โอมิครอนจะสั่งลาไหม
วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
20 มีนาคม 2565

หลายคนหวังว่าโอมิครอนอาจจะเป็นตัวปิดเกมส์ของโควิด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราอาจจะเร่งปิดเกมส์โดยให้คนไทยทั่วประเทศรับเชื้อโอมิครอนให้มันรู้แล้วรู้รอดไป เมื่อคนไทยมีภูมิมากพอทั้งจากวัคซีนและจากการติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว โอมิครอนก็คงจะคลายฤทธิ์ลง โควิดโดยภาพรวมก็จะสั่งลา กลายเป็นโรคประจำถิ่น คล้าย ๆ ไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่ง เราก็จะได้เปิดเศรษฐกิจให้เต็มที่ ให้การท่องเที่ยวฟี้นตัว จีดีพีกลับมาเป็นบวกมากหน่อย

ก่อนให้ความเห็นว่าโอมิครอนหรือโควิดจะสั่งลาหรือไม่ ผมขออธิบายนิยามต่าง ๆ ของการระบาดของโรคเท่าที่นักระบาดวิทยาเขาให้ คำจำกัดความ หรือ ความจำกัดคำ กัน

ขออนุญาตอ้างถึงภาษาอังกฤษซึ่งตั้งศัพท์พวกนี้ตามภาษาละติน คล้าย ๆ กับที่ทางสำนักราชบัณฑิตยสถานตั้งชื่อศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ให้คนไทยสมัยใหม่โดยใช้รากศัพท์ภาษาสันกฤตอย่างนั้นละครับ (ถ้าผมเข้าใจผิดก็กราบขออภัยทางสำนักราชบัณฑิตยสถานนะครับ)

คนไทยแปลคำว่า Epidemiology ในภาษาอังกฤษสองแบบ แบบแรกใช้คำว่า ระบาดวิทยา ซึ่งเป็นคำสมาสแบบอังกฤษและจีนเอาคำอธิบายขึ้นก่อนสิ่งที่จะอธิบาย ส่วนคำแปลอย่างเป็นทางการที่ไม่ค่อยมีใครใช้ คือ วิทยาการระบาด ซึ่งเป็นคำสมาสแบบไทย ๆ และอีกหลายภาษา ที่เอาคำอธิบายไว้ต่อท้ายสิ่งที่จะอธิบาย

บางคนบอกว่า Epidemiology มาจากคำว่า epi ซึ่งแปลว่า upon บวกกับ demos แปลว่าประชากร และ logy ซึ่งแปลว่า วิชา หรือ วิทยา ท่านเหล่านั้นพยายาบอกว่า epidemiology คือ วิชาที่ว่าด้วยปัญหาสุขภาพในระดับประชากร

ผมคิดว่าไม่เหมือนคนอื่น คน(ยุโรป)สมัยก่อนเขาคงไม่ได้สนใจสุขภาพประชากรสักเท่าไหร่ เขาน่าสนใจ epidemic หรือ โรคระบาดมากกว่า เอาตัว c ออก ใส่ logy ตรงท้าย กลายเป็น epidemiology ซึ่งผมว่าเป็น study of epidemic หรือ การศึกษาโรคระบาด

มาตอนช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 โรคระบาดเกิดน้อยลง นักควบคุมโรคระบาดคงกลัวตกงาน ก็เลยบอกว่าอย่ากระนั้นเลย เราศึกษาสุขภาพโดยรวมของประชากรดีกว่า

มาช่วงหลังนี่แหละครับ ที่มีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น อย่างเช่น อีโบลา ซิกา (ไวรัสติดผ่านยุงลายทำลายสมองเด็กในครรภ์ทำให้ศีรษะเล็กและพิการทางสมอง) แล้วก็โควิดทะยอยกันออกมาและแพร่ไปจนเป็นโรคระบาดทั่วโลก (pandemic) คนทั่วไปเลยให้ความสนใจนักระบาดวิทยาประเภทผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดมากขึ้น   นักระบาดวิทยาที่ไม่ค่อยได้สนใจโรคติดต่อก็ได้รับความสนใจน้อยลง

แต่อย่าลืมว่านักระบาดวิทยาของโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ ก็สำคัญมากนะครับ อย่างเช่นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ในผู้ใหญ่ หรือ ระบบสมองที่ผิดปรกติในเด็กอย่างเช่น ออติสซึม สมาธิสั้น ฯลฯ และปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่น พวกนี้ต้องการนักระบาดวิทยาไปวิจัยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรคติดเชื้อนะครับ

Epidemic ก็คือ การระบาด คือ ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและแพร่กระจายได้กว้างขวาง ภาษาอังกฤษมีอีกคำหนึ่งเรียกว่า outbreak ก็เป็นการระบาดเหมือนกัน แต่อยู่ในพื้นที่ซึ่งจำกัด และ ระยะเวลาจำกัด

ระยะเวลาระบาดสั้นหรือยาวขึ้นกับความรู้สึกของมนุษย์ โรคจู๋ในภาคอีสาน (อวัยวะเพศของชายหนุ่มหดเหลือเล็กนิดเดียว) เกิดขึ้นในเวลาสั้นจู๋ไม่กี่สัปดาห์ในไม่กี่จังหวัดก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย ระยะสั้นและวงจำกัดอย่างนี้ถือว่าเป็น outbreak

ระยะเวลายาวเป็นทศวรรษอย่างโรคเอดส์ เกิดขึ้นมาราว 40 ปีแล้ว มีคนป่วยตายจำนวนมาก อย่างนี้ต้องถือว่าเป็น epidemic ถึงแม้จะอยู่ติดต่อกันหลายปี

เมื่อระบาดไปได้พักหนึ่ง epidemic ก็จะหาที่อยู่ค่อนข้างเป็นหลักแหล่ง อย่างเช่น โรคเอดส์ปัจจุบันก็จะชุกชุมอยู่แถวแอฟริกา คำว่ามีอยู่ชุกชุม ตรงกับคำว่า endemic ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคติดต่อเสมอไป อย่างเช่นบางพื้นที่ของเมืองเป็น endemic area ของยาเสพติด

ผมนึกถึงคำว่า ดง ในภาษาไทย ซึ่งบ่งบอกว่ามีสิ่งนั้นมาก นอกจากมีอยู่ชุกชุมจนเป็น ดง แล้ว บางที endemic ก็ ส่อว่าที่อื่นไม่ค่อยมีสิ่งนี้ อย่างเช่น ดงตาล ในภาคเหนือและภาคกลาง มีต้นตาลมาก ดงเค็ง หรือ พื้นที่ซึ่งมีต้นลูกหยีมากเป็นชื่อเดิมของอำเภอประทายจังหวัดโคราช และ ดงยาง ในภาคใต้ (วิศวกรรมศาสตร์สงขลานครินทร์เรียกตัวเองว่า วิดวะดงยาง เพราะสมัยก่อนมหาวิทยาลัยสร้างอยู่บนเนินเขาที่มีต้นยางพาราจำนวนมาก) ดง จึงไม่ได้ใช้เรียกสิ่งที่ไม่ดีเท่านั้น เอาเป็นว่าเราจะยอมรับว่าโควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นของเราแต่เราจะไม่ยอมรับว่าเราเป็น ดงโควิด อย่างนั้นนะครับ


ความจริง คนที่บอกว่าทำให้โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นคงเหมือนกับเราทุกคน คือ อยากให้โควิดผ่านพ้นไปเร็ว ๆ เสียที ถ้าไม่ไปก็ขออย่าให้เกิดความเสียหายมากนัก คงไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยเป็น endemic area of COVID-19 หรือ เป็นดงโควิด

พ้นจากการเล่นคำ เรามาถึงคำถามทางระบาดวิทยาที่เป็นทางการแล้วว่าการเร่งการะระบาดจะลดความรุนแรงช่วยให้โรคสงบลงหรือไม่ ระบาดพ้นไปแล้วโรคจะกลับมาหรือไม่

ไม่เล่นคำแล้ว ผมก็หันมาแขวะเรื่องการจัดแบ่งภาษาวัฒนธรรม ที่เกี่ยวกับโควิดในช่วงนี้บ้าง

ถ้าเราติดตามสถานการณ์โควิดระหว่างประเทศ จะพบว่า ประเทศที่ใช้ภาษาอังโกลแซ็กซอน (อังกฤษ เยอรมัน) และภาษายุโรปอื่น ๆ เป็นผู้นำในการยอมอยู่และยอมตายกับโควิด ไม่ว่าจะมียอดป่วยหรือตายสูงเท่าไร เขาก็จะถอดหน้ากาก และดำเนินการทางเศรษฐกิจสังคมต่อไป

ประเทศที่รับภาษาวัฒนธรรมจากสันสกฤตในแถบเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า และ มาเลเซีย เขาข้ามผ่านโอมิครอนไปเรียบร้อยแล้ว โรคขึ้นเร็วก็ลงเร็ว เขาอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างปลอดจากโควิด

ประเทศตะวันออกไกลที่ใช้ตัวอักษรฮั่นจื้อ หรือ คันจิ (ตัวอักขระจีน) อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ยังระบาดหนัก คนตายกันมาก เขาอ้างว่าเพราะประเทศพวกนั้นไม่ค่อยได้ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ (แต่เราก็มีผู้สูงอายุอีกเกือบสองล้านคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเหมือนกันนะครับ)

ผมไม่มีคำตอบประเภทฟันธงสำหรับประเทศไทยที่รับวัฒนธรรมทั้งสันกฤตและจีนฮั่นและอังโกลแซกซอน ว่าระบาดวิทยาของเราจะเป็นอย่างฝ่ายไหน แต่เหมือนดูทัศนคติของเราต่อโควิดจะตามฝรั่งทุกฝีก้าว

ผมยังคิดว่าเรามีสถานการณ์ไม่เหมือนทั้งสามฝ่าย ทุกวันนี้โควิดโอมิครอนทำให้เราตายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นการตายเพิ่มอย่างช้า ๆ เราไม่ค่อยเชื่อตัวเลขจำนวนคนป่วยที่รัฐบาลรายงานแล้ว เพราะระบบรายงานไม่ได้เข้มข้นอีกต่อไป องค์การอนามัยโลกยังบอกเพิ่มเติมอีกว่าจำนวนรายงานการตายก็ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก อย่าเพิ่งประมาท

แต่เดิมการติดเชื้อโควิดเป็นข่าวใหญ่ เพราะเป็นเรื่องเกิดน้อย เมื่อเกิดกับคนมีชื่อเสียงก็กลายเป็นข่าวที่ผู้คนสนใจ ตอนนี้ผู้คนทั่วไปในไทยคงติดโควิดกันเต็มไปหมด เรื่องติดเชื้อโควิดเกิดกับคนธรรมดาจึงไม่เป็นข่าว เมื่อไม่เป็นข่าว ผู้กำหนดนโยบายและทรัพยากรก็ไม่โดนกดดัน จะทำอย่างไรก็ไม่ค่อยเป็นปัญหา โควิดที่ทำให้ผู้คนป่วยกันทั้งเมืองและตายมากขึ้นทุกวันจึงไม่ใช่ปัญหากดดันรัฐบาล ชาวบ้านต้องคิดเองว่าจะทำอย่างไร จะติดโรคช้าหน่อย หรือ ติดโรคเร็วหน่อยดี หรือ ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็คงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คงไม่มีใครอยากติดโควิด ถึงแม้ติดโอมิครอนแล้วไม่ป่วยหนักไม่ตาย แต่ผลเสียระยะยาวของโอมิครอนก็ยังไม่ทราบเพราะโอมิครอนเพิ่งระบาดได้ไม่นาน

ผมมีข่าวจากลูกศิษยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศพม่า เมื่อปีกลาย หมู่บ้านนี้ติดเชื้อเดลตารุนแรงมาก ลูกศิษย์ป่วยหนักอยู่ในหมู่บ้าน มีแต่เครื่องหนีบนิ้วดูระดับออกซิเจนในเลือดของตัวเองลดลง หาซื้อออกซิเจนบบจุถังก็ไม่ไม่มีขาย หยูกยาก็ไม่มี วิธีสู้โควิดเดลตามีอย่างเดียวคือ นอนคว่ำหนุนสะโพกสูงให้เสมหะระบายออกจากชายปอดได้สะดวก อากาศจะได้เข้าปอดได้ดีขึ้น ต้องนอนท่านี้อยู่ 2-3 ชั่วโมงกว่าระดับออกซิเจนในเลือดจะกลับมาปรกติ ระบาดครั้งนั้นมีชาวบ้านตายไปสิบคน อีกหนึ่งปีต่อมา คือ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็มีการระบาดใหม่ ชาวบ้านไม่ได้ตรวจทั้ง RT-PCR และ ATK เขาบอกว่าเนื่องจากเป็นกันเกือบทุกคนจึงน่าจะใช่โควิด แต่คราวนี้อาการไม่รุนแรง ไม่มีใครตาย ทุกคนเลยไม่มีใครสวมหน้ากากอนามัย ไม่กักตัวอยู่ที่บ้าน ทำอะไรกันตามปรกติ ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อคราวที่แล้วเวลาป่วยจะไม่ได้กลิ่น แต่คราวนี้เวลาป่วยจะไม่รับรสอาหาร

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านข้างต้น ส่อเค้าสองประการ

ประการแรก โควิดระบาดแล้วน่าจะระบาดซ้ำได้ ป่วยแล้วป่วยซ้ำได้ ถึงแม้อาการจะไม่รุนแรง

ประการที่สอง อย่างน้อยการติดเชื้อโควิดแต่ละครั้งไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบทางเดินหายใจ แต่รบกวนระบบประสาทส่วนหน้าของสมอง คือ การดมกลิ่นและการลิ้มรสด้วย

โรคติดเชื้ออื่น ๆ จำนวนมากมีอาการเริ่มต้นที่ระบบทางเดินหายใจ แต่ในที่สุดก็ทำร้ายระบบประสาท
โควิดก็น่าจะมีพฤติกรรมอย่างนี้เหมือนกัน หลังการติดเชื้อผลเสียระยะสั้นหมดไปทั้งสองระบบ แต่ผลเสียระยะยาวก็อาจจะอยู่กับคนจำนวนหนึ่งเหมือนกัน เรื่องนี้ต้องติดตามกันต่อไป อย่าได้ประมาท

ถ้าเราดูกราฟของโรคระบาดโควิด มันจะเป็นคลื่นขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด ทั่วโลกรวมกันมี 6-7 คลื่น แต่ประเทศส่วนใหญ่มี 3-4 คลื่น คลื่นลูกใหม่จะมาเมื่อภูมิต้านทานในระดับประชาชนอันมาจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อตามธรรมชาติลดลง และเมื่อมีเชื้อกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้ดีเกิดขึ้น เมื่อคนติดเชื้อกันมากถึงระดับหนึ่ง่การระบาดก็ลดลง โดยไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องติดเชื้อหมด

ดังนั้น ถ้าท่านโชคดี ท่านอาจจะไม่ติดเชื้อโอมิครอนจนกระทั่งโอมิครอนหายไปจากโลกก็ยังเป็นไปได้ แต่เมื่อหยุดระบาดไปพักหนึ่ง มีการระบาดรอบใหม่เชื้อรุ่นใหม่แพร่กระจายได้ดีกว่ารุ่นเดิม โอกาสที่ท่านจะหลุดรอดปลอดภัยไปตลอดน่าจะลดลงเรื่อย ๆ

ด้านที่ดีหน่อย คือ ดูเหมือนว่ายอดคลื่นรุ่นหลังสุดคือโอมิครอนจำนวนคนทั้งโลกจะต่ำกว่ายอดคลื่นเดลตา เราหวังว่าโควิดรุ่นต่อไปคนจะตายน้อยลงเรื่อย ๆแต่ก็อย่าลืมว่าเดลตาสร้างความเสียหายได้มากว่าสายพันธุ์แอลฟาหลายเท่านะครับ

ในประเทศไทยปัจจุบันจำนวนคนติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มขึ้นจนไม่มีใครสนใจตัวเลขแล้ว แต่ คนที่มีโอกาสจะติดเชื้อเพราะยังไม่เคยติดเชื้อก็น่าจะยังมีมากกว่าคนที่ติดเชื้อไปแล้ว คนเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงค่อยสุมไม่ให้ไฟโอมิครอนดับ และถ้าโอมิครอนดับไปแล้วก็จะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโควิดสายพันธุ์ใหม่ต่อไปอีก  ภัยจากโควิดจึงยังไม่สะเด็ดน้ำง่าย ๆ

สรุปแล้ว ผมเกรงว่าโควิดจะเป็นโรคประจำถิ่นที่ระบาดเป็นพัก ๆ อีกพักใหญ่ ๆ สาเหตุเกิดจากการที่โควิดกลายพันธุ์ตลอดเวลา ภูมิต้านทานข้ามสายพันธุ์และจากการฉีดวัคซีนมีไม่มากพอที่จะระงับการระบาด และเนื่องจากยังมีคนที่ยังไม่ติดเชื้ออยู่มาก  โอมิครอนจะไม่ใช่สายพันธุ์สุดท้ายของโควิด โอมิครอนไม่ใช่การสั่งลาของโควิด อย่าเพิ่งฝันหวาน เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะมาถึงในอนาคต