กระทรวง อว. และภาคี ร่วมกันจัดเวที สร้างการเรียนรู้ของนักวิชาการ เพื่อการพัฒนาชีวิตและปัญญา และเชิญผมไปร่วมให้ข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ เรื่อง ประสบการณ์กับการศึกษาที่นำไปสู่การสร้างปัญญา ให้แก่อาจารย์จาก มรภ. และ มทร. จำนวนประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน    ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๕    โดยช่วงเวลาที่ผมแลกเปลี่ยน ๔๕ นาที   

ผมคิดว่าควรเริ่มจากการศึกษาที่ไม่นำสู่การสร้างปัญญา     ขอเสนอว่าได้แก่ การศึกษาที่ 

  • เน้นให้ท่องจำ เพื่อตอบข้อสอบ  และข้อสอบเน้นถามความจริงแบบถูกผิด หรือเลือกคำตอบที่มีให้ 
  • ครูอาจารย์สอนสาระ ให้เรียนทฤษฎีที่ชัดเจนตายตัว   ให้นักเรียนเชื่อ ยึดมั่นเป็นคัมภีร์ตายตัว   
  • เน้นการเรียนในห้องเรียน และห้องทดลองเท่านั้น   
  • สอนให้เชื่อ และทำตามรูปแบบหรือแนวทางที่กำหนด  
  • อยู่ในบรรยากาศ หรือ ระบบนิเวศการเรียนรู้ (learning ecosystems) แบบผู้น้อยต้องคล้อยตามผู้ใหญ่   ต้องไม่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจเหนือ    
  • เน้นเฉพาะด้านวิชาการ  ไม่เอาใจใส่ด้านคุณลักษณะส่วนตัว ด้านความประพฤติ การอยู่ร่วมทำงานร่วมกับผู้อื่น ด้านคุณธรรมจริยธรรม จิตใจ และจิตวิญญาณ
  • เน้นเรียนแบบแข่งขันตัวใครตัวมัน   
  • เน้นให้โจทย์ง่ายๆ  เพื่อศิษย์ไม่เครียด   
  • เน้นเฉพาะการเรียนในสถานศึกษา    ไม่เอาใจใส่ให้คุณค่าการเรียนรู้นอกสถานศึกษา ที่เป็นการเรียนรู้ในชีวิตจริง 
  • เน้นเฉพาะปัญญาภายนอก  เน้นเรียนเชิงเทคนิคเท่านั้น   ไม่เอาใจใส่ปัญญาเชิงสังคม   และปัญญาภายใน 

การศึกษาที่นำสู่การสร้างปัญญา ย่อมต้องตรงกันข้ามกับลักษณะข้างต้น   ต้องฝ่าหรือเอาชนะความเคยชินเดิมๆ     อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า     เป็นการศึกษาที่ 

  • พัฒนา ๗ แกนพัฒนาตัวตน ที่เสนอโดย Chickering & Reisser (1993) (Chickering’s Seven Vectors of Identity Development)    ซึ่งหมายความว่า การศึกษาต้องไปให้ถึงการพัฒนาด้านคุณค่าในตัวผู้เรียน    คือเกิดปัญญาในระดับคุณค่า   
  • เรียนผ่าน “วงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ” (Kolb’s Learning Cycle) เป็นหลัก   ดูรูป  เริ่มจากการตั้งเป้าว่าจะทำกิจกรรมเพื่อบรรลุผลอะไร  เพื่อเรียนรู้อะไร   แล้วลงมือทำ เป็นขั้นตอนที่ ๑   ระหว่างลงมือทำ สังเกตและสะท้อนคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  หรือต่อประสบการณ์ที่ได้รับ เป็นขั้นตอนที่ ๒    ตามด้วยการนำเอาข้อมูลจากประสบการณ์และการสะท้อนคิดมาตกผลึกเป็นหลักการ (conceptualization) หรือทฤษฎี (theory) เป็นขั้นตอนที่ ๓   แล้วนำหลักการที่สรุปได้ไปทดลองใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ต่อไป หรือในสถานการณ์เดิมแต่ปรับให้ทำได้ง่ายขึ้น หรือเกิดผลดียิ่งขึ้น เป็นขั้นตอนที่ ๔   

ผมมีความเห็นว่า คนเราจะเรียนรู้สู่ปัญญาได้จริง ต้องกล้าสร้างทฤษฎีด้วยตัวเอง    โดยสร้างจากการปฏิบัติ   คือต้องมั่นใจตนเองในระดับที่กล้าสร้างทฤษฎีเอง    แต่ก็ต้องถ่อมตัวโดยการนำทฤษฎีของตนไปเทียบกับทฤษฎีที่มีผู้ค้นพบมาก่อนแล้ว    เพื่อทำความเข้าใจในมิติที่ลึกซึ้งเชื่อมโยงยิ่งขึ้น    โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรวจสอบทฤษฎีในระดับ generalization (ใช้ได้ทั่วไป)   และระดับ contextualization (ใช้ได้ฉพาะบางบริบท)   ในส่วนทฤษฎีจำเพาะบริบทนี่แหละเป็นอิสรภาพที่เราจะคิดโต้แย้งทฤษฎีของปราชญ์ใหญ่ของโลกได้   

จะเห็นว่า “วงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ” คือเครื่องมือสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง     และสำหรับการเรียนรู้ภาคที่เป็นทางการ    วงจรนี้จะมีพลังสูงกว่า หากทำในสถานการณ์จริง (real life experience)    ไม่ใช่ทำในสถานการณ์สมมติภายในห้องเรียน หรือภายในสถาบัน   

  • เชื่อมโยงความรู้ปฏิบัติ กับความรู้ทฤษฎี    ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแห่งปัญญาระดับสูง    ทำโดยปรับขั้นตอนที่ ๔ ของ Kolb’s Learning Cycle  ไปเป็นนำหลักการหรือทฤษฎีสร้างเองในขั้นตอนที่ ๓ มาเปรียบเทียบกับความรู้ทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว   ตรวจสอบว่าส่วนใดสอดคล้องกัน  มีส่วนใดแตกต่างกันบ้าง   และส่วนที่แตกต่างเป็นความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญเพียงใด   หากมีความสำคัญจะได้ใช้เป็นโจทย์เพื่อเริ่มต้น  Kolb’s Learning Cycle ใหม่
  • ในการทำงานใดๆ ก็ตาม   ทำให้เป็นการหมุน “วงจรเรียนรู้สองวง” (double-loop learning) ไปพร้อมๆ กันกับการทำงาน   คือให้ได้ผลของการทำงานสองต่อ คือได้ทั้งผลงาน และได้การเรียนรู้   และไม่ใช่การเรียนรู้แบบธรรมดาๆ  ต้องได้การเรียนรู้แบบประเทืองปัญญา    คือเกิดการตั้งคำถามต่อสมมติฐานหรือทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังงานนั้น   
  • จัดกระบวนการเรียนรู้แบบ เรียนรู้เชิงรุก (active learning) 
  • เน้นหนุนให้ผู้เรียนพัฒนาความสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ (creativity & critical thinking) ใส่ตน  เท่าๆ กับการเรียนสาระให้เกิดการพัฒนาสมรรถนะ (competencies)   ทั้งสมรรถนะทั่วไป และสมรรถนะเฉพาะด้าน
  • มุ่งหนุนให้ผู้เรียนพัฒนา สมรรถนะแห่งอนาคต (future skills) ใส่ตน    เรื่องนี้ได้อธิบายไว้ในการบรรยายแก่ผู้บริหารของ มศว. เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔     ซึ่งเข้าไปชมได้ที่ (๑)  ท่านที่สนใจเรื่องอุดมศึกษาที่นำสู่ปัญญาควรเข้าไปชมอย่างยิ่ง จะคุ้มกับเวลา ๓ ชั่วโมงเศษของท่าน      
  • ตั้งโจทย์ท้าทาย  คือใช้หลัก high expectation, high support    เป็นการฝึกสมรรถนะ สู้สิ่งยาก    ไม่ท้อถอยยอมแพ้ง่ายๆ    ที่เรียกว่า perseverance  ที่เมื่อรวมกับ passion ต่อเรื่องนั้น  เรียกว่า grit    ซึ่งในภาคไทยคืออิทธิบาท ๔ (ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ วิมังสา) นั่นเอง    ปัญญาด้านสู้สิ่งยาก เป็นสมรรถนะสำคัญยิ่งต่อชีวิตในอนาคต   
  • ให้ความสำคัญต่อ ปัญญาปฏิบัติ (phronesis) มากพอๆ กับ หรือมากกว่า ปัญญาเชิงทฤษฎี (academic wisdom)   ซึ่งหมายความว่า มีการพัฒนาสมรรถนะในการสร้างความรู้ความเข้าใจในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง จากการทำงานหรือการใช้ชีวิต   สมรรถนะนี้เรียกว่า การเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด (reflective learning)    โดยต้องมีทั้งสมรรถนะเรียนรู้จากการสะท้อนคิดคนเดียว  และสะท้อนคิดเป็นกลุ่ม 
  • ฝึกสะท้อนคิดทั้งเพื่อพัฒนาวิธีปฏิบัติ   และเพื่อทำความเข้าใจความรู้ทฤษฎีในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับบริบทของงานและชีวิตของตน และของผู้อื่น   
  • มีบรรยากาศ หรือระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อการแสดงข้อคิดเห็นที่แตกต่าง     ไม่ถูกเยาะเย้ยว่าโง่หรือเพี้ยน    ยิ่งได้รับความชื่นชมว่ากล้าคิดแหวกแนว  ไม่คิดตามความเชื่อเดิมๆ เสมอไป    และได้รับคำถามต่อเนื่องว่ามีหลักฐานสนับสนุนข้อคิดเห็นนั้นอย่างไรบ้าง    ก็จะเป็นพื้นที่ส่งเสริมความสร้างสรรค์  ที่ต้องส่งเสริมการคิดฟุ้ง (divergent thinking)    แล้วสานเสวนากันสู่การคิดสรุป (convergent thinking) ในภายหลัง   โดยต้องเอื้อให้วงเสวนาอยู่กับความไม่ชัดเจน (ambiguity) นานเพียงพอ  คือไม่ด่วนสรุป    
  • ใช้พลังของความไม่ชัดเจน (ambiguity) เพื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์    และเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง                  

สรุปสั้นที่สุด การศึกษาที่นำสู่การสร้างปัญญาคือการศึกษาในสภาพจริงของเรื่องราวต่างๆ ที่มีสภาพซับซ้อน (complexity)  โดยมีทฤษฎีหรือหลักการช่วยเป็นกรอบการคิด   แต่ต้องไม่ติดกรอบ    ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับทฤษฎี    กล้าเถียงทฤษฎี กล้าตั้งทฤษฎี (เล็ก) จากการปฏิบัติของเราเอง   

การศึกษาเพื่อสร้างปัญญาเน้นฝึกตั้งคำถาม พอๆ กับฝึกหาคำตอบ     

วิจารณ์ พานิช

๑๗ ก.พ. ๖๕