอกว่าเขาเป็น " ช้างพระโพธิสัตว์ " ที่กำลังสร้างพุทธบารมีให้กับตนเองอยู่ เราถามท่านว่าตอนนี้พญาช้างนาฬาคีรีตัวนี้ ตอนนี้เขาไปเกิดเป็นอะไรอยู่ที่ไหนขอรับ

หลวงปู่ชอบท่านบอก "เกิดเป็นเทพบุตรอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต"

   -ท่านบอก "ซ้างนาฬาคีรีกับม้ากัณฑะกะที่พาพระพุทธเจ้า(สิทธัตถะ)เพิ่นออกไปบวชนั่น พวกนี่เขาเป็นโพธิสัตว์คือกัน ตอนนี่พวกเขาเกิดเป็นเทวดาเสวยบุญอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตคือกัน" 

  -เราถามท่าน "พระโพธิสัตว์​ ที่ได้รับรองจากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้วนั่นมีหลายบ้อข้าน้อย?"

  -ท่านบอก "ตอนเฮากับเฒ่าตื้อ (หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม) อยู่ถ้ำดอกคำกับพ่อแม่ครูจารย์ใหญ่ (องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเพิ่น(ท่าน)บอกเฮากับเฒ่าตื้อ ท่านชอบ ท่านตื้อ พวกท่านพากันแหงนหน้าขึ้นฟ้านับเบิ่งดาวดูว่ามีจักดวง นั่นล่ะ..พวกท่านพากันเบิ่งเอาโลด อุปมาได้คือกับพระโพธิสัตว์ที่เพิ่นพากันรอในการตรัสรู้เพื่อประกาศศาสนา"

        อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นกับเราทั้งๆที่เราทำความดี แต่ผลสนองให้กับเราเป็นปัจจัยที่เร่าร้อนนั่นถือว่าเราใช้หนี้กรรมเขาไป ชาตินี้เราไม่ได้ทำเขา ชาติก่อนเราคงทำเขา เมื่อเขาจะมารับผลของเขาคืน ก็คืนให้เขาไปตามอัธยาศัย​ ใครจะด่าเราก็เฉย "ยิ้ม" เพราะเราได้มีโอกาสใช้หนี้แล้ว ใครจะนินทาเราก็ "ยิ้ม" ใครจะกลั่นแกล้งก็ช่าง ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี ถ้านอกจากนั้นแล้วก็มีจิตน้อมไปในความเมตตา ว่า​ “โอ้หนอ​ คนทั้งหลายเหล่านี้ทำไมจึงโง่อย่างนี้”