ประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานของ สบช. ดร. พนารัตน์ วิศวเทพนิมิตร เชิญให้ผมพูดในที่ประชุมสภาคณาจารย์ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๕ เช้าวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ โดยใช้คำว่า “นายกสภาสถาบันพระบรมราชชนก มอบแนวทางและนโยบายการทำงานของสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบันพระบรมราชชนก” ผมขอแก้เป็น ๑ ชั่วโมงของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่การมอบนโยบาย ไม่ใช่เวลาของปฏิสัมพันธ์แนวดิ่ง แต่เป็นปฏิสัมพันธ์แนวราบ เน้นความเป็นเพื่อนร่วมปณิธานเดียวกัน (colleagues) คือปณิธานขับเคลื่อน สบช. สู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาคุณภาพสูง สร้างผลกระทบ และคุณค่าสูง ต่อสังคมไทย
ผมชี้ให้เห็นว่า สภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน ก็เหมือนกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งใน สบช. และนอกสบช. ที่มีพันธกิจ ๒ ด้านหลัก คือพันธกิจตามกฎหมาย กับพันธกิจตามอุดมการณ์ หรือหลักการ
พันธกิจตามกฎหมายของสภาคณาจารย์ฯ ของ สบช. อยู่ใน มาตรา ๒๓ และ ๒๔ ของ พรบ. สถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นเรื่องตรงไปตรงมา สรุปได้ว่า สภาคณาจารย์มีหน้าที่ ๔ ด้านคือ (๑) เสนอแนะต่อสภาสถาบัน หรือต่ออธิการบดี (๒) กำหนดจรรยาบรรณ และดำเนินการส่งเสริมความดีงามในหมู่คณาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน (๓) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ซึ่งเรื่องนี้น่าจะทำงานร่วมกับกลไกพัฒนาบุคลากรของฝ่ายบริหาร และ (๔) กิจกรรมอื่นๆ ที่สภาฯ หรืออธิการบดีมอบหมาย
ส่วนที่ควรเอาใจใส่และนำมาหารือกันอยู่เนืองนิตย์ คือภารกิจตามอุดมการณ์ หรือหลักการ ที่ผมเสนอว่า มีหลักการของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา ๓ หลักการคือ (๑) หลักการ autonomy (๒) หลักการ participation และ (๓) หลักการ responsibility ที่ต้องใช้ร่วมกันทั้ง ๓ หลักการ
สภาคณาจารย์เป็นกลไกสำคัญของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา ที่ต้องมีความเป็นอิสระ (autonomy) เพื่อความคล่องตัวในการทำงานสร้างสรรค์ให้แก่สังคม โดยทำหน้าที่ “มีส่วนร่วม” (participation) ต่อกิจการของสถาบันทั้งในระดับบริหาร (คณะกรรมการต่างๆ) และระดับกำกับดูแล (สภาสถาบัน) โดยที่สภาคณาจารย์ต้องยึดหลัก “ความรับผิดชอบ” (responsibility) ต่อการร่วมกันพัฒนา สบช. ให้เป็นสถาบันที่มุ่งทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ เป็นเป้าหมายหลัก ตามพระปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก ไม่ใช่ สบช. เพื่อผู้ปฏิบัติงานเป็นเป้าหมายหลัก
ผมเสนอให้สภาคณาจารย์ฯ เน้นทำงานเชิงรุก เชิงบวก หรือเชิงสร้างสรรค์ โดยเน้นการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร หลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาความเห็นต่างแบบเผชิญหน้าหรือขัดแย้ง เน้นกิจกรรมเพื่อเชิดชูส่งเสริมคนทำดี ทำประโยชน์ เน้นการสื่อสารเชิงบวก มีกลไกการสื่อสารและรับฟังความเห็นจากบุคลากร มีการจัดระบบงาน และมีแผนทรัพยากรสนับสนุน และมีวงจรการเรียนรู้จากการปฏิบัติ
ผมเตือนสติว่า สภาคณาจารย์ฯ ต้องไม่เผลอ หรือหลงเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม ต้องไม่ตั้งตนป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายแค้น ต้องไม่ตกหลุมเป็นที่ชุมนุมของคนอกหัก ไม่ใช้งบประมาณสุรุ่ยสุร่ายไม่ก่อประโยชน์ต่อสถาบันและบ้านเมือง
ผมชี้ให้เห็นคุณค่าของสภาคณาจารย์ว่า เป็นกลไกให้เสียงจากคนเล็กคนน้อย คืออาจารย์และผู้ปฏิบัติงานได้รับการรับฟัง ซึ่งจะมีผลให้ฝ่ายปฏิบัติงานซึ่งเป็นคนเกือบทั้งหมดของสถาบัน เกิดความไว้วางใจต่อฝ่ายบริหาร และฝ่ายกำกับดูแล เกิดบรรยากาศของความสามัคคี มีพลังในการทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ของเพื่อนมนุษย์ และเพื่อส่วนรวม
โดยมีหลักการสำคัญคือ สถาบันหรือองค์กรจะมีพลังในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือพันธกิจได้ ต้องมีความร่วมแรงร่วมใจกัน (synergy) ระหว่าง ๓ ฝ่าย คือฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายกำกับดูแล บรรยากาศในสถาบันต้องเป็นบรรยากาศของความไว้วางใจซึ่งกันและกันในการร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุพันธกิจ ต้องไม่เผลอเข้าสู่บรรยากาศเชิงลบ ที่มีความระแวง ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ผมย้ำว่า สภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน มีตัวแทนเข้าไปนั่งในสภา รวมทั้งมีตัวแทนผู้ปฏิบัติงานเข้าไปนั่งในสภาสถาบันโดยตรงด้วย เท่ากับผู้ปฏิบัติงานได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับฝ่ายบริหาร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการกำกับดูแล หรือกำหนดนโยบายของสถาบัน โดยต้องไม่ลืมว่า หน้าที่กำกับดูแลหรือธรรมาภิบาลมี ๓ ระดับ คือระดับปฏิบัติตามกฎหมาย และกำหนดทิศทางและเป้าหมายของสถาบัน (fiduciary mode) ระดับช่วยหนุนฝ่ายบริหารให้มีกลยุทธเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด (strategic mode) และระดับมองอนาคต หาทิศทางหรือเป้าหมายใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง (generative mode)
ผมเสนอให้แบ่งเวลา ๖๐ นาที เป็นสองส่วน ๓๐ นาทีแรกผมเสนอหลักการในการทำงานของสภาคณาจารย์ฯ ดังสรุปข้างต้น ๓๐ นาทีหลังเป็นการเสวนากัน หรือถามคำถาม เป็นช่วงที่สนุกและประเทืองปัญญามาก เพราะช่วงที่ผมพูดเป็นทฤษฎี สาระในช่วง ๓๐ นาทีหลังเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริงหรือการปฏิบัติ ปัญญาอยู่ในการปฏิบัติมากกว่าอยู่ในทฤษฎี (ความเชื่อของผม - หากเราทำเป็น)
ประเด็นเสวนาในช่วง ๓๐ นาทีหลัง เป็นเรื่องการกระจายอำนาจ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร จากวัฒนธรรมแนวดิ่ง สู่วัฒนธรรมแนวราบ การปรับตัวจากการเป็นหน่วยราชการระดับกอง สู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษา การมีระบบบริหารงานบุคคลที่ให้ความสำคัญต่อบุคลากรทั้ง ๓ สาย คือ สายวิชาการ สายวิชาชีพ และสายปฏิบัติการ
ผมเชียร์ให้สภาคณาจารย์ฯ จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ สบช. ควรดำเนินกาเร่งด่วนสัก ๒ - ๓ เรื่อง ทำเป็นข้อเสนอแนะต่ออธิการบดี และต่อสภาสถาบัน อย่าเสนอแนะแบบบ่นปัญหาเปรอะไปหมด ต้องเสนอปัญหาให้ชัด และเลือกจำนวนน้อยเรื่อง พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา หรือแนวทางพัฒนา
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ส.ค. ๖๕
I fully support this statement “..เหมือนกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งใน สบช. และนอกสบช. ที่มีพันธกิจ ๒ ด้านหลัก คือพันธกิจตามกฎหมาย กับพันธกิจตามอุดมการณ์ หรือหลักการ..”. Many organizations and/or projects fail to consider both carefully. Some even fail to consider cultural, environmental and future issues in their ‘impact zones’. Being more thorough in planning and acting should be included in ‘evaluation’.
I think, having few focuses helps to achieve few aims, observing environment helps to reduce failures.