GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) น่าจะเป็นอย่างไร

แต่จะสอนให้คนอื่นพัฒนาเรื่องนี้ได้อย่างไร ผมพยายามมาหลายปี สอนให้ "คนรู้จักฟัง" นี่ยากจริงๆ เพราะ เมื่อเขาฟังไม่รู้เรื่องก็จะตีความส่งเดช ไปต่างๆนาๆ เรียกว่า คุยกันไม่รู้เรื่อง ไปไหนมา สามวาสองศอกเลยละครับ

 หลังจากผมได้ยินเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อการจัดการความรู้นี้มาระยะหนึ่ง ทำให้ผมนึกถึงหนังสือที่ผมเคยอ่านเกี่ยวกับ การฟังอย่างไรจึงจะได้ยิน  

แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าแปลมาจากภาษาต่างประเทศ แต่ผมก็ยังไม่เคยอ่านหนังสือการฟังอย่างลึกซึ้ง มาก่อน

ตอนนี้ก็พยายามถามคุณอุทัย อันพิมพ์ ว่ามีหนังสือให้อ่านบ้างไหม ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ  

ผมก็เลยถือโอกาสคิดเล่นๆ นำทางไปก่อน ถือเป็นการลับสมองเล่น พอได้หนังสือก็จะได้เปรียบเทียบว่าเราคิดเองกับที่คนอื่นคิดนั้นต่างมากน้อยแค่ไหน  

ผมเข้าใจว่าการฟังอย่างลึกซึ้งนั้น เป็นความสามารถที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน   

แต่ใครล่ะจะมีความสามารถในการฟังอย่างลึกซึ้งนั้น ยังเป็นปัญหาอยู่ และเรามีแนวทางที่จะพัฒนาได้อย่างไร  

ผมขอถอดจากประสบการณ์การทำงานก็แล้วกัน เปรียบเทียบระหว่างการฟังที่เราเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง และการฟังที่ไม่ค่อยเข้าใจก็แล้วกัน  

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการฟังอย่างลึกซึ้งที่ผมพอจะคิดได้ ก็คือ ผมได้อาศัยจาก

  •   การเตรียมการแบบมองประเด็นเชิงระบบ ถึงประเด็นที่จะมีคนพูด ว่า
    •   คนนำเสนอ
      •   เป็นใคร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร
      •   เกี่ยวข้องหรือรู้เรื่องนั้นในมุมไหน
      •   นำเสนอด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายใด
    •   เรื่องที่พูดนั้น
      •   เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร
      •   มีบริบทขอเรื่องเป็นอย่างไร
      •   มีสาระสำคัญเน้นไปทางไหน
      •   มีความละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน ระดับไหน
  • เข้าใจศัพท์เฉพาะและความหมายที่นำเสนอ
    • เข้าใจภาษาถิ่น และภาษาวิชาการ
    •   มีการตีความหมายของคำ
    •   การพัฒนาความเข้าใจประเด็นในการนำเสนอ
    •   รีบจัดกรอบข้อมูลให้ได้
    •   ถ้าไม่เข้าใจต้อง
      •   รีบจับกรอบประเด็น และ
      • จับบริบทของเรื่องให้ได้
    • จัดกรอบข้อมูล
    •   วางข้อมูลที่ได้ บันทึกช่วยจำ ทั้งกรอบและข้อมูล
    •   ย้อนไปดูกรอบข้อมูล ปรับเปลี่ยน
    •   ตรวจสอบความสอดคล้องของสิ่งที่ได้ยินมา
    • ทบทวนทั้งคำ ความหมาย และบริบท
  • มีความพร้อมจะรับข้อมูลด้านต่างๆ 
    •   เมื่อมีการนำเสนอ เราก็สามารถรับข้อมูลได้โดยทันที 

แต่จะสอนให้คนอื่นพัฒนาเรื่องนี้ได้อย่างไร

ผมพยายามมาหลายปี สอนให้ " คนรู้จักฟัง" นี่ยากจริงๆ

เพราะ เมื่อเขาฟังไม่รู้เรื่องก็จะตีความส่งเดช ไปต่างๆนาๆ เรียกว่า คุยกันไม่รู้เรื่อง ไปไหนมา สามวาสองศอกเลยละครับ

ผมสังเกตว่าคนที่มีความสามารถด้านนี้ที่สูงมาก

พอผมถามอะไร

ท่านจะตอบแบบรู้ว่าผมถามเพื่ออะไร ทำไม และควรจะตอบอย่างไร จึงจะตรงคำถาม แบบไม่ต้องสาธยาย

แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ต้องมีการแปลคำถาม สามพันห้าร้อยครั้ง ก็ยังตอบไม่ตรงคำถาม หรือ ไม่เข้าใจคำถาม ให้ถามใหม่ ประมาณนั้น

เรียกว่า กลับไปเกิดมาใหม่ดีกว่ามานั่งรอคำตอบครับ

ผมจึงคิดว่าน่าจะมาจาก 5 ประเด็น เป็นอย่างน้อย

1.    ความสามารถของคนถาม ให้เข้าใจง่าย  

2.    ความสามารถในการฟังของคนถูกถาม

3.    ความซับซ้อนของเรื่อง

4. ความสามารถในการตอบ

5. ความสามารถในการฟังของผู้ถาม

และประเด็นในการพูด ผมว่าเรื่องนี้ยังมีความซับซ้อนพอสมควร

ใครจะช่วยให้ผมเข้าใจได้ดีขึ้นบ้างครับ

หรือถ้ามีข้อมูลหลักการ วิธีการแล้ว เติมมาให้หน่อยนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 69778
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 9
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (9)

กราบเรียนอาจารย์  เมื่อสองวันก่อนผมได้ประชุมเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของผม  ถามเพื่อให้ช่วยกันตอบว่า อะไรคือสิ่งดีที่เราอยากให้เกิดขึ้นในหน่วยงานของเรา  และอะไรคือสิ่งไม่ดีที่เราไม่อยากให้มี     คำตอบของข้อหลังมักจะมีความนัย หรือมีเบื้องหลังอยู่ในนั้น  ซึ่งพอฟังแล้วผมพยายามคิดว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้น  อาจจะเป็นการฟังอย่างลึกส่วนหนึ่งไหมครับ

อีกประเด็นหนึ่งของการฟังกันไม่เข้าใจที่เกิดจากผู้พูดนั้น (ผมจับจากการประชุมเดียวกัน) คือบางครั้งความสามารถในการใช้ภาษาของผู้พูดยังไม่ดี หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีคำที่เหมาะสมให้เลือกใช้  ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่พูดกันแล้วไม่รู้เรื่องซึ่งทางปรับปรุงคือต้องพยายามฟังอย่างลึก อย่างตั้งใจ จึงจะจับความเบื้องหลังนั้นออกมาได้

การฟังอย่างลึกซึ้ง   ผมเห็นว่าสอดคล้องกับหลักธรรม

   โยนิโสมนสิการ    คือ รับรู้ด้วยปัญญา

เรียน ท่านนายแพทย์ สาโรจน์ ผมยังนับถือหลักการของการมองเชิงระบบเป็นเครื่องมือนำทางในการทำความเข้าใจกันครับ และแนวคิดนี้แหละที่จะทำให้ทุกคนสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยเชิงระบบ และทำให้คนเข้าในกันได้โดยง่ายครับ แต่ตำราฝรั่ง ที่ ดร. จันทวรรณ ฝาก ลิงค์ http://gotoknow.org/blog/think/24499 ไว้นั้น ไม่มีประเด็นรายละเอียด พอที่จะเข้าใจได้ง่าย ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาครับ
ท่านขุนพลเม็กดำ ใช่ครับ แต่ปัญญาจะมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีเส้นทางการคิด และพัฒนา ผมจึ่งนำมาเสนอเป็นตัวอย่างไงครับ อาจมีหลายเส้นทาง แต่สุดท้ายก็.....ปัญญา นั่นแหละครับ

การฝึกฝนจากการอ่าน การฟัง และปฏิบัติบ่อยๆ จะสามารถช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ

ด้วยความเคารพ

อุทัย

นั่นแหละครับที่เราต้องมาดูกันว่าแกนของการฝึกคื่ออะไร

  ในระหว่างที่พูด เราโง่

เพราะไม่มีความรู้อะไรเข้ามาในช่วงนั้น

  ในระหว่างการนั่งฟังอย่างตั้งใจ

ผู้ฟังจะฉลาดเพราะได้รับความรู้เต็มที่

ก็เลือกเอา จะพูดมากกว่าฟัง หรือฟังมากกว่าพูด

ถ้าวิเคราะห์เรื่องนี้ สุภาษิตอาจจะเพี้ยนก็ได้ที่ว่า

ปากเป็นเอก เลขเป็นโท

มันต้องยกเอาหูเป็นเอกสิ ใช่ไหมท่านเล่าฮู

ถึงว่าซิครับ

ช้างจึงไม่ต้องมีโทรศัพท์ก็คุยกันข้ามป่าได้

หรือนกอพยพไม่ต้องไปหาซื้อแผนที่เดินทางก็ไม่หลงทาง

แล้วใครมีสมองใหญ่หรือดีกว่ากันครับ

สรุปแล้วทุกคนต้องตั้งใจฟังค่ะ