กระทรวง อว. ได้รับการจัดตั้งเพื่อใช้ อววน. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง   

เป็นการขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักการเมืองหัวก้าวหน้า   ที่ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องขับเคี่ยวกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม 

หากจะให้ ววน. มีพลัง  เราต้องนิยาม ววน. ในมิติที่กว้างและครอบคลุม   และต้องเห็นคุณค่าของคนเล็กคนน้อย ว่าสามารถมีบทบาทสร้างสรรค์ ววน. ได้    หากได้รับการสนับสนุนโอกาส    

นวัตกรรมระดับรากหญ้าเกิดขึ้นได้เสมอ หากได้รับการสนับสนุน   หรือไม่ถูกยับยั้งทั้งทางอ้อมและทางตรง   โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านสังคม    ดังตัวอย่างครูชบ ยอดแก้ว ผู้คิดนวัตกรรมด้านการเงินชุมชน ที่ผมบันทึกไว้เมื่อ ๑๗ ปีที่แล้วที่ (๑)  

ในปี ๒๕๔๐  ในวาระก่อตั้ง สกว. ครบรอบ ๕ ปี    มีการเฉลิมฉลองความสำเร็จ    แต่ทีมบริหารประชุมปรึกษากันว่า มีอะไรบ้างที่เรายังไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้ดี   เราสรุปกันว่า กิจกรรมส่งเสริมการวิจัยยังส่งผลไม่ถึงชาวบ้าน    เราจึงก่อตั้งฝ่ายสนับสนุนการวิจัยที่ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ    ก่อผลดีมากมาย

แต่เมื่อเกิด รสช. ปี ๒๕๕๗ กิจกรรมนี้ถูกเพ่งเล็ง ร่วมกับการเพ่งเล็งองค์กรตระกูล ส   ถึงขนาดจะยุบ สกว.   นี่คือข่าวที่ผมได้รับจากผู้เกี่ยวข้องวงใน     สะท้อนว่าในบางวงการมองว่า การสนับสนุนให้ชาวบ้านมีความเข้มแข็งด้านปัญญา   จะทำให้เกิดการกระด้างกระเดื่องต่อผู้มีอำนาจรัฐ   

โชคดีที่ ต่อมาผู้มีอำนาจรัฐก็เข้าใจ   และเมื่อระบบ ววน. ต้องเพิ่ม PMU ทำหน้าที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ทดแทน สกว. ที่เปลี่ยนไปเป็น สกสว. ทำหน้าที่ดูแลและจัดสรรกองทุนวิจัยให้แก่หน่วยงานต่างๆ     การจัดตั้ง PMU A  หรือ บพท. (หน่วยบริหารจัดการทุนระดับพื้นที่) ได้รับความเห็นชอบ      

จะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง หาก ววน. ได้รับนิยามแคบ    มองเฉพาะนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเท่านั้น    เพราะจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่แข็งแรงด้านเทคโนโลยี    แต่แข็งแรงด้านวัฒนธรรมและศิลปะ   ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คู่กับวิถีชีวิตของผู้คน    ระบนวัตกรรมไทยจึงต้องบูรณาการวัฒนธรรมและศิลปะที่จำเพาะของเราเอง เข้ากับพัฒนาการด้านเทคโนโลยี    เกิดเป็นนวัตกรรมที่ “ขายได้ กินได้”   

นโยบายหนึ่งของรัฐบาล คือการพัฒนาประเทศเป็น Medical Hub ของโลก    ให้บริการด้านการแพทย์คุณภาพสูงแก่คนต่างชาติ เพื่อหารายได้เข้าประเทศ    จุดแข็งของเราไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าของเราเอง     แต่อยู่ที่บริการที่มีน้ำใจ    ซึ่งฝังแฝงอยู่ในวัฒนธรรมไทย    พยาบาลไทยเป็นที่เลื่องลือในการให้บริการอย่างมีความอ่อนหวานนุ่มนวล

อาหารไทย มีความจำเพาะในรสชาติ    รวมทั้งเป็นอาหารสุขภาพ    เป็นอีกประเด็นเชิงวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่น่าจะดำเนินการต่อยอดสู่นวัตกรรม 

ทั้งหมดนี้ นำสู่ประเด็นว่า จะส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมแนวดังกล่าวอย่างไร   การมองการสนับสนุนจำกัดอยู่เฉพาะด้านการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น    น่าจะเป็นมายาคติ หรือหลงผิด   

ผมขอเสนอว่า   การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในบริบทไทยที่สำคัญที่สุดคือ การสนับสนุนการตั้งโจทย์    ให้เกิดโจทย์ที่ “ใช่” นำสู่ “new platform” ของอุตสาหกรรมด้านนั้นๆ    เช่นด้านอาหาร   ด้านบริการสุขภาพเพื่อหารายได้เข้าประเทศ    ที่มีการวิจัยและนวัตกรรมเป็น “ชุดโครงการ”   ไม่ใช่โครงการเดี่ยว

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.ค. ๖๕