สวัสดี สันติปีใหม่ 2550 !

                เหตุการณ์ลอบวางระเบิด ให้ระเบิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ถึง 8 จุด ในกรุงเทพมหานคร เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน และบาดเจ็บสาหัสถึงเล็กน้อยอีก กว่า 40 คน นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ที่ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ในระดับนี้ เกิดขึ้นในส่วนใจกลางประเทศ

                เป็นการจงใจทำร้ายบุคคลที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับความขัดแย้งหรือการต่อสู้ระหว่างค่ายหรือคณะซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเป็นค่ายใดคณะใด

                เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะโดยมีประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นผู้รับเคราะห์กรรมถึงขนาดบาดเจ็บล้มตาย

                เรื่องเช่นนี้ ได้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งน่าเห็นใจประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง แต่เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดูว่าเป็นการจำกัดพื้นที่และมีประเด็นเฉพาะ

                ส่วนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นการไม่จำกัดพื้นที่และไม่จำกัดประเด็นกันแล้ว

                ไม่รู้ว่าใครมุ่งเอาชนะใคร ด้วยเหตุอะไร เพื่ออะไร และเมื่อทำอย่างเมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ได้แล้ว อาจทำอีกเมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้

                อนิจจา ! สังคมไทยได้เข้าสู่ภาวะวังวนของความรุนแรงแบบไร้ขอบเขตแล้วหรือนี่ ? นับเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอย่างสุดๆ !

                ผมและคณะจากกระทรวง พม. (ท่านปลัดวัลลภ ฯลฯ) ได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล รวม 16 คน ณ โรงพยาบาล 5 แห่ง เป็นคนวัยทำงาน 11 คน นักศึกษา 2 คน เด็กนักเรียน 1 คน และชาวต่างประเทศ 2 คน เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2550

                กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (พม.) ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นนี้ ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงได้แก่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) กระทรวงสาธารณสุข (ซึ่งมีหน่วยรักษาพยาบาลอยู่ในสังกัด) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรณีนี้คือกรุงเทพมหานคร) เป็นหลัก

                ดังนั้น ผมและคณะจากกระทรวง พม. จึงไปเยี่ยมเพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล และเป็นกระทรวงที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมไทยพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมที่เข้มแข็ง สังคมที่มีสันติสุข และประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต (หรือมี ความมั่นคงของมนุษย์ นั่นเอง)

                การไปเยี่ยม ทำให้ได้เห็นได้สัมผัสและรู้สึกได้ชัดเจนถึงความทุกข์ทรมานของผู้ประสบเคราะห์กรรมที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นอะไรด้วยเลยเกี่ยวกับความขัดแย้งหรือการขับเคี่ยวต่อสู้ของกลุ่มบุคคลที่วางแผนดำเนินการอันร้ายแรงครั้งนี้

                ในใจผมจึงอยากประณามกลุ่มคนที่วางแผนดำเนินการวางระเบิดเวลาเมื่อคืน 31 ธ.ค. 49 เพราะเป็นการกระทำที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไร้น้ำใจ และไร้เหตุผล โดยสิ้นเชิง เว้นแต่เป็นเหตุผลในลักษณะของความเห็นแก่ประโยชน์ของฝ่ายตนโดยไม่อนาทรต่อความเสียหายแม้ถึงชีวิตที่เกิดแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์

                ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องตั้งสติ มองให้ลึกและไกล

                ทำให้เห็นว่า สังคมไทย เคยได้ชื่อว่าเป็นสังคมแห่งความอยู่เย็นเป็นสุข มีความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นมิตรไมตรี ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ความถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน

                เราไม่ใช่สังคมแห่งความรุนแรง เราไม่แบ่งข้างต่อสู้ห้ำหันกันแบบเอาเลือดเอาเนื้อ โดยเฉพาะเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์

                เหตุการณ์ 31 ธันวาคม 2549 ทำให้ผมต้องคิดใหม่ ตั้งสติใหม่ ตั้งปณิธานใหม่

                ผมคิดว่า จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้เห็นพ้อง ชักชวนผู้คนในสังคมให้ร่วมกันสร้างสังคมไทย ที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เน้นความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นมิตรไมตรี ความถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อย่างที่สังคมไทยเคยเป็น และยังเป็นอยู่ในบางส่วน

                พร้อมกันนั้น ก็เสริมเติมผสมผสานด้วยหลักการและวิธีการสมัยใหม่ที่ใช้ถ้อยคำว่า สันติวิธี สันติสมานฉันท์ และ สันติวัฒนธรรม เป็นต้น

                ยิ่งมีเหตุการณ์แบบ 31 ธ.ค. 49 ยิ่งต้องเพิ่มระดับปณิธาน ความมุ่งมั่น และความพยายามร่วมกัน ให้มากขึ้นไปอีก

                เพื่อช่วยกันเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ ความมีสันติภาพและสันติสุข อย่างยั่งยืน ให้ได้ในที่สุด

                สวัสดี สันติ ปีใหม่ ครับ!

                                                                                                  ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม