บทบรรณาธิการเรื่อง Science, Health and Truth ในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ บอกเราว่า นักวิชาการหรือนักวิทยาศาสตร์ที่ยึดมั่นในวิชาการมีความสำคัญยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน ที่มีความสับสนจากกระแสข่าวปลอมข่าวลวง ความแตกแยกทางความคิดความเชื่อ
ไม่ว่าในยุคสมัยใด มนุษย์มีความสับสนเสมอ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และจากปัจจัยภายในตนเอง มนุษย์จึงต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว ที่ตนเชื่อถือศรัทธา สมัยก่อนมนุษย์ไม่รู้จะพึ่งใครเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว จึงสถาปนาเทพเจ้าขึ้นมาเป็นที่พึ่ง กรีกและอินเดียโบราณเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้
เริ่มจากยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ วิทยาศาสตร์ค่อยๆ เข้าแทนเทพเจ้า บัดนี้โลกหมุนกลับ วิทยาศาสตร์ถูกท้าทายโดยการเมือง และการสื่อสาร
มนุษย์สถาปนาเทพเจ้าขึ้นมาเพื่อสั่งการให้เทพเจ้ากระทำการเพื่อผลประโยชน์ของตน เมื่อวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น วิทยาศาสตร์ได้แยกตัวเป็นอิสระจากการบงการของมนุษย์ บัดนี้มนุษย์มีเครื่องมือ คือการเมืองและการสื่อสารสมัยใหม่ สำหรับบิดวิทยาศาสตร์เพื่อสนองผลประโยชน์ตามที่ตนต้องการ ... ผลประโยชน์ของคนฉพาะกลุ่ม เหมือนกับที่มนุษย์เคยบงการเทพเจ้า
เป็นหน้าที่ของวงการวิทยาศาสตร์ วงการวิชาการ ที่จะต้องทำหน้าที่สื่อสาร “ความจริง” ให้แก่สังคม โดยสื่อให้สังคมตระหนักว่า “ความจริง” มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง และมีความเลื่อนไหล
ผมมีความเห็นว่า คนเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ต้องมีสมรรถนะในการใช้วิจารณญาณตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อความรู้หรือการสื่อสารใด และมีสมรรถนะในการเปลี่ยนความเชื่อของตนเอง เมื่อประจักษ์แจ้งในข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ ... สมรรถนะคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ค. ๖๕
ํYes, we love this”.. หน้าที่ของวงการวิทยาศาสตร์ วงการวิชาการ ที่จะต้องทำหน้าที่สื่อสาร “ความจริง” ให้แก่สังคม โดยสื่อให้สังคมตระหนักว่า “ความจริง” มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง และมีความเลื่อนไหล..” – science has the duty of telling the truth as well as the limitation and the volatility of the truth –; Men of science try hard.).
Would we love even more if our politicians perform their duties and …?