จะฝึกจิตฝึกใจไม่ให้ลุอำนาจแห่งการทำชั่วได้อย่างไร ? ดร.ถวิล อรัญเวศ
จะฝึกจิตฝึกใจไม่ให้ลุอำนาจแห่งการทำชั่วได้อย่างไร ?
มีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จ แล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจมัวหมอง มีจิตใจไม่ดี อันโทษประทุษร้ายแล้ว เขาจะกล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม หรือแม้คิดอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต ๓ อย่างนั้น เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐ
ที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส เขาจะกล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม หรือแม้คิดอยู่ก็ตาม สุขย่อมไปตามบุคคลนั้นเพราะสุจริต ๓ อย่าง ประดุจเงามีปรกติไปตามตัว ฉะนั้น
พุทธภาษิตที่เป็นคำสั้น ๆ
“การฝึกจิต เป็นการดี” หรือ
“จิตที่ฝึกดีแล้วนำประโยชน์สุขมาให้” หรือ
“ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกฝนอบรมตนดีแล้ว เป็น
ผู้ประเสริฐสุด”
ตามธรรมดา จิตของคนเราในแต่ละวัน จะคิดแปรเปลี่ยน
หมุนเวียนไปต่าง ๆ นานา บ้างเป็นพระ บ้างเป็นมาร
บ้างเป็นเทพบุตร บ้างเป็นเทพธิดา บ้างมีสุข บ้างมีทุกข์
บ้างเป็นยักษ์ บ้างเป็นอสุรกาย บ้างก็เป็นอินทร์ บ้างก็เป็นพรหม
นั้นคือ มีทั้งอารมณ์ดี มีทั้งอารมณ์ไม่ดีหมุนเวียนเปลี่ยนไป
ในแต่ละวัน สุดที่แต่เราจะปรุงแต่งมันไป
ยิ่งถ้าจิตของบุคคลใดมีปัญหา เพราะหึงหวงคนรักเกินเหตุ
ก็ตาม เพราะประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การเป็นหนี้ยืมสินก็ตาม เพราะติดยาเสพติดให้โทษ เช่น ยาบ้า ยาอี หรือแม้กระทั้ง
การดื่มสุราจนไม่สามารถครองตนได้ก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรา
หมิ่นเหม่ต่อการทำความชั่วได้ง่าย
ท่านจึงแนะนำเรา ได้ช่วยดูอาการของจิต อย่าให้มันคิดไปใน
สิ่งที่ไม่ดี เช่น ใจคิดเป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นโจร เป็นขโมย เป็นต้น เพราะถ้าสภาพจิตเศร้าหมอง โอกาสที่จะทำ
ความชั่วย่อมเป็นไปได้ง่าย แต่ถ้าหากจิตผ่องใส คิดดี ไม่คิด
เบียดเบียน ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใคร เป็นต้น โอกาสที่จะทำชั่วก็
มีน้อย เพราะเราสามารถควบคุมจิต ควบคุมอารมณ์ได้ ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า “พึงเป็นผู้ฉลาดทางอารมณ์ และเฉียบคมทางปัญญา”
หากใจชั่วแล้ว สามารถที่จะทำให้กายแสดงพฤติกรรมไปใน
ทางชั่วร้าย เช่น การลักขโมย การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำ
ชำเรา เป็นต้น
ขอให้ฝึกจิต ฝึกใจ จนสามารถข่มจิตข่มใจ เอาให้อยู่ได้
หมั่นดำรงสติให้มั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว จนเกิดสมาธิจิต หรือจิตตั้งมั่นในความดี จะได้ไม่มีปัญหา
รากเหง้าแห่งอกุศลกรรม คือ โลภ โกรธ หลง จนเกินดี
