เช้าวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ผมเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบาย ของ สช. ที่เราเรียกกันว่า ประชุมกลุ่มสามพราน วันนี้เป็นเรื่องสุขภาพช่องปาก ผมจะไม่เล่าเนื้อหาสาระของการประชุม แต่จะเล่าบรรยากาศของการประชุม นำสู่การตีความทำความเข้าใจเรื่องกระบวนทัศน์ในชีวิตประจำวัน และในสถานที่ทำงาน ที่หล่อหลอมจิตใจและพฤติกรรมมนุษย์
พลังของที่ประชุมนี้ อยู่ที่ความเป็นเวทีวิชาการแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ แต่เข้มด้วยพลังอำนาจของปัญญา เน้นปัญญาเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เข้มด้วยพลังอำนาจของพื้นที่ปลอดภัย ที่สมาชิกทุกคนให้ข้อมูลและให้ความเห็นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ ผมจึงชอบเข้าไปฟังเงียบๆ เพื่อเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในเวทีดังกล่าว และเรียนรู้ข้อมูลลึกๆ ที่เอามาเสนอ ทำให้เวทีนี้มีสภาพเป็นเวทีวิชาการยิ่งกว่าเวทีวิชาการจริงๆ
อย่างวันนี้ เราได้ฟังข้อมูลเรื่อง “เป้าหมายสุขภาพช่องปาก ๘๐ ปี ฟันดี ๒๐ ซี่ ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ด้านสาธารณสุข” โดย ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม อดีต ผอ.สำนักทันตฯ กรมอนามัย, ทพญ. วรางคณา เวชวิธี ผอ.สำนักทันตฯ กรมอนามัย และ ทพญ. พูลพฤกษ์ โสภารัตน์ ผู้ประสานงานโครงการ ๘๐ ปีฟันดี ๒๐ ซี่ และเรื่อง “ทิศทางการขับเคลื่อนงานของคณะกรรมการประสานและพัฒนาระบบสุขภาพช่องปากสำหรับประเทศไทย” โดย ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ กับ ทพญ. สุณี วงศ์คงคาเทพ ที่ให้ข้อมูลวิชาการดียิ่ง
ในที่ประชุม มีผู้ให้ความรู้สึกตรงกันหลายคน ว่าบรรยากาศการประชุมในช่วงแรกไม่คึกคัก แต่คึกคักมากในช่วงหลัง สะกิดให้ผมเขียนบันทึกนี้ โดยไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเพื่อตำหนิติเตียนใครหรือวงการใด และต้องขออภัยไว้ หากข้อเขียนนี้ล่วงเกินท่านใด
ที่จริงเป้าหมายสุขภาพช่องปากที่กำหนดให้คนอายุ ๘๐ ปี มีฟันดี ๒๐ ซี่ เป็นเป้าหมายที่ดีมาก โดยเราเอาตัวอย่างมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากล้ำหน้าไทยไปนานและมาก จึงมีนโยบายดีๆ ด้านผู้สูงอายุ เป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นได้มาก
เป้าหมายผู้อายุ ๘๐ ปี มีฟันดี ๒๐ ซี่ นี้ กำหนดว่าในปี ๒๕๘๐ จะบรรลุได้ในร้อยละ ๕๐ ของผู้มีอายุ ๘๐ ปี ซึ่งตอนนี้ผมสอบตกไปแล้ว เพราะฟันดีของผมเป็นฟันเทียมเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งรากฟันและครอบฟัน
การนำเสนอช่วงแรกเป็นของกรมอนามัย จึงมีสภาพเป็นราชการจ๋า คล้ายๆ อยู่ในกรอบ แต่การนำเสนอช่วงหลังเป็นของทีมงานกึ่งราชการกึ่งภาคประชาสังคม จึงมีบรรยากาศของการคิดนอกกรอบ คิดเชิงยุทธศาสตร์ ตรวจสอบข้อมูล มากกว่าการนำเสนอแรก โดยที่จริงๆ แล้ว มีเป้าหมายเดียวกัน
ที่จริงการนำเสนอแรก ก็ไม่ได้ตีกรอบงานไว้เฉพาะในช่องปากเท่านั้นนะครับ ยังมองเชื่อมโยงไปยังสุขภาพทั่วไปของประชาชนด้วย กล่าวคือสุขภาพช่องปากเกี่ยวข้องกับการเป็นหรือไม่เป็นโรคอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพราะสภาพในช่องปากเป็นระบบย่อยของระบบเมตะบอลิกของร่างกาย แต่วิธีเสนอมันอยู่ในกรอบราชการ
ทางราชการประสบความสำเร็จเชิงนโยบาย “เครือข่ายวิชาชีพด้านทันตกรรม 26 องค์กร ประกาศเจตนารมณ์ ขับเคลื่อนนโยบาย 80 ปี ฟันดี 20 ซี่ เติมเต็มคุณภาพชีวิตเพื่อรณรงค์สร้างความ ตระหนักรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ลดความเหลื่อมลํ้าสิทธิการเข้าถึงระบบบริการด้านทันตกรรม พร้อมจัดเวทีเสวนาขับเคลื่อนนโยบาย “80 ปี ฟันดี 20 ซี่ เติมเต็มคุณภาพชีวิต” เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2564” ที่น่าชื่นชมยิ่ง
การนำเสนอช่วงหลังช่วยให้ได้ทราบว่า คณะกรรมการประสานและพัฒนาระบบสุขภาพช่องปากสำหรับประเทศไทย เกิดขึ้นโดยกลไกของ สช. คณะกรรมการนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๔ และระบุหน้าที่ประสานงานเท่านั้น โดยผมเข้าใจว่า ทำงานแบบไม่มีงบประมาณสนับสนุน คล้ายๆ กับคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาสําหรับบุคลากรด้านสุขภาพในศตวรรษที่ 21 (พ.ศ.2561-2570) ที่ผมเป็นประธาน และพบว่าการไม่ได้รับงบประมาณแผ่นดินกลับเป็นข้อดี หรือเป็นจุดแข็ง เพราะช่วยให้ไม่ต้องถูกครอบงำโดยระบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบแบบเถรตรง ที่เป็นกระบวนทัศน์ซ่อนเร้นที่ทำลายความสร้างสรรค์ของมนุษย์
ข้อมูลการนำเสนอของ ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ทำให้ผมตกใจ ว่าสภาพของสุขภาพช่องปากของคนไทยตกต่ำลงในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา และสุขภาพช่องปากของคนไทยด้อยกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเทียบกันไม่ติด นำสู่ข้อสันนิษฐานสาเหตุที่ผู้เข้าร่วมประชุมให้ข้อคิดเห็นว่า เป็นเพราะระบบการบริหารงานเชิงระบบที่ผิดพลาด ที่เอื้อประโยชน์แก่งานแก้ปัญหา ไม่ให้ความสำคัญต่อขั้นตอนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก
คุณหมอกฤษดา ในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นคนในภาคประชาสังคม โดยมีทักษะพิเศษด้านข้อมูล การบริหาร และด้านการสื่อสาร ข้อมูลที่เสนอจึงคมมาก กระตุ้นให้มีการอภิปรายกันอย่างมีชีวิตชีวา
ผมจึงได้ตระหนักว่า คนที่ทำงานอยู่ในระบบราชการนานๆ และก้าวหน้าเป็นอย่างดี มีความเสี่ยงในชีวิตที่จะมีกระบวนทัศน์ติดกรอบ หากจะให้กิจการใดมีความก้าวหน้า ต้องจัดให้มีคนหลายแบบเข้าไปทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีกระบวนทัศน์นอกกรอบราชการ
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ก.พ. ๖๕