แอ่วน่านกันเต๊อะ (10) วัดพระธาตุเขาน้อย เที่ยวสุดเท่ เสน่ห์ล้านนา
วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเขาน้อยที่ตำบลดู่ใต้ ในอำเภอเมืองน่าน ดอยเขาน้อยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 240 เมตร บนยอดเขาจะมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองน่านได้อย่างชัดเจน ด้านหน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น แต่ถ้าไม่สะดวกจะเดินขึ้นไป สามารถนั่งรถขึ้นไปจนถึงลานจอดรถด้านบนได้
พระธาตุเขาน้อยสร้างโดยมเหสีรองของเจ้าปู่เข็ง หรือพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 20 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะแบบพม่าผสมผสานกับศิลปะล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เจ้าผู้ครองนครน่านในสมัยต่อมาอีกหลายองค์ได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุโดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ในปี พ.ศ. 2449 - 2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2523
มีตำนานเกี่ยวกับพระธาตุเขาน้อยเล่าสืบต่อกันมาดังนี้
พระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นมาประทับบนยอดดอยเขาน้อย และประทับนั่งอยู่ใต้ต้นมะคับทองของตายายที่ทำไร่อยู่ข้างๆดอยแห่งนี้ ขณะที่ตาอนันทะเดินออกไปทำไร่ เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ก็ตกใจ รีบวิ่งกลับบ้านไปบอกยายเอื้อนซึ่งเป็นภรรยาว่า มียักษ์ตนหนึ่งเข้ามานั่งอยู่ใต้ต้นมะคับทองในไร่ของเรา ยายจงเอาฟักแฟงแตงเต้าไปให้มันเถอะ ส่วนตาเดินตามหลังในมือถือหอก หากว่าพวกยักษ์จะทำร้ายยายก็จะออกไปช่วย โดยใช้หอกที่ถือมาเป็นอาวุธ
พระพุทธเจ้าทรงล่วงรู้ว่า ณ ที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของพระพุทธศาสนา จึงมอบพระเกศา 2 เส้น ส่งให้แก่ตาอนันทะรับไว้ และบอกกับยายว่า ให้ส่งเต้าปูนทองแดงมาให้ พระอานนท์ก็อธิษฐานให้พระเกศาของพระพุทธเจ้าเข้าไปสถิตในเต้าปูนทองแดงนั้น แล้วส่งกลับคืนให้ตายายนำไปฝังไว้ใต้ต้นมะคับทองที่พระพุทธเจ้าประทับ เสร็จแล้วตายายทั้งสองก็พากันกลับบ้าน โดยไม่ไปที่ไร่ตรงบริเวณนั้นอีกเลย
ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับมาที่ไร่ของตายาย แล้วตรัสพยากรณ์ว่า "เมื่อตถาคตมาถึงเมืองนี้แล้วขึ้นไปบนเขานั้น สองผัวเมียคิดว่าเราเป็นยักษ์ ได้แบกหอกเดินตามหลังเมียมาเพื่อว่าจักแทงยักษ์ ถ้าเมียถูกจับกิน เมื่อสองตายายตายไปแล้วจักไปเกิดในสรวงสวรรค์ จนศาสนาล่วงไปจักได้เกิดมาเป็นพระยาเมืองนี้ จักมีนิสัยใจกล้าหาญ ชอบหอกดาบปืนผาหน้าไม้ และมีช้างม้ามากนักแล ส่วนนางผู้นั้นได้มาเป็นเมียน้อย และจักได้ก่อสร้างพระเกศาธาตุของตถาคต แล้วจักได้ชื่อว่า พระธาตุเขาน้อย ดังนี้แล"
พระพุทธองค์ทรงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งตัวเมืองน่านในปัจจุบัน แล้วตรัสว่า " ต่อไปสถานที่นี้จะเป็นที่ตั้งเมืองมีชื่อว่า นันทบุรี พระพุทธศาสนาจะมาเจริญรุ่งเรืองในอาณาเขตนี้ แล้วจะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ครบห้าพันปี"
นอกจากองค์พระธาตุเขาน้อย ภายในบริเวณวัดยังมีลานชมทิวทัศน์โดยรอบของเมืองน่านจากมุมสูงที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงลักษณะการตั้งเมืองของภาคเหนือ ที่มักเลือกทำเลที่ตั้งบนที่ราบลุ่มและหุบเขา
ในบริเวณลานที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุตมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่านนี้ เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามในยามเช้า ที่จะสามารถมองเห็นหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้ว่าจะไปถึงวัดพระธาตุเขาน้อยในช่วงสายประมาณ 10.00 น. ก็ยังพอมีหมอกให้เห็นอยู่ แต่จะเห็นวิวเมืองน่านได้ทั้งเมือง โดยมีภูเขาเป็นฉากหลังที่โอบล้อมเมืองเอาไว้ เป็นภาพที่สวยงามอลังการน่าประทับใจมาก
พระพุทธมหาอุตมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำด้วยทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542
ภายในวิหารประดิษฐานพระประธาน ศิลปกรรมแบบพม่า และมีภาพถ่ายและประวัติเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ผู้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุเขาน้อย นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประทับบนหลังม้า และด้านข้างเป็นตำหนักพระสุพรรณกัลยา พระเชษฐภคินีของสมเด็จพระนเรศวร ผู้ที่ตามตำนานกล่าวว่าเสด็จไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดี
วัดพระธาตุเขาน้อยอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองน่าน แม้จะชื่อวัดพระธาตุเขาน้อย แต่ความงดงามและทิวทัศน์สวยไม่น้อยเลย เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ต้องไม่พลาดชมเมื่อมาเที่ยวเมืองน่าน
"เที่ยวสุดเท่ เสน่ห์ล้านนา"
ขอขอบคุณ
- การบริการที่ดีเยี่ยมของบริษัททัวร์ฟ้าใสและทีมงาน
- ข้อมูลดีๆ ภาพสวยๆ จากไกด์เกม บัณฑิต ภิรมย์ภักดิ์ และไกด์วาว ศรันทรา พูลสวัสดิ์
- น้ำใจไมตรีจากเพื่อนร่วมเดินทางทุกท่าน













































