ไม่เชื่อไสยศาสตร์ นำสู่ชีวิตแห่งการเรียนรู้   สู่ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบใหม่   

ผมถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวกบฏ   ที่ไม่ใช่กบฏต่อผู้ปกครองประเทศ แต่เป็นกบฏต่อความเชื่อแนวไสยศาสตร์   ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามที่คนทั่วไปเขายึดถือ    เป็นกบฏเงียบ ไม่แสดงตัว    ปู่ (นายเสี้ยง พานิช) สอนผมว่า ถ้าพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์จริง ให้อธิษฐานว่าเมื่อโยนลงบ่อน้ำแล้ว ขอให้ท่านแสดงอภินิหาริย์โดยขึ้นมาจากบ่อให้เห็น  ท่านสรุปว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีจริง 

ครอบครัวพ่อแม่ญาติพี่น้องของผมดำรงชีวิตอยู่ในแนวนี้ 

เมื่อไม่เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ จะมาช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีได้ เราก็ต้องสร้างชีวิตที่ดีของเราเอง   มุ่งพึ่งตนเอง ไม่หวังพึ่งสิ่งอื่น   สมัยเด็กและในวัยหนุ่มผมมีปณิธานว่า จะมีชีวิตแบบสร้างตัวเอง ด้วยความสามารถของตนเอง   หลีกเลี่ยงการพึ่งพาคนอื่น ไม่เดินทางลัดแบบได้รับการอุปถัมภ์ ที่เรียกกันว่าเล่นเส้น   ถึงขนาดตั้งปณิธานว่า จะไม่ไปชอบผู้หญิงที่เป็นลูกเศรษฐี หรือคนที่มาจากครอบครัวที่ฐานะดีกว่าผมมากๆ   เพราะไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็น “หนูตกถังข้าวสาร”    สมัยหนุ่มผมมีความคิดสุดโต่งอย่างนั้นจริงๆ    ด้วยความเจียมตัวว่าเกิดมาในครอบครัวชาวบ้านที่เป็นคนบ้านนอก   

มองอีกมุมหนึ่ง  ความคิดของผมอาจมาจากความเขลาก็ได้   

เมื่อมุ่งพึ่งตัวเอง ก็ต้องมุ่งสร้างความสามารถให้ตนเอง    เป็นที่มาของพลังแรงบันดาลใจ    ที่ผนวกกับความใฝ่ฝันจะเป็น “ผู้ให้” มากกว่าเป็น “ผู้รับ”   ผมจึงมีแรงบันดาลใจต่อการเรียนมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน    จนมีผู้ใหญ่ที่เป็นญาติมาเตือนว่า อย่าขยันเรียนจนเกินไป เพราะอาจทำให้เสียสติ (เป็นบ้า)   

ตอนเด็ก ก็มุ่งหาวิชาความรู้ ไม่เข้าใจเรื่อง V-A-S-K ในเชิงทฤษฎี   แต่ V-A-S-K มันมาเองจากความมุ่งมั่นและเรียนรู้จากชีวิตจริง    ที่ช่วยให้ผมกลับใจ เชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง   แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นนามธรรม   ไม่ใช่รูปธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น (เช่นเครื่องรางของขลัง)   

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของผมคือ “สิ่งผุดบังเกิด” (emergence) จากสภาพความซับซ้อน (complexity)    ชีวิตของผมเต็มไปด้วยสิ่งผุดบังเกิด ที่ตัวผมเองไม่มีความสามารถสร้างได้หรือคิดได้   มันมาเอง   แต่มันจะไม่มาหากตัวเราไม่มุมานะขยันหมั่นเพียรใส่ใจ    ในลักษณะทำไปสังเกตไปและคิดไป    ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ที่ผมเคยเรียกว่าคิดนั้น ไม่ใช่คิดแบบธรรมดา    แต่เป็นการ “ใคร่ครวญสะท้อนคิด” (reflection)    ที่ช่วยให้เรา “เห็น”  “สิ่งผุดบังเกิด”ได้   

 เพราะขยันเรียน มีทฤษฎี หรือความรู้เชิงหลักการอยู่ในตัว   จึงสามารถใคร่ครวญสะท้อนคิดสิ่งที่สังเกตเห็นจากประสบการณ์ สู่หลักการใหม่ได้    นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า conceptualization    ใน Kolb’s Experiential Learning Cycle   

 สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในตัวเราเอง  อยู่ในมนุษย์ทุกคน    เมื่อมุ่งมั่นทำความดี และมุ่งเรียนรู้จากการดำเนินการนั้น    โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติ  ใช้พลังของวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Kolb’s Experiential Learning Cycle)    สู่การคิดทฤษฎีใหม่ และทดสอบทฤษฎีผ่านการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง    เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง    “สิ่งผุดบังเกิด” จะโผล่มาเองเป็นครั้งคราว   

จะเกิดขึ้นได้ ในสภาพของ “จิตประภัสสร” ไม่มัวเอาลุ่มหลงในกิเลสผลประโยชน์ของตนเอง    

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ก.ย. ๖๕