นอกนี้ก็มีไฟที่คอยเผา คือ ไฟ คือราคะ กำหนัดเกินขอบเขต
ไฟ คือโทสะ หรือโกรธเกินขอบเขต และไฟ คือ โมหะ ลุ่มหลง
จนเสียคน หึงหวงจนเกินขอบเขต ย่อมก่อให้เกิดการทำความชั่วได้
โดยง่าย
การฝึกจิต
การฝึกจิต คือการทำจิตให้สงบจากความชั่วร้ายทั้งหลาย
ทั้งปวง เริ่มต้นจากการทำจิตให้จิตจดจ่ออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
เพียงสิ่งเดียวก่อน ไม่คิดฟุ้งซ่าน อาจจะทำได้หลายวิธี เช่น
การตามดูลมหายใจเข้าและออก (อานาปานสติ) การตามดูลมหายใจ โดยที่ไม่มีความคิดใดๆ ปะปน ย่อมจะทำให้โปร่งเบาสบาย ที่สำคัญสามารถคลายเครียดได้ เมื่อคลายเครียดได้แล้ว อารมณ์
ต่าง ๆ ก็จะเบาลงไปโดยปริยาย ดังคำที่ท่านพูดไว้ว่า
เสียใจ จะพาไปนรก
ดีใจ จะพาไปสวรรค์
สุขใจ เย็นใจ จะพาไปนิพพาน
ในสังคมที่มีแต่งสิ่งไม่ค่อยดี ข่าวไม่ค่อยดี มีคดีร้าย ๆ
เกิดขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นคดีลูกฆ่าพ่อแม่บังเกิดเกล้า หลานฆ่าตา ยาย คนร้ายฆ่าพระ โจรปล้นร้านทอง มีคดี ข่มขืนแล้วฆ่า การฆ่าทำร้ายคนอื่นด้วยอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นมีด ขวาน ปืน
เป็นต้น ในที่สุดก็ไปโยนความผิดให้ยาเสพติด ทั้ง ๆ ที่ต้นตอจริง ๆ
คือตัวเราเอง ที่ไม่สามารถข่มจิตข่มใจไว้ได้ หาทางออกให้กับตนในทางที่ดีไม่ได้ เพราะขาดการฝึกจิต ไม่คิดถึงคุณธรรม จริยธรรม
มีแต่เรื่องวุ่นวาย หลายสิ่งอย่างรุมเร้า ประกอบกับผู้คนในปัจจุบัน
มีเรื่องไม่ดีมารุมเร้า ทำงานค่อนข้างจะเร่งรีบ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งกลับเข้านอน ก็ต้องรีบเพื่อจะได้ทำงานให้ทันในวันต่อไป
การบีบคั้นเร่งรีบแบบนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น ในหลักของวิทยาศาสตร์ทางสมอง เมื่อเคมีต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กัน ทำงานอย่างต่อเนื่องหลายสิ่งอย่างในเวลาอันจำกัด นั่นหมายความว่า สมองกำลังจะทำงานหนักมาก ในทางเดียวกัน ถ้าทำงานในสิ่งเดียว โฟกัสเพียงอย่างเดียวสมองมนุษย์ก็จะทำงานน้อยลง และไม่ต่างจากคนที่นั่งสมาธิ หรือมีจิตตั้งมั่นแล้ว
ดังนั้น การที่มนุษย์ทำอะไรรีบ ๆ เพราะต้องให้จบงาน เพราะมีงานหลายอย่างที่จะต้องทำ การเร่งรีบแบบนี้เอง ภาวะอารมณ์ภายในที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของเคมีบางอย่างในสมองเราจึงเข้มข้น จนกระทั่งอาจจะเกิดค่าแปรผันและเกิดภาวะอารมณ์ถึงกับทำให้แสดงออกมาทางพฤติกรรมที่อาจจะไม่ดี มีอาการวิปริตได้
คนรุ่นใหม่วัยรุ่นหลายคน อาจจะมีอารมณ์ค่อนข้างรุนแรง บางครั้งอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ จนกระทั่งยากต่อการควบคุม วิธีแก้ไข ต้องอาศัยหลักธรรม เมื่อภาวะอารมณ์ถูกเบรกโดยสภาวะธรรม ย่อมจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น หรือมีอาการดีขึ้น
