ผมนึกหัวข้อนี้ออกที่โรงแรมไมด้า นครปฐม เช้าวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๕ ระหว่างไปนอนพักค้างคืนเตรียมตัวเข้าร่วม ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง สู่แกนนำขยายผล” 7 จังหวัด  (นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี)    ภายใต้โครงการบริหารจัดการโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ของ กสศ.   

วันก่อนหน้านั้น คือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ผมร่วมกับคณะไปเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียน วัดเจติยาราม ๖บัณฑิตประชาน้อยพานิช) ที่อำเภอเมือง ราชบุรี   ระหว่างเยี่ยมชั้นเรียนผมเตร่ไปเปิดหนังสือจำนวนมากมายที่โรงเรียนมี   สนใจเปิดหนังสือคู่มือครูที่บริษัทธุรกิจเอกชนพิมพ์จำหน่าย    ที่รองนายกรัฐมนตรีอ้างว่าต้องชะลอการประกาศใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะออกไป เพื่อผลประโยชน์ของเขา   

ได้เห็นสาระในหนังสือคู่มือ    ว่าช่วยให้ครูไม่ต้องคิดอะไรเลย เปิดหนังสือคู่มือก็ทำไปตามนั้น   มีเฉลยให้เสร็จสรรพว่านักเรียนตอบถูกผิดเป็นอย่างไร   

นี่คือคู่มือทำแคระครู

ทำให้ครูไม่ก้าวหน้าอย่างแท้จริงในความเป็นครู    ทำลายศักดิ์ศรีวิชาชีพครู    และที่ร้ายที่สุดทำลายคุณภาพการศึกษาไทย 

การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักนักเรียนก่อน    รู้จักนักเรียนทั้งชั้น/เป็นกลุ่ม และเป็นรายคน   แล้วจึงนำข้อมูลมาใช้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้   และประเด็นจับจ้องพฤติกรรมของนักเรียน    เพื่อใช้เป็น assessment for learning – AFL สำหรับครูใช้ประกอบการทำ CFB – Constructive Feedback   ให้นักเรียนได้คิดได้ปรับปรุงการเรียนรู้ของตน

โดยที่เป้าหมายการเรียนรู้ต้องครบทั้งองค์ ๔ คือ VASK      ในหนังสือคู่มือนั้น สนใจเฉพาะการเรียน K เท่านั้น    ไม่สนใจ V & A (ซึ่งสำคัญที่สุดต่อชะตาชีวิตของนักเรียน) เลย   

หนังสือคู่มือเหล่านี้ จึงน่าจะเป็นยาที่แรงมาก ออกผลได้ชะงัด ในการทำแคระไม่เฉพาะครู    แต่ส่งผลทำแคระต่อไปถึงนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของประเทศ

ปัจจัยใดก็ตาม ที่ยับยั้งการคิดไตร่ตรองก่อนปฏิบัติ ระหว่างปฏิบัติ และหลังปฏิบัติหน้าที่ครู    เป็นยาทำแคระสามเด้งนี้ทั้งสิ้น

ข้อเขียนนี้เขียนแบบ creative thinking   ซึ่งแปลว่า อาจผิดมากกว่าถูก

วิจารณ์ พานิช

๒๕ มิ.ย. ๖๕

ห้อง ๕๑๑ โรงแรมไมด้า  นครปฐม