หัวข้อบันทึกนี้ ผุดขึ้นมาในช่วงอ่านรายงาน World Happiness Report 2022 (๑) ที่กระตุ้นให้ผมใคร่ครวญสะท้อนคิดวิธีที่ผมใช้สร้างชีวิตอุดมสุขให้ตนเอง และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ผมบอกตนเองตั้งแต่อายุอยู่ในวัย ๒๐ กว่าๆ ว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ให้มากกว่าเอา (give > take) ผมบอกตัวเองว่าผมโชคดีที่เกิดมามีโอกาสทำเช่นนี้ได้ คนอื่นอีกจำนวนมากไม่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ ชีวิตที่เอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นได้ เอื้อเฟื้อแก่สังคมภาพรวมได้ เป็นชีวิตที่ดี ช่วยให้ “ความสุขด้านใน” แก่ตนเอง
มาพบความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่อธิบายผลของวิธีคิดข้างบน ต่อการมีชีวิตที่มีความสุข ในชื่อของศาสตร์ว่า psychoneuroimmunology ที่บอกข้อมูลหลักฐานว่า ความคิดหรือจิตใจมีผลต่อกาย ต่อความสุขทางกาย จิตกุศลส่งผลต่อความสุขทางกาย (และทางใจ) เป็นรางวัลชีวิตที่ตอบแทนในโลกนี้ ไม่ใช่ในโลกหน้า
หลักการเรื่องพลังชีวิต มี ๒ แนว คือแนวกิเลสเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก สร้างชีวิตที่ดีแนวสนองกิเลสมนุษย์ นี่คือระบอบทุนนิยม บริโภคนิยม กิเลสนิยม กับแนวที่สอง ใช้กุศลเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ภาษาอังกฤษเรียกว่า passion ผมแปลว่าพลังใฝ่กุศล ซึ่งเป็นพลังร่วมกับ compassion การทำเพื่อผู้อื่น
ไฟกุศล ให้ความสุขระยะยาว มั่นคง ถาวร ไฟกิเลสให้ความสุขชั่วแล่น
ความสุขไม่ใช่มีแค่มิติเชิงบุคคล หรือความสุขส่วนตัว เท่านั้น ยังมีความสุขส่วนรวม (collective happiness) ด้วย เป็นความสุขที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่เชื่อมโยงกับมิติด้านในของมนุษย์
ข้อความข้างบนทั้งหมด เขียนจากความเชื่อต่อระบบค่านิยมเชิงจิตนิยม ที่มีคนจำนวนมากไม่เชื่อตามนี้ เพราะเขาเชื่อในวัตถุนิยม เชื่อว่าชีวิตที่ดี และมีความสุข คือชีวิตที่ประสบความสำเร็จในการแสวงหาทรัพย์สินเงินทองตำแหน่งอำนาจ ให้แก่ตนเอง นี่คือสองขั้วชีวิตที่มีการถกเถียงกันมาตลอดช่วงเวลาของอารยธรรมมนุษย์
วิจารณ์ พานิช
๗ ส.ค. ๖๕