คำว่า สภาวะธรรม ในที่นี้ที่นิยมกันเป็นส่วนมากนั้น คือ การฝึกจิต ไม่ว่าจะฝึกจิตในรูปแบบใด สำนักไหน วัดใดก็ตาม ก็สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ที่ขุ่นมัวได้ทั้งนั้น
การฝึกจิต คือการทำให้จิตจดจ่อเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียง
สิ่งเดียว เช่น การตามดูลมหายใจเข้าและออก (อานาปานสติ)
การตามดูลมหายใจ โดยที่ไม่มีความคิดใดๆ ปะปน ย่อมจะทำให้โปร่งเบาสบาย ที่สำคัญสามารถคลายเครียดได้ เมื่อคลายเครียดได้แล้ว อารมณ์ต่างๆ ก็จะเบาลงไปโดยปริยาย
แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำเอามาลดภาวะอารมณ์ได้ และทำให้เกิดภาวะธรรมได้ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การนั่งพิจารณา คำว่า พิจารณา ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่การคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่อาศัย
การคิดนั่นแหละเป็นตัวตั้ง ที่สำคัญวิธีแบบนี้ ทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
ขึ้นเหนือเที่ยวอาณาจักร“น่านเจ้า”ยลชุมชนไทลื้อ
เล่าเรื่องมหาจุฬา ฯ : การกลับมาของ “พระพรหมบัณฑิต”
เมื่อเริ่มรู้สึกว่า เริ่มจะหงุดหงิดมากขึ้น อารมณ์ร้อนมากขึ้น เร่งรีบมากขึ้น วิธีการฝึก คือ นั่งสบาย ๆ ทำตัวให้สบายบนเก้าอี้แบบไหนก็ได้ ทอดสายตาให้ไกลออกไป ถ้าเบื้องหน้ามีวิวธรรมชาติยิ่งจะเป็นการดี มองออกไปให้สุดลูกหูลูกตา ขณะที่มองนั้นจิตต้องไม่คิดอะไรเลยที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะอารมณ์ที่รุนแรงฉุนเฉียว เหมือนๆ กับการนั่งทอดอารมณ์แบบนั้นแหละ
มองไปเรื่อย ๆ เมื่อความคิดอะไรที่ไม่ดีแทรกเข้ามา...ก็นำเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มีไปถามตัวเองว่า คิดทำไม ควรคิดหรือไม่ ถ้าได้คำตอบว่า ไม่ควรคิด ก็เลือกไม่ต้องคิดต่อไป แล้วก็นั่งทอดอารมณ์ต่อไป
การนั่งทอดอารมณ์แบบนี้ พุทธศาสนานิกายเซนเป็นที่นิยมกันนัก โดยเฉพาะในยุโรป เพราะภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่กับปัจจุบันค่อนข้างง่ายและเป็นภาวะปัจจุบันที่ลืมตาด้วย
สำหรับคนที่นั่งฝึกจิตแบบหลับตา ถ้ามีฐานที่แข็งมากพอแล้วมาฝึกจิตแบบนี้จะง่าย
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ลูกศิษย์ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
ผู้ที่เป็นพระเถระคณาจารย์ทางด้านสายการปฏิบัติอีกรูปหนึ่ง ท่านเน้นสอนในเรื่องของปัญญา ท่านเคยพูดถึงวิธีการฝึกจิตเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการเฝ้ารับรู้ดูจิต
หลวงปู่ ท่านเคยปรารภว่า... นั่งกรรมฐานนี่ต้องระวังอย่าไปเผลอนั่งเล่นกับจิต เพราะการไปนั่งเล่นกับจิตนั้นมันทำให้เราเพลิน แล้วที่สุดก็ไม่ได้อะไร
สิ่งที่เรามองเห็นในนิมิตต่าง ๆ ของการทำกรรมฐานนั้น เรามองเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นมันไม่จริง มันเป็นเพียงอาการของจิตหรือการที่จิตคิดไปเองเท่านั้น
จากนั้นหลวงปู่ท่านเคยแนะนำว่า ถ้าเรานั่งลืมตาเฉย ๆ
เพื่อดูจิตดูใจ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่งใด ๆ ก็สามารถทำให้เรามีจิตที่เป็นสมาธิได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าระวังความคิด แต่นั่งดูความคิด ว่าความคิดมันคิดอะไร คิดดีไม่ดีคิดฟุ้งซ่าน คิดหงุดหงิด หรือเฉย ๆ เฝ้าดูอาการของจิต แล้วค่อย ๆ
ดึงจิตให้มาอยู่ในภาวะที่ดี
ใครก็ตามที่มีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ มีภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย หรือทำอะไรรีบร้อนอยู่เสมอ จนเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายทางใจ ไม่ค่อยสบายทางกาย ลองนำเอาวิธีนี้ไปฝึกดู เป็นการฝึกจิตที่ตรงประเด็นเลยทีเดียว ลัด และสั้นที่สุด ไม่ต้องสงสัยว่ามีสอนในพระไตรปิฎกหรือไม่ แค่เพียงเราฝึกตาม แล้วก็กลับมาถามใจของเราเองว่า ใจเราโล่งหรือเปล่า ลดความเครียดน้อยลงหรือเปล่า เลิกภาวะอารมณ์ต่างๆ ลงได้หรือไม่
ถ้าลดลง ไม่เครียด นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถฝึกเพื่อนำเอาไปใช้กับชีวิตจริงได้ โดยไม่ต้องสงสัย
ธรรมะเป็นเรื่องของใจ ไม่ใช่เรื่องของพิธีกรรม ไม่ใช่เรื่องข้างนอก ไม่ใช่เรื่องการรู้ปริยัติ ไม่ใช่เรื่องของการฝึกอยู่ในรูปแบบ แต่เป็นเรื่องของใจล้วน ๆ เป็นการฉลาดทางอารมณ์ และเฉียบคมฃ
ทางปัญญา เราควรบริหารจืตของตนเองอยู่เสมอ
อารมณ์ที่ใช้ฝึกจิตแบบฆราวาส
1. อารมณ์เพลง
ลองไปเปิดฟังเพลงที่ไพเราะ จะทำให้ใจรู้สึก
สบาย ผ่อนคลาย คลายเครียดลงไปได้ เช่น เพลงไทยลูกทุ่ง
เพลงไทยลูกกรุง เพลงต่างชาติ เช่น เพลงจีน เพลงลาว
เหลงญี่ปุ่น เพลงเกาหลี เป็นต้น ตัวอย่างอารมณ์เพลงที่จะนำมาฝึก
ควรเป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายหู ดูแล้วสบายตา และก็พาสบายใจ เพียงแต่ว่าใจเราอย่าไปปรุงแต่งหรือคิดอะไรเกินขอบเขต นอกลู่นอกทาง
2. บริกรรม หายใจเข้าหายใจออก
เช่น หายใจเข้า บริกรรมว่า “พุท”
หายใจออก บริกรรมว่า “โธ”
3. อารมณ์ขัน ฟังนิทานก้อม คำขัน
เพราะจะทำให้ใจเกิดความหรรษา เบิกบาน
เช่น
นิทานก้อม ชุดที่ 2 เซียงเมี่ยง บั้งตด
4. ฟังธรรมะก่อนนอน
เพราะการฟังธรรมะจะทำให้จิตสงบ ผ่อนคลาย
ฯลฯ
ข้อสำคัญ เมื่อจิตใจเศร้าหมอง หรือไม่สบาย ไม่ควรใข้
ยาเสพติด หรือสุรามาเป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด เพราะนั้น
ไม่ใช่หนทางแก้ที่ดี เปรียบเสมือนเราเอาผี เอายักษ์มาไว้ในตัว
การเสพยาเสพติดทำให้เสียคนไปมาก เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม การฆาตกรรม การล่วงละเมิดทางเพศ เพราะเราคุมจิตไม่อยู่
ขอฝาก “ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทางปัญญา
คือการแก้ปัญหาให้กับตัวเราอย่างยั่งยืน มั่นคง”
