ชีวิตที่พอเพียง  4311. ไม่พูดถึงความรัก


 

ความรักที่แท้จริงเป็นเรื่องของการกระทำ  ไม่ใช่คำพูด   นี่คือสาระในหนังสือแปล วิญญาณของการดูแล : การบ่มเพาะทางศีลธรรมของแพทย์คนหนึ่ง   แปลจาก The Soul of Care : The Moral Education of a Doctor   เขียนโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ Arthur Kleinman   ที่คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ กรุณาส่งมาให้   เพราะเป็นเรื่องราวของการดูแลภรรยาที่เป็นโรคสมองเสื่อม    และเวลานี้ผมอยู่ในสภาพคล้ายคลึงกัน

ข้อความในหนังสือบทที่ ๔   ที่เล่าประสบการณ์การไปทำงานและวิจัยในไต้หวัน จีน ฟิลิปปินส์   ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตก   และในหน้า ๖๔ และ ๖๕ ระบุว่าคนไต้หวันแสดงความรักด้วยการกระทำ  ไม่พูดเรื่องความรัก    ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก อยู่กับพ่อแม่ในชนบทของจังหวัดชุมพร    ทั้งพ่อและแม่ไม่เคยบอกว่ารักผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว    จนกระทั่งตายจากกันไป 

แต่การกระทำนั้นล้นเหลือ

นิสัยช่างสังเกต และช่างจำ ของ ศ. นพ. ไคลแมน ทำให้ท่านเล่าประสบการณ์ช่วง (คริสต)ทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ในไต้หวัน  จีน  และฟิลิปปินส์ อย่างน่าสนใจ และได้ความรู้มาก   

ความรู้สึกได้รับความรักแบบแสนชื่นใจไม่รู้ลืมของผมจากพ่อ  เกิดตอนพ่ออาบน้ำให้ และบอกว่าขี้ไคลมากเอามาปั้นช้างได้   โดยที่ตอนนั้นผมน่าจะอายุ ๗ - ๘ ขวบ    ยังไม่มีเค้าเรียนเก่ง   สัมผัสและท่าทีคำพูดของพ่อมันให้ความอบอุ่นต่อเด็กวัยนั้นอย่างหาที่เปรียบมิได้    สภาพนี้ยังเกิดอีกหลายครั้ง  แต่ไม่บ่อย   เพราะพ่อมีงานยุ่งมาก ออกจากบ้านไปทำงานขับรถโดยสารทั้งวัน   

การแสดงความรักระหว่างกัน ของพ่อกับน้องสาว (อาไม - ละไม พยัคฆพันธุ์) ที่อายุต่างกันปีเดียว   ฉายให้ผมเห็นเมื่อผมอายุราวๆ ๑๑ ขวบ   พ่อพาขึ้นมาเที่ยวกรุงเทพ   โดยแวะเยี่ยมอาไมที่ประจวบ เพราะตอนนั้นสามีของอาไม ตืออาจุล ทำงานสรรพสามิตอยู่ที่นั่น    การคุยกันยืดยาว และท่าทีระหว่างกันทำให้เด็กอย่างผมสัมผัสถึงความรักระหว่างพี่น้องคู่นี้ได้   

คนที่แสดงความรักต่อผมแบบประหลาดที่สุดต่อผมคือแม่   ที่แสดงความรักออกมาเป็นความหวังดีต่ออนาคตของลูก    ผ่านการเคี่ยวเข็ญ ให้ทำงานเป็น   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็พูดได้ว่าแม่มุ่งฝึกทักษะชีวิตให้แก่ผม    แต่ผมเป็นเด็กไม่เอาถ่านในสายตาของแม่    แม่จึงเคี่ยวเข็ญ และลงโทษรุนแรงในระดับที่คนทั่วไปมองว่าทารุณ   จนบางครั้งเด็กอย่างผมสงสัยว่า ผมเป็นลูกแม่จริงหรือไม่       

 สิ่งที่ช่วยผมไว้มีอย่างเดียวคือเรียนหนังสือเก่งมาก    ช่วยสร้างความภูมิใจแก่พ่อแม่    แต่ก็ไม่ช่วยให้แม่ปล่อยวางการฝึกทักษะชีวิตให้แก่ผมตามแนวทางของแม่    ซึ่งไม่ใช่แนวทางของผม     เด็กดื้อจึงถูกลงโทษรุนแรงเป็นประจำ    จนแม่บ่นว่าผมเป็นเด็กดื้อด้าน  ด้านไม้เรียว   

ญาติพี่น้องรอบข้างคอยปลอบผมว่า ที่แม่ลงโทษก็เพราะแม่รัก    บอกว่าแม่รักผมมากกว่าน้องๆ ทุกคน    เพราะรักมากจึงเคี่ยวเข็ญมาก    เขาบอกว่า ต้องสังเกตเวลาคนพูดถึงผม (มีเรื่องชมอยู่เรื่องเดียวคือเรียนเก่งมาก)  แม่จะน้ำตาคลอ    ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง    ถึงตอนนี้เชื่อแล้ว    ที่จริงเชื่อก่อนหน้านี้ประมาณ ๒๐ ปี    ตอนที่แม่อายุราวๆ ๘๐  โดยที่แม่ไม่เคยพูดแม้แต่คำเดียวว่ารักลูก      

คนไทยท้องถิ่น มีวัฒนธรรมแสดงความรักผ่านการกระทำ    ไม่ใช่ผ่านการพูดแบบวัฒนธรรมตะวันตก ที่เรายืมเอามาใช้ในปัจจุบันนี้    ขอบคุณ ศ. นพ. ไคลแมนที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้   

วิจารณ์ พานิช

๑๕ ส.ค. ๖๕

 

หมายเลขบันทึก: 707920เขียนเมื่อ 27 กันยายน 2022 17:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 กันยายน 2022 17:08 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

I would use a Thai saying “สิบปากว่า ไม่เท่ามือคลำ” or a Buddhists’ verse “that we are what we do” for ‘love’. But most of us love “lies” and “sweet talks”, so there.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี