กสศ. จัดการประชุมปฏิบัติการ “การสอน Active Learning โดยใช้การคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์” แก่ นศ. ในโครงการครูรักษ์ถิ่น ระหว่างวันที่ ๓ - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง โดยมีคุณ Paul Collard และคุณ Di Fisher-Naylor จาก CCE เป็นวิทยากร นักศึกษาที่โชคดีได้เข้าร่วมคือ นักศึกษารุ่น ๑ ของ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง และของ มรภ. กาญจนบุรี รวม ๖๐ คน ผมโชคดีได้ไปสังเกตการณ์ระหว่างวันที่ ๔ – ๖
ผมเคยไปเข้าประชุม CCT ที่ลอนดอน ตอนปลายปี ๒๕๖๒ และเล่าไว้ที่ (๑)
บันทึกนี้ ได้จากการสะท้อนคิด โดยนำเอาประสบการณ์ทั้งสองมาใคร่ครวญร่วมกัน
ทั้งความสร้างสรรค์ (creativity) และการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) ที่ขอเรียกย่อๆ รวมกันว่า CCT เป็นสิ่งที่กำกวมคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน รวมทั้งมีความซับซ้อน อธิบายยาก แต่เมื่อเห็นพฤติกรรม ก็จะรู้ว่าคนนั้นหรือคนกลุ่มนั้น มีคุณสมบัตินี้ และเมื่อจบการประชุมตอนบ่ายวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ วิทยากรต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า นักศึกษากลุ่มนี้ได้พัฒนา CCT เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ต่างจากพฤติกรรมในวันแรกอย่างเห็นได้ชัด
คุณสมบัตินี้ต้องดูทั้งที่พฤติกรรมและผลงาน โดยที่งานที่มอบหมายต้องเป็นงานสร้างสรรค์ ซึ่งหมายความว่าคำสั่งงานต้อง “ดิ้นได้” หรือกำกวม (ambiguity) เปิดช่องให้ผู้รับคำสั่งได้ตีความ หรือคิดเอง เป็นการเปิดช่องให้ใช้ความสร้างสรรค์ ผมบอกที่ประชุมว่า ความกำกวม นำสู่อิสรภาพในการคิด และสู่การฝึกฝนพัฒนา CCT
ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อสี่สิบปีก่อน สมัยทำงานบริหารที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมมักได้รับคำบ่นว่าผมพูดเรื่องงานไม่ชัดเจน “ทำไมไม่บอกขั้นตอน ๑, ๒, ๓, ... มาเลย” ซึ่งตอนนั้นผมก็ตอบไม่ได้ แต่ผมรู้ว่า หากมีใครมามอบหมายงานแบบมีวิธีทำงานย่างตายตัวให้ผมทำ ผมไม่ชอบ รู้สึกอึดอัด
ถึงตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า การมอบหมายงานแบบมีคู่มือทำงานตายตัว เป็นการปิดกั้น CCT และเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า คนเราใช้ CCT ได้ในทุกกิจกรรม หากบรรยากาศและเงื่อนไขเอื้ออำนวย รวมทั้งเข้าใจด้วยว่า บรรยากาศในห้องเรียนของโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ มีส่วนปิดกั้นการพัฒนา CCT ของนักเรียน เพราะเด็กไม่มีโอกาสคิดเอง ทดลอง และสรุปเอง
ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน หากอยู่ในสังคมหรือหน่วยงาน ที่เคร่งครัดกฎระเบียบตายตัว ต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ก็จะติดนิสัยไม่คิดเอง หรือคิดไม่เป็น ซึ่งก็คือไม่มี CCT
CCT จึงขึ้นกับระบบนิเวศรอบตัวเด็ก และรอบตัวผู้ใหญ่ด้วย ที่เปิดโอกาสให้ได้คิดเอง ทดลอง และสรุปข้อเรียนรู้เอง ที่สำคัญ มีโอกาสได้ทำผิดพลาด เพื่อการเรียนรู้ในมิติที่ลึก ทั้งหมดนี้คือ “การเรียนรู้เชิงรุก” (active learning) ที่มีโจทย์ที่ท้าทาย
เสน่ห์ของการประชุมปฏิบัติการนี้คือ นักศึกษาได้รับโจทย์ให้ทำกิจกรรมที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลา ท้าทายทั้งโจทย์ และข้อจำกัดของเวลา รวมทั้งความคลุมเครือของโจทย์ โดยที่นักศึกษาต้องเสนอผลงานทั้งที่เป็นรูปธรรม และที่เป็นคำอธิบาย นอกจากนั้น นักศึกษายังได้ทำงานกลุ่มร่วมกับสมาชิกกลุ่มที่เปลี่ยนแบบสุ่ม อยู่เสมอ
การคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องของการทำโจทย์หรือตอบโจทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทย์ที่มีความซับซ้อน รวมทั้งอาจมีตวามคลุมเครือ ไม่ชัดเจน การฝึกจะได้ผลดีและเร็วหากทำเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม รวมทั้งได้ฝึกกับทีมที่เปลี่ยนสมาชิก เพราะจะได้เรียนรู้จากคนหลายๆ แบบ โดยที่การเรียนรู้การคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์ก็เหมือนการเรียนรู้อื่นๆ ที่ส่วนหนึ่งเป็นกระบวนการทางสังคม มีมิติของการเรียนรู้เชิงสังคมอารมณ์ (socio-emotional) อยู่ด้วย
การคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการฝึกแบบลงมือทำกิจกรรม โดยมีโจทย์ที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขและระบบนิวศแวดล้อมที่ถูกต้องเหมาะสม
ชีวิตที่ดีของคนในยุคสมัยนี้ และในอนาคต ต้องการคุณสมบัติความเป็นคนมีความคิดวิเคราะห์ และมีความสร้างสรรค์ การศึกษา และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน จึงต้องเอื้อให้เกิดคุณสมบัตินี้ ตามที่ได้สะท้อนคิดมาดังข้างต้น ที่สำคัญคือ ต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ระบบการศึกษาเป็นตัวปิดกั้นการพัฒนาคุณสมบัตินี้เสียเอง
วิจารณ์ พานิช
๗ ก.พ. ๖๕ ๑๗.๓๐ น. ล็อบบี้ โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง