ควบคุมจิตได้ จะได้กำไรชีวิต
ควบคุมจิตได้ จะได้กำไรชีวิต
ดร. ถวิล อรัญเวศ
ธรรมชาติของจิตคือการคิด คิดไปได้ไกล
ไปได้ไว แสงที่ว่าไว ใจเรายังคิดไปได้ไวกว่าอีก
เช่น คิดไปถึงดวงจันทร์ คิดไปถึงดาวอังคาร คิดไปได้
ในครอบจักรวาล
ธรรมชาติของจิต ไม่อยู่นิ่ง สุดแท้แต่คนแต่ละคน
จะควบคุมเอา
ใครควบคุมจิตได้ หรือมีทมะสูง ก็จะได้กำไร และมี
กลวิธีอีกหลาย ๆ วิธีในการควบคุมจิตควบคุมใจ
ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การตัดความวิตกกังวลออกไป
มีการกล่าวขานกันมาว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
แสดงว่า จิตสามารถนำกายได้
ในธรรมบท พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า มโน เช่น
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเน ภาสติ วา กโรติ วา ฯ
- มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน
- มโนเสฏฺา มีใจประเสริฐที่สุด
- มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ
- มโนกรรม การกระทำทางใจ คือการคิด
ลักษณะของจิต เช่น
- ทูรงฺคมํ รับอารมณ์แม้อยู่ในที่ไกลได้
- เอกจรํ เที่ยวไปดวงเดียวได้
- อสรีรํ แปลว่า ไม่มีร่างกาย
- คุหาสยํ มีถ้ำคือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย
ลักษณะของจิตตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว แบ่งได้ 2 อย่างคือ
สามัญญลักษณะ
อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ตั้งอยู่ไม่ได้ตลอดกาล
มีการแปรผันเสมอ มีภาวะที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายไป
ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้ตลอดไป เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน มีอาการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
หรือเป็นภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว
อนัตตา ไม่มีตัวตน ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาให้ยั่งยืน
หรือให้คงทนอยู่ไม่ได้ บังคับให้เกิดและดับไม่ได้ เพราะความไม่มีตัวตนนั้นเอง
วิเสสลักษณะ
มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้เกิดเป็นจิต 4 ประเภทคือ
การรู้แจ้งในอารมณ์
เป็นประธานในการรู้ทั้งปวง (โดยอาศัยอายตนะทั้ง 6)
การเกิด ดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย
แต่เมื่อกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของจิตที่เป็นไปบุคคลทั่วไป หรือเกิดขึ้นแก่ปุถุชน
อาจมีลักษณะที่พอสรุปได้ดังนี้
ผนฺทนํ ดิ้นรน
จปลํ กวัดแกว่ง
ทุรกฺขํ รักษาได้ยาก
ทุนฺนิวารยํ ห้ามไว้ได้ยาก
ทุนฺนิคฺคหํ ข่มได้ยาก
กามนิปาตนํ มักตกไปสู่กามารมณ์เสมอ
สุณิปุนํ เป็นสภาวะที่ละเอียดอ่อน
ลหุ เกิดและดับเร็ว
ดังนั้น จะต้องมีการบริหารจิต บำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็ง
บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง
ลักษณะของสมาธิ คือ จิตจะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ
ปลอดโปร่ง และมีความสุข
ในวันหนึ่ง ๆ จิตของเราคิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า
หากไม่ได้มีการบำรุงรักษาหรือบริหารจิตของเราให้เข้มแข็งบริสุทธิ์ผ่องใส
จิตจะอ่อนแอ หวั่นไหวต่อเหตุการณ์รอบตัวได้ง่าย เช่น แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ เสียใจ โกรธ ดีใจ หรือเกิดความอยากได้
เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว
อุบายทำจิตให้สงบ ได้แก่ ตัดนิวรณ์ 5 ออกไป ได้แก่
กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อันเป็นวิสัยของกามารมณ์
พยาบาท ความผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ
ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญธรรม
อุทธัจจกุกกุจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน และความรำคาญหงุดหงิดง่าย
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลในการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลจริงตามที่คิดไว้หรือไม่เพียงใด
นอกจากนี้แล้วก็ ใช้วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ อุบายเรืองปัญญาหรือวิธีฝึกอบรมปัญญาให้เกิด
ความรู้ตามที่เป็นจริงโดยการพิจารณาให้เห็นถึงนามรูป ซึ่งจะสามารถทำลายอวิชชาลงได้
สมถะและวิปัสสนาต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันกล่าวคือ เมื่อปฏิบัติสมาธิจนสงบจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน
ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้อบรมปัญญาได้ เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งก็จะกำจัดอวิชชาลงได้ ซึ่งจะส่งผลมายังจิต
ให้สงบ เยือกเย็นละเอียดมากยิ่งขึ้น
การฝึกจิตเป็นการดี
จิตที่ฝึกได้ดีแล้วจะนำประโยชน์สุขมาให้
คนที่ฝึกจิตได้ดีแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
ดังนั้น ใครสามารถฝึกจิต หรือข่มจิตข่มใจได้
จะได้กำไรชีวิตนั้นเอง
