สุดยอดของคู่รักที่ดี : มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมทน
สุดยอดของคู่รักที่ดี : มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมทน
ดร. ถวิล อรัญเวศ
ที่ใดมีรัก ที่นั้นย่อมจะมีสุขและทุกข์
แต่ที่ใดเป็นนิพพาน ที่นั้น ก็จะมีสุขอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การที่จะไปสู่ประตูแห่งนิพพานนั้น ย่อม
ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยความแก่กล้าแห่งบุญบารมีที่ได้สั่งสมบำเพ็ญ
เพียรบารมีมาเป็นเวลาหลายร้อยกัลป์
ในเมื่อชีวิตเรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่บนโลกใบนี้
ก็ย่อมอยู่บนความสุขของโลก ซึ่งประกอบด้วยโลกธรรม 8
ประการ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา ก็ย่อม
มีสรรเสริญ มีสุข ก็ย่อมมีทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้
เราต้องเรียนรู้ ตรองตามให้เห็นจริง และเข้าใจแก่นแท้ของ
โลก จึงจะสามารถดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข
พระพุทธศาสนา สอนเราให้มีทางเลือกที่หลากหลาย
มีความหลากหลายของธรรมะเหมือนกับสวนไม้ดอกนานาพรรณมีดอกไม้หลากสีสันให้คนเลือกเก็บได้ตามต้องการ ธรรมมีจำนวนมากมายหลายประเภทพร้อมที่จะให้แต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติได้ตามความต้องการ ตรงตามจริตของแต่ละคนใครอยากไปนิพพานก็มีโลกุตรธรรมสำหรับคนที่ต้องการพ้นโลก ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในโลกนี้ก็มีโลกิยธรรมให้นำไปปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน
การอยู่บนโลกใบนี้ ก็ย่อมจะมีชีวิตที่มีคู่รัก คู่ชีวิต หรือ
สำหรับสามีภรรยาที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตการแต่งงานก็มีธรรมะสำหรับคนครองเรือน
ให้เลือกปฏิบัติก็คือ
“ฆราวาสธรรม 4” คือ สัจจะ ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน ทมะ รู้จัก
ช่มจิตข่มใจเอาไว้ได้ ขันติ ความอดกลั้น อดทน และจาคะ
การเสียสละให้อภัยแก่กันและกันได้
มีการกล่าวกันว่า เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่
การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวกันโดยไม่มีการหย่าร้าง ถือไม้เท้ายอดทอง
ไม้กระบองยอดเพชร
สำหรับคู่รัก คู่ชีวิต หรือสามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวนั้นได้ก็ต่อเมื่อมี
การปฏิบัติธรรมร่วมกันการปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมหรือ
วิกฤตชีวิตต่าง ๆ ไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่มั่นคง มั่งคั่ง
และยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติตามฆราวาสธรรม 4 ซึ่งเป็นธรรมะสำหรับฆราวาส หรือผู้ครองเรือน
คำว่า ธรรม หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรม ได้แก่ คุณงามความดี่ หรือสมบัติที่ดีภายในจิตใจของคนเรา เช่น
ความจริงใจซื่สัตย์ต่อกันการรู้จักยับยั้งข่มจิตข่มใจเอาไว้ได้เวลาไม่สบอารมณ์ความอดทนอดกลั้น
และการให้อภัยแก่กันและกันได้ ไม่สุดโต่งจนเกินไป
จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่แต่ละคนแสดงออกมาให้เห็นเด่นชัด
คนเราจะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเองครอบครัว และสังคม และประเทศชาติ
จริยธรรมเป็นพฤติกรรมซึ่งคนเราได้แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัด ซึ่งคนอื่นสามารถรับรู้
และประเมินได้ว่าเรามีจริยธรรมมากน้อยเพียงใด เช่น การที่สามีภรรยาต้องให้เกียรติกันและกัน
เป็นจริยธรรมอย่างหนึ่ง คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ให้เกียรติกันและกันหรือไม่
มากน้อยเพียงใดตรงกันข้ามกับคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจซึ่งยากที่คนทั่วไปจะตรวจสอบได้
ว่ามีมากน้อยเพียงใด เช่น ความรักเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะมองเห็นความรัก
ภายในจิตใจของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด เท่าที่คนทั่วไปจะทำได้ก็คือคาดคะเนจากพฤติกรรม
ภายนอกของเราว่าเรามีความรักในใจมากน้อยแค่ไหนจนกว่าคู่รักนั้น จะมีการแสดงจริยธรรมที่ดีออกมาให้เห็น
คุณธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรม เมื่อคู่สมรส หรือสามีภรรยา มีคุณธรรมคือความรักกันและกัน
อยู่ในหัวใจ เขาทั้งสอง ก็จะปฏิบัติหน้าที่ของสามีภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจความรักทำให้สามีภรรยา
ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อครอบครัวของเขา ดังนั้น ความรักจึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต
การแต่งงาน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่าคู่ที่แต่งงานกัน
โดยไม่มีความรัก เพราะความรักจะทำให้คู่รักยอมลงเอยให้กันและทนกันได้
ท่านว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ
๑. เปมะ
ความรักแบบโรแมนติกซึ่งเกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) บุพสันนิวาส
หญิงชายเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อเกิดใหม่มาพบกันในชาตินี้จึงเป็นเนื้อคู่กันและรักกัน (๒)
การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรัก แม้หญิงชายจะ
ไม่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งคู่ก็รักกันได้เพราะความมีน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่งที่
คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
๒. เมตตา
ความรัก ความปรารถนาดีหรือความหวังดีที่จะให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเกิดจากการมอง
เห็นความดีงามหรือความน่ารักของคนอื่นแล้วเกิดความประทับใจจนถึงกับคิดส่งเสริมให้เขามี
ความดีงามหรือความน่ารักยิ่งๆขึ้นไป ชีวิตการแต่งงานที่จะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนานได้ถ้า
มีความรักทั้งสองอย่างคือมีทั้งความรักแบบโรแมนติกและความรักแบบเมตตาเป็นพื้นฐาน
ความรักแบบโรแมนติกสร้างความสุขความเพลินใจเมื่ออยู่ใกล้คนรัก แต่ไฟแห่งความรักใคร่
มักโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน ความเคยชินเพราะอยู่ด้วยกันมานานก็มักอาจจะทำให้ความรักใคร่จืดจางหายไปได้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีความรักแบบเมตตาตามประกบความรักใคร่เพื่อให้ความรักยั่งยืนยาวนาน
ความรักแบบโรแมนติกถูกความน่ารักน่าปรารถนาของคู่ครองเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์รัก
ความรักใคร่นี้มีธรรมชาติไม่แน่นอน เวลาใดคนรักทำตัวมีเสน่ห์น่ารัก เวลานั้นอารมณ์รักใคร่ก็จะเบ่งบานมีพลัง
เวลาใดคนรักเอาแต่ใจทำตัวไม่น่ารัก เวลานั้นความรักใคร่ก็จะอับเฉาร่วงโรยไป ประดุจใบไม้ที่แก่
ความรักใคร่แบบโรแมนติกจึงมีสภาวะขึ้นลงตามปัจจัยเงื่อนไขภายนอกอันได้แก่กิริยาอาการของ
คนรักเป็นสำคัญ จะต้องรักษากิริยาอาการเอไว้ได้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
มีเรื่องเล่ามาว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังทรงสำราญพระราชหฤทัยอยู่กับ
พระมเหเสีชื่อว่าพระนางมัลลิกาเทวี พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระมเหสีว่า
"เธอรักใครมากที่สุด"
การที่พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามอย่างนี้แสดงว่าทรงอยู่ในอารมณ์โรแมนติกและหวังว่า
จะได้รับคำตอบแบบโรแมนติก แต่พระนางมัลลิกาเทวีกลับทูลตอบว่า "หม่อมฉันรักตัวเองมากที่สุด"
พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับหมดอารณ์โรแมนติก ทรงนำเรื่องนี้ไปเล่าถวายพระพุทธเจ้าและตรัสถามว่าทำไมพระมเหสีจึงกล่าวอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าเพราะพระนางมัลลิกาเทวีเป็นคนตรงจึงกล้าพูดความจริงที่ว่าคนทุกคนรักตัวเองมากที่สุด พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ในที่อื่นว่านัตถิ อัตตะสะมัง เปมัง ไม่มีรักใดไหนเล่าจะเท่ารักตนเอง
ความรักใคร่แบบโรแมนติกเกิดโดยสิ่งเร้าภายนอกจากคนรักเป็นสำคัญจึงมีสภาวะไม่คงที่ถาวร สามีภรรยาที่ประสงค์จะทำให้ความรักใคร่เข้มแข็งมั่นคงต้องผสมความรักแบบโรแมนติก กับความรักแบบเมตตาชนานกัน
ความรักแบบโรแมนติกเปรียบเหมือนรถยนต์ที่อาศัยคนอื่นคอยเติมเชื้อเพลิงให้อยู่เสมอจึงจะสามารถวิ่งแล่นไปได้ แต่ความรักแบบเมตตาเปรียบเหมือนรถยนต์ที่เจ้าของผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไม่มีขีดจำกัดจึงแล่นไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะความรักแบบเมตตาเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นมาเองด้วยการฝึกมองให้เห็นความดีงามของคนอื่น คนเราจะมีเมตตาในใจได้ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี ถ้าสามีภรรยาสามารถฝึกใจให้มองแต่แง่ดีของคู่ครอง ต่างฝ่ายต่างจะรักกันและกันได้ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่อยู่ด้วยกันมานานจนพบข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มปรากฏออกมา สามีภรรยาต้องสามารถทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นไปได้และเพ่งความสนใจไปอยู่ที่ความดีงามของคู่รัก
ดังคำประพันธ์ที่ว่า
“หากมองโลกในแง่ดีจะมีผล
หากเห็นคนอื่นดีจะมีค่า
จงปลุกใจให้เกิดศรัทธา
ตั้งหน้าตั้งตาทำดีจะเกิดผลบุญ”
การที่เราหมั่นฝีกใจมองแต่แง่ดีของเขาอย่างนี้เรียกว่าการแผ่เมตตา ใจของคนแผ่เมตตาจะเต็มไปด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ๆ นั่นคือ พ่อแม่พร้อมที่จะรักลูกของตนโดยมองข้ามความบกร่องของลูกได้ ฉันใด คนแผ่เมตตาก็สามารถที่จะรักและให้อภัยคนอื่นได้ เสมอฉันนั้น
สามีภรรยาต้องฝึกแผ่เมตตาให้กันและกันเป็นนิตย์ ความรักแบบเมตตาไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นของคู่ครอง แต่เกิดจากการที่แต่ละฝ่ายเป็นผู้กำหนดความสนใจให้พุ่งเป้าไปที่ความดีงามหรือความน่ารักของอีกฝ่ายหนึ่งต่างหาก ความรักแบบเมตตาจึงดำเนินไปอย่างไม่รู้จักจบ เรียกว่าอัปปมัญญา คือไม่มีขีดจำกัด ไม่มีประมาณ ตราบใดที่สามีภรรยายังนึกถึงความดีงามของอีกฝ่ายหนึ่ง ตราบนั้น ความรักแบบเมตตาก็ยังคงอยู่ตลอดไปอยู่นั้นเอง
แต่ความรักแบบโรแมนติก อาจจะมีวันจืดจางไปเมื่อความหล่อ หรือความสวยงามร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ความรักแบบเมตตายังคงที่คงทนเพราะไม่ได้ใส่ใจความสวยงามภายนอกที่ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเพ่งความสนใจไปที่ความดีงามภายในจิตใจของอีกฝ่ายด้วย นั่นคือความรักแบบเมตตาใส่ใจคนรักในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์และเป็นเพื่อนชีวิตของเรา
ในพิธีแต่งงาน การแต่งงานตามประเพณีไทยต้องมีพิธีหลั่งน้ำสังข์ ซึ่งเป็นการสอนธรรมให้กับคู่บ่าวสาวว่าจะต้องมีความรักความเมตตาต่อกันและอยู่ครองคู่กันโดยไม่แตกแยกเหมือนกับสายน้ำสังข์ที่หลั่งรดมือนั้น คนโบราณได้ว่าคาถาหลั่งน้ำสังข์ให้พรคู่ บ่าวสาวว่า
"อิทัง อุทะกัง วิยะ สะมัคคา อภินนา โหถะ ขอเธอทั้งสอง
จงปรองดองไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้เถิด" ดัง
คำประพันธ์ที่ว่า
“ขอให้คู่รักทั้งสอง อยู่ครองสมาน
ดุจดังสายธาร สะอาดสดใส
สายน้ำมิได้แยกแตกกันฉันใด
ขอให้สองดวงใจ
จงเป็นดุจสายธารแห่งน้ำฉันนั้น เทอญ”
อย่างไรก็ตาม ความรักแบบเมตตาเป็นเพียงคุณธรรมหนึ่งในสี่ข้อที่เป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตการแต่งงาน คุณธรรมทั้งสี่ข้อรวมเรียกว่า พรหมวิหารธรรม แปลว่าธรรมเครื่องอยู่ของพรหมคือผู้ประเสริฐ ซึ่งประกอบด้วยเมตตา (ความรัก) กรุณา (ความสงสาร) มุทิตา (ความพลอยยินดี) และอุเบกขา(ความวางตนเป็นกลาง)
คำว่า พรหมวิหารธรรม ที่แปลว่าธรรมเครื่องอยู่ของพรหมนี้ชวนให้นึกถึงภาพของพระพรหม ๔ หน้า พระพรหมใช้หน้าแต่ละหน้าไว้ดูแต่ละทิศทาง ฉันใด สามีภรรยาก็ใช้พรหมวิหารธรรมแต่ละข้อเพ่งพินิจลักษณะแต่ละด้านของคู่ครอง ฉันนั้น
คุณธรรมทั้งสี่ข้อมีหลักปฏิบัติเหมือนกันตรงที่ว่าตัวเราเองเป็นผู้สร้างคุณธรรมเหล่านั้นให้เกิดขึ้นในใจด้วยการกำหนดทิศทางแห่งความสนใจให้เพ่งพินิจไปยังลักษณะแต่ละด้านของคนอื่นซึ่งจะช่วยให้เกิดความรัก ความสงสารความพลอยยินดีและความวางเฉยขึ้นในใจของเรา เช่น เมื่อเราเพ่งความสนใจไปที่ความดีงามของคนอื่น เราจะมีความรักแบบเมตตาต่อเขา แต่เมื่อเราเพ่งความสนใจไปที่ความทุกข์ระทมของเขา เราจะรู้สึกสงสารคือมีความกรุณาต่อเขา
พรหมวิหารธรรมข้อที่ ๒ คือกรุณา หมายถึงความสงสารหวั่นใจปรารถนาจะช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ เมื่อคู่ครองของเราประสบความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ในขณะนั้น เราหยุดเพ่งพินิจความดีงามของเขาเป็นการชั่วคราว แต่หันไปให้ความสนใจต่อความเจ็บป่วยของเขาเพื่อดูแลกันในยามเจ็บไข้ คู่ครองต้องไม่ทอดทิ้งกันในยามจนและยามเจ็บป่วย ที่สำคัญก็คือคู่ครองต้องยืนหยัดเคียงข้างช่วยประคับประคองให้อีกฝ่ายหนึ่งผ่านพ้นจากปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ ดังคำกล่าวที่ว่า "มีทุกข์ร่วมทุกข์ มีสุขร่วมเสพ" มีทุกข์ร่วมทุกข์ด้วยกรุณา มีสุขร่วมเสพด้วยเมตตานั้นเอง
พรหมวิหารธรรมข้อที่ ๓ คือ มุทิตา หมายถึงความพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีสุข เวลาที่คู่ครองของเราประสบความสำเร็จในชีวิต เราต้องแสดงความยินดีอย่างจริงใจด้วยมุทิตา คู่สามีภรรยาจะไม่อิจฉาริษยากันเองเพราะมองเห็นความสำเร็จของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นความสำเร็จของส่วนรวมคือครอบครัว ต่างฝ่ายต่างเป็นกำลังใจให้กันและกันเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จจนสามารถพูดได้เต็มปากว่าเบื้องหลังความสำเร็จทุกครั้งต้องมีเขาคนนั้นเป็นกำลังใจให้เสมอ
พรหมวิหารธรรมข้อที่ ๔ คือ อุเบกขา หมายถึงมีใจเป็นกลาง วางเฉยต่อสภาวะอันไม่น่าพอใจของคนอื่น เมื่อสามีภรรยามาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันทั้งด้านการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับความแตกต่างนั้นด้วยอุเบกขา คือยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองบ้างโดยไม่มีการก้าวก่ายแทรกแซงจนเกินไป การฝึกมองข้ามข้อบกพร่องของกันและกันก็เป็นอุเบกขาธรรมอย่างหนึ่งซึ่งจะช่วยให้ทนอยู่ด้วยกันไปได้ ดังที่พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ประพันธ์ไว้ว่า
“เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ ต่อโลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย”
นอกจากนี้ เรื่องญาติสนิทมิตรสหายของแต่ละฝ่ายอาจเป็นชนวนให้ปวดเศียรเวียนกล้าได้ถ้าหากไม่รู้จักวางใจเป็นอุเบกขาธรรม ด้วยการปรับตัว ทำใจให้ยอมรับซึ่งกันและกัน แม้ใจจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเกลียดชังกัน แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ถึงกับต้องแตกแยก นั่นคืออุเบกขาธรรม ซี่งจะทำให้สามีภรรยาทนกันได้โดยไม่ต้องหย่าร้างเพราะเกิดอาการที่เหลือสุดจะทนต่อไปอีกได้
พรหมวิหารธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นคุณธรรมพื้นฐานภายในจิตใจที่จะทำให้คู่บ่าวสาว สามารถปฏิบัติหน้าที่ของสามีภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจ หน้าที่จัดเป็นจริยธรรมเพราะเป็นเรื่องที่ต้องประพฤติปฏิบัติ หรือแสดงออกมา พระพุทธเจ้าทรงแสดงหน้าที่ของสามีภรรยาไว้ในสิงคาลกสูตร ดังนี้
สามีต้องปฏิบัติบำรุงภรรยา ดังนี้
๑. ยกย่องให้เกียรติในฐานะภรรยา
๒. ไม่ดูหมิ่น
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน
๕. ให้เครื่องประดับเป็นของขวัญตามโอกาสอันควร
ภรรยาต้องปฏิบัติบำรุงสามี ดังนี้
๑. จัดการงานบ้านให้เรียบร้อย
๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓. ไม่นอกใจ
๔. รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง
เมื่อว่าตามแนวสิงคาลกสูตรนี้ พิธีแต่งงานของชาวพุทธควรกำหนดให้คู่บ่าวสาวกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระรัตนตรัยคือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตามแนวสิงคาลกสูตรโดยฝ่ายเจ้าบ่าวเริ่มก่อนว่า
" ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระรัตนตรัยว่า ข้าพเจ้าจะรักและซื่อสัตย์ต่อภรรยาของข้าพเจ้าตลอดชีวิต จะยกย่องให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้าน และให้เครื่องประดับเป็นของขวัญตามโอกาสอันควร"
ฝ่ายเจ้าสาวกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระรัตนตรัยว่า ข้าพเจ้าจะรักและซื่อสัตย์ต่อสามีของข้าพเจ้าตลอดชีวิต จะจัดการงานบ้านให้เรียบร้อย สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี ไม่นอกใจ รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้ และขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง"
คำปฏิญาณของคู่บ่าวสาวนี้ควรถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธีแต่งงานแบบพุทธ
จริยธรรมของสามีภรรยาในสิงคาลกสูตรนี้เน้น
การแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ นั่นคือ สามีเป็นฝ่ายทำงานหารายได้เข้าบ้าน ในขณะที่ภรรยาเป็นใหญ่ในงานบ้าน แต่สามีภรรยาในยุคปัจจุบันอาจช่วยสนับสนุนบทบาทของกันและกันก็ได้ เช่น ภรรยาออกไปทำงานหารายได้นอกบ้าน สามีช่วยภรรยาทำงานบ้าน แต่ไม่ว่าใครจะทำบทบาทใด สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจก็คือต้องมีเวลาให้ความรักและความอบอุ่นแก่สามีภรรยาและบุตรธิดา ความรักและความอบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสมาชิกภายในครอบครัว บางที ความสำเร็จและความรุ่งเรืองในหน้าที่การงานนอกบ้านก็ไม่สามารถจะแทนที่ความรักและความอบอุ่นภายในบ้าน ดังเรื่องต่อไปนี้
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่อากาศหนาวจัด แม่คนหนึ่งกำลังเตรียมอาหารมื้อเย็นอยู่ภายในบ้าน มองออกไปนอกบ้านก็เห็นชายชรา ๓ คนนั่งผจญความหนาวอยู่ใต้สะพานลอยหน้าบ้าน แม่จึงบอกลูกชายให้ไปเชิญชายชราทั้งสามคนเข้ามาทานซุปร้อนๆภายในบ้าน
ลูกชายหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมารายงานว่า "คุณลุงทั้งสามคนไม่เคยรับเชิญเข้าบ้านพร้อมกัน พวกเขาบอกว่าคุณแม่เลือกเชิญได้เพียงคนเดียว ไม่ทราบว่าจะให้เชิญคนไหน"
แม่สั่งให้ลูกชายไปถามชื่อของคุณลุงทั้งสามก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ลูกชายวิ่งไปถามชื่อแล้วกลับมารายงานว่า คนแรกชื่อนายรัก คนที่สองชื่อนายสำเร็จ คนที่สามชื่อนายรุ่งโรจน์
แม่สั่งลูกให้ไปเชิญนายรักเข้าบ้าน
ลูกชายหายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาพร้อมชายชราทั้งสามคน
แม่อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า "ตอนแรกลุงบอกว่าจะรับเชิญเข้าบ้านได้เพียงคนเดียว ทำไมตอนนี้จึงมาพร้อมกันทั้งสามคน"
ชายชราตอบว่า "นั่นขึ้นอยู่กับว่าท่านเชิญใครเข้าบ้าน ถ้าท่านเชิญนายสำเร็จหรือนายรุ่งโรจน์ ท่านจะได้เพียงคนเดียว แต่ถ้าท่านเชิญนายรักเข้าบ้าน นายสำเร็จและนายรุ่งโรจน์จะตามเข้าบ้านมาด้วย"
ความรักสามัคคีมีอยู่ในที่ใด ที่นั่นก็จะประสบความสำเร็จและความรุ่งโรจน์ แต่ที่ใดเน้นแต่ความสำเร็จหรือความรุ่งโรจน์ ก็ไม่แน่ว่าที่นั่นจะมีความรัก
ความรักย่อมเป็นพื้นฐานชีวิตครอบครัว เมื่อมี
ความรักอยู่ภายในบ้าน ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองก็จะตามเข้าบ้านมานั้นเอง
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง
รุ่งโรจน์ คู่รักคู่สมรสจะต้องประคับประคองสิ่งเหล่านี้ไว้
เพื่อจะได้เป็นดังคำที่ว่า “ถือไม้เท้ายอดทอง ไม้กระบอง
ยอดเพชร”
ธรรมะเรื่องความรักจากบทเพลง
ความรัก
พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงบ่อเกิด
ของความรักไว้ 2 ประการ
ดังบทบาลี พุทธภาษิต คือ
“ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํ ว ยโถทเก”
ความรักย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ
๒ ประการคือด้วยการได้อยู่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันในปางก่อน
และด้วยการเกื้อกูลอุดหนุนค้ำจุนกันในปัจจุบัน
ความรักเกิดเพราะอยู่ร่วมกันในปางก่อนที่เรามักกล่าวกันคือ บุพเพสันนิวาส
เป็นการได้เคยอยู่ร่วมกันเคยเป็นคู่รักกันในอดีตชาติ ได้สร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมาก่อน
หรือในกาลก่อน
ความรักเกิดเพราะเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
กรณีซึ่งไม่ใช่บุพเพสันนิวาส แต่เพราะอาศัย
ความช่วยเหลือกันและกัน เห็นอกเห็นใจกันในปัจจุบัน
จะส่งผลให้เป็นเนื้อคู่กันได้ เรียกว่า
ช่วยกันในยามทุกข์ยากลำบาก ก็จะเกิดความเข้าใจกัน
และลงเอยด้วยการมอบความรักให้กันได้
ธรรมะเกี่ยวกับความรัก
แม้เป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนาคือการเดินทางไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงก็จริง
แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระหว่างทางเดินนี้ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายล้วนยังต้องยุ่งเกี่ยวและวนเวียนอยู่กับ “ความรัก” ตามจริต หรืออุนิสัยที่ยังไปไม่ถึงธรรมะที่ละเอียดอ่อน (นิพพาน) คืออุปนิสัยบารมียัง
ไม่พอที่จะเดินไปสู่
นิพพาน ก็ต้องวนเวียนในโลกิยสุข หรือสุขของชาวโลก
เพื่อไม่ให้หลงใหลไปในวังวนแห่งความรักมากจนเกินไป
และต้องบาดเจ็บจากการรักอย่างไม่ถูกต้อง
พระพุทธศาสนาจึงได้สอนความรักไว้ในระดับต่าง ๆ เช่น
การรักตัวเอง
๑. เบญจศีล เบญจธรรม
เป็นหลักธรรมพื้นฐาน คนจะไปนิพพาน ก็ต้องมี ศีลก่อนเพราะศีลคือการรักษาสภาพปกติกาย
ปกติวาจา ไม่ไปก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่ใคร ๆ หรือไม่ไปละเมิดใครให้เดือดร้อน
๒. สติ สัมปชัญญะ
สติ ระลึกได้ขณะทำ ขณะพูด ขณะคิด ก่อให้เกิดการทำงานที่ไม่ผิดพลาด
โดยเฉพาะคนทำงานเพื่อผู้อื่น เช่น โชเฟอร์ นักบิน
เป็นต้น สัมปชัญญะ รู้ตัวเสมอในสิ่งที่เรากำลังทำ
๓. สัปปุริสธรรม 7 รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลเวลารู้บุคคล และรู้ชุมชน
ธรรมะของคู่สมรส
ธรรมะของคู่สมรส ผู้ที่เป็นฆราวาส หรือผู้ครองเรือนเรียกว่า
ฆราวาสธรรม มี 4 ประการ ประกอบด้วย
1. สัจจะ
ซื่อสัตย์ ซื่อตรง จริงใจต่อกัน ผู้ที่มีสัจจะนั้นจะเป็น
หลักประกันกันแห่งเกียรติยศ เกียรติคุณ ว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้
และเป็นที่ไว้ใจได้ของทุกคน ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “ซื่อกินไม่หมด
คดกินไม่นาน” กินได้ตลอดไป คบได้ตลอดไป
2. ทมะ
การรู้จักข่มจิตข่มใจเอาไว้ได้ สามารถควบคุมจิตใจด้วย
การใช้สติปัญญา สุขุมเยือกเย็น ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคม
ทางปัญญาจะทำให้ชีวิตคู่สมรัก คู่สมรส มีแต่ความสุข
เจริญก้าวหน้า ประสบหรือพบแต่ความเจริญ พบแต่
ความสำเร็จ ทำอะไรจะเกิดความผิดพลาดได้น้อยมาก
ดังคำว่า ฝืนใจจะได้กำไร ตามใจ จะชาดทุน
ประดุจลิ้นกับฟัง อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง
อีกฝ่ายแรงอีกฝ่ายก็ควรเบาไม่ใช่แรงเข้าหากัน
3. ขันติ
ความอดทน อดกลั้นต่อปัญหาอุปสรรค ความยากลำบากใน
การทำมาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว การกระทบกระทั่งกัน
บางครั้ง บางโอกาส อาจทำให้ผิดใจกัน ไม่เข้าใจกันได้ ก็ใช้
ความอดทนต่อความเจ็บปวด อดทนต่อความโกรธความผูก
อาฆาตพยาบาทของคนในครอบครัว ตลอดทั้งคนข้างเคียงได้
อดทนต่ออำนาจกิเลสฝ่ายต่ำต่าง ๆ โดยเฉพาะความสวย
ความงามอาจจะเป็นเครื่องล่อใจให้จิตใจแปรผัน แปรเปลี่ยนได้
เป็นต้น ผู้ที่มีขันตินั้นจะเป็นหลักประกันฐานะทางสังคมได้อย่าง
ดี และจะเป็นผู้ที่มีความอดทนไม่เกิดความท้อแท้โดยง่าย และ
ความอดทนนี้ จะเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
4. จาคะ
ความเสียสละ ให้อภัยแก่กันได้ การรู้จักให้อภัยกันของคู่สม
รักคู่สมรสนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะแต่ละคน อาจจะมี
ข้อผิดพลาดได้บางครั้ง บางโอกาส คงไม่มีใครจะสมบูรณ์ถึง
ร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมจะมีผิดพลาดบ้าง เป็นธรรมดา ซึ่ง
ข้อผิดพลาดนั้น ก็ยอมรับได้ ก็ให้อภัยกัน คิดเสียว่า บุญคุณต้อง
ตอบแทน แค้นต้องให้อภัย นี้แหละจะทำให้ชีวิตคู่สมรักคู่สมรส
แข็งแกร่ง มั่นคงเป็นปึกแผ่นตลอดไป
สรุป
ชีวิตของคู่สมรส หรือว่าชีวิตของคนที่มาเป็นหุ้นส่วน
คู่ชีวิต หรือมาอยู่ด้วยกัน จำต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อ
กัน รู้จักข่มจิตข่มใจไว้ได้ ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทาง
ปัญญา มีความอดทนอดกลั้นต่อสภาวะอารมณ์ที่เลวร้าย
การกระทบกระทั่งกัน การเข้าใจผิดกัน และประการสุดท้าย
สามารถให้อภัยกันได้ ไม่สุดโต่งจนเกินไป สิ่งนี้แหละจะทำให้
สถาบันครอบครัวมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป
ดังคำว่า
สุดยอดของคู่รักที่ดี : มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมทน
“ถือไม้เท้ายอดทอง ไม้กระบองยอดเพชร” นั้นเอง
------------------
แหล่งข้อมูล
https://www.mcu.ac.th/article/detail/14235
https://www.gotoknow.org/posts/693605
https://www.gotoknow.org/posts/693605
ตัวอย่างบทเพลงเกี่ยวข้องกับความรัก
ทั้งเพลงไทยและเพลงต่างประเทศ
รักฉันนั้นเพื่อเธอ- พิงค์แพนเตอร์
จิโร่อาซฺมิ (รักฉันนั้นเพื่อเธอ) ญี่ปุ่น
楓葉飄飄 (ฟงเย่เพียวเพียว) – เติ้งลี่จวิน
รักแท้จากหนุ่มไทย(ต้นฉบับเดิม) - เบญจมินทร์
ลูกสาวพ่อเสือสุรพล สมบัติเจริญ
เสียงเรียกจากหนุ่มไทย- สุรพล สมบัติเจริญ
อาทิตย์อุทัยรำลึกสุรพล สมบัติเจริญ
พี่ยังไม่แก่หรอกน้อง- สุรพล สมบัติเจริญ
ฝากไว้คิด
คือน้ำผึ้ง คือน้ำตาล คือยาพิษ
คือหยดน้ำอมฤตอันชุ่มชื่น
คือร้อนรุม คือไฟสุม ในดวงจิต
คือความสุข สดชื่น สมหวังนี้แหละรัก
