บทความใน University World News   เรื่อง Towards a consensus model for financing higher education    บอกว่า ระบบการเงินอุดมศึกษาของประเทศต่างๆ มี ๒ แบบ คือ (๑) รัฐจ่ายเงินสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่   นศ. จ่ายนิดหน่อย   (๒) นศ. จ่ายเป็นส่วนใหญ่ โดยรัฐจัดเงินกู้ยืมให้   จะเห็นว่าไทยเราในสมัยก่อนใช้แบบแรก   แล้วค่อยๆ ใช้แบบที่ ๒ มากขึ้นๆ เรื่อยๆ   

แนวทางแรกมาจากความเชื่อว่า การเรียนระดับอุดมศึกษานั้น ในที่สุดแล้วผู้ได้รับประโยชน์คือสังคมส่วนรวม   เป็นการเรียนเพื่อออกไปทำประโยชน์ให้แก่สังคม    จึงควรใช้เงินภาษีอากรจากประชาชนมาสนับสนุน   

แนวทางที่สอง มาจากความเชื่อตรงกันข้าม   คือเชื่อว่าการเรียนระดับอุดมศึกษานั้น ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคือบุคคลนั้นเอง   ประโยชน์ต่อสังคมเป็นผลทางอ้อม   ในเมื่อทรัพยากรของรัฐมีจำกัด รัฐควรเน้นใช้เงินสนับสนุนการศึกษาภาคบังคับจะก่อประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า   จึงควรปล่อยให้ผู้เรียนระดับอุดมศึกษาจ่ายค่าเล่าเรียนเต็มที่     โดยรัฐจัดระบบกู้ยืมให้    แนวทางหลังนี้มีผลงานวิจัยสนับสนุน    ผลงานวิจัยในประเทศไทยก็ไปแนวนี้   

ผู้เขียน (Arthur M. Hauptman) เสนอว่า มีแนวทางที่ ๓ สำหรับระบบการเงินอุดมศึกษา    คือรัฐกำหนดเกณฑ์ขั้นสูงให้สถาบันอุดมศึกษาเก็บค่าเล่าเรียนได้    เป็นเกณฑ์ที่อิง จีดีพี   เช่นระหว่างร้อยละ ๑๐ - ๒๕ ขึ้นกับสาขาวิชาที่เรียน    เพื่อให้ครอบครัวของผู้เรียนสามารถจ่ายได้    สาขายอดนิยมก็อนุญาตให้เก็บค่าเล่าเรียนสูงหน่อย   

หลักการสำคัญคือ รัฐต้องอุดหนุนทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพของนักศึกษายากจน    สถาบันใดเก็บค่าเล่าเรียนสูง  รัฐจ่ายเงินช่วยเหลือสถาบันน้อย  แต่จ่ายเงินช่วยเหลือนักศึกษามาก    สถาบันใดเก็บค่าเล่าเรียนต่ำ รัฐจ่ายเงินอุดหนุนสถาบันมาก จ่ายเงินช่วยเหลือนักศึกษาน้อย   

ต้องจัดระบบเงินยืมเพื่อการศึกษา ที่ช่วยให้นักศึกษาได้ลงทุนด้านการศึกษาของตนเอง ด้วยค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล   

อ่านบทความนี้แล้ว ผมคิดว่า แนวทางที่ผู้เขียนเสนอนี้ต้องการการวิจัยเชิงระบบ ที่เกี่ยวกับระบบการเงินอุดมศึกษา    ที่ประเทศไทยขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง   เรากำหนดนโยบายแบบคิดเชิงเหตุผลเอาเองโดยผู้กำหนดนโยบาย    ไม่มีผลงานวิจัยรองรับ    ต่างจากนโยบายการเงินด้านสุขภาพ ที่มีระบบวิจัยที่ซับซ้อนหลากหลายรองรับ   

ประเทศไทยต้องการนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา   และสถาบันวิจัยระบบการศึกษา    เพื่อทำประโยชน์แก่ประเทศด้านการวิจัยเชิงระบบ เชิงเศรษฐศาสตร์การศึกษา   อย่างที่เรามีนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  ทำประโยชน์แก่ประเทศอย่างมากมายในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา   

 อีกประการหนึ่งที่เขาแนะนำ  คือรัฐควรลงทุนด้านอาชีวศึกษา มากกว่าอุดมศึกษา    เป็นโจทย์วิจัยเศรษฐศาสตร์การศึกษาไทย ที่น่าจะได้ประเมินว่า การลงทุนของรัฐในการศึกษาด้านใด ระดับใต ส่งผลตอบแทนต่อรัฐมากน้องเพียงไร   

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ก.ค. ๖๕