ในการประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ วาระ ๔.๑ เรื่อง หลักสูตรพิเศษ “ครูระยองผู้สร้างการเรียนรู้สู่อาชีพแห่งอนาคต” สำหรับเด็กยุคดิจิตอล (ช่วงชั้นที่ ๑,๒,๓ และ ๔) คณะกรรมการสภา และที่ปรึกษาให้คำแนะนำที่นำสู่บันทึกนี้ เพื่อสู่ว่า “การเรียนรู้สู่อาชีพ” สำหรับเด็กยุคใหม่ ต้องไม่ดำเนินการแบบเดิมๆ
คำแนะนำที่น่าดำเนินการมากคือ จัดให้เด็กเรียนสองสายไปพร้อมๆ กัน คือสายสามัญกับสายนอกระบบโรงเรียน (กศน.) ที่จริงเรียน ๓ สายไปด้วยกัน คือสายที่ ๓ เป็นการฝึกทำของขาย
จังหวัดระยองเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โรงเรียนจึงสามารถทดลองแนวทางจัดการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ได้
ที่ปรึกษาท่านหนึ่ง คือศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แนะนำว่า นักเรียนที่โตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนจบ ๔ ช่วงชั้นในเวลา ๑๒ ปี ท่านบอกว่า โรงเรียนสอนคนตาบอดทำแล้ว โดยขณะเรียน ป. ๔ ก็ให้เตรียมสอบเทียบ ป. ๖ กศน. ไปด้วย แล้วข้ามไปเรียน ม. ๑ เลย ระหว่างเรียน ม. ๑ ก็เตรียมสอบเทียบ กศน. ม. ๓ ไปด้วย จึงสามารถเรียนจบ ๔ ช่วงชั้นได้ภายใน ๔ ปี ไม่ใช่ ๑๒ ปี แถมยังได้ฝึกอาชีพด้วย ท่านบอกว่า เน้นอาชีพด้าน ไอที โดยให้เรียน coding และฝึกพัฒนา App. ตั้งแต่ชั้นประถม
นี่คือการศึกษาระบบเปิด ที่ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันเปิดช่องให้ หรืออาจมีแนวทางสร้างสรรค์แบบอื่นๆ ได้อีก หากโรงเรียนและครูกล้าแหวกแนวทางเดิมๆ โดยมีหลักการคือ หาทางจัดให้เหมาะต่อบริบทของผู้เรียน และการดำรงชีวิตในอนาคตของเขา
รวมทั้งต้องฝึกให้เป็นคนรักเรียน มีทักษะเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Kolb’s Experiential Learning Cycle) กล้าลองวิธีการใหม่ๆ เพื่อเป้าหมายใหม่ๆ โดยทำไปเรียนรู้และปรับปรุงไป ไม่กลัวความล้มเหลว
การศึกษาแห่งอนาคต ต้องเป็นการศึกษาระบบเปิด จัดตามความเหมาะสมต่อผู้เรียน และมีการฝึกทักษะเพื่ออาชีพแนวใหม่ ไม่ใช่การศึกษาแบบเหมาโหล ไม่ใช่เพื่ออาชีพเดิมๆ
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ส.ค. ๖๕