บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ตอนที่ ๑๑ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 7  Creative Challenges : Some pitfalls and how to avoid them   

หนังสือ Teaching Creative Thinking มุ่งเสนอการเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติของระบบการศึกษา    เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา   สาระในบันทึกนี้เป็นเรื่องราวของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในประเทศตะวันตก    ที่เมื่อผมตีความ ก็จะหาทางลากเข้าสู่บริบทไทยด้วย

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดคือ การศึกษาต้องส่งผลต่อผู้เรียนสองด้านพร้อมๆ กัน คือด้านมีความรู้และทักษะ กับด้านมีสมรรถนะ  เมื่อมีการเน้นพัฒนาสมรรถนะ ความเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นคือความรู้ไม่สำคัญอีกต่อไป    ความเป็นจริงคือ ความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด   ความคิดสร้างสรรค์ต้องอยู่บนฐานของความรู้   แต่มักต้องบูรณาการความรู้หลายศาสตร์เข้าด้วยกัน จึงจะบรรลุความสร้างสรรค์ได้   

การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จึงต้องก้าวข้ามพรมแดนของวิชา    และต้องก้าวข้ามพรมแดนระหว่างโรงเรียนกับชีวิตจริงด้วย    การเรียนรู้และการทดสอบ จึงต้องทำทั้งในสภาพของห้องเรียน และในสภาพชีวิตจริง   

ตัวอย่างข้อสงสัยต่อการดำเนินการเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์     มีดังต่อไปนี้

 

พวกเราอยากพัฒนาสมรรถนะเหมือนกัน  แต่เรื่องผลการสอบต้องมาก่อน 

ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ มักสร้างเงื่อนไขให้ครูต้องมีผลงานที่ผลการสอบของนักเรียนเป็นเป้าหมายหลัก    ครูจำนวนหนึ่งจึงตั้งหน้าตั้งตาสอนเพื่อสอบ    ไม่มีเวลาและความสนใจให้แก่เรื่องอื่น    และผมขอเพิ่มเติมว่าระบบการศึกษาที่มีการบริหารแบบควบคุมสั่งการอย่างที่ใช้อยู่ในประเทศไทย    มีผลทำให้ครูไม่ได้พัฒนา ความเป็นผู้ก่อการ (agency)    การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จึงเกิดยาก ดังรายละเอียดในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ  

ครูที่พูดประโยคตามหัวข้อนี้ มีความเข้าใจผิด    ว่าหากเอาใจใส่การพัฒนาสมรรถนะ ความเอาใจใส่ต่อการเรียนวิชาจะถูกลดทอนลงไป   ทำให้ผลการสอบตกต่ำ   ในความเป็นจริงแล้วตรงกันข้าม   การฝึกสมรรถนะด้านความคิดสร้างสรรค์ (และสมรรถนะสำคัญอื่นๆ) ช่วยยกให้นักเรียนมีความมุ่งมั่นต่อการเรียน มีผลยกระดับผลการเรียนวิชา    นี่คือข้อพิสูจน์จากผลการวิจัยดังได้กล่าวแล้วในบันทึกตอนต้นๆ       

ข้อเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ การเรียนวิชากับการเรียนสมรรถนะแยกกัน   ในความเป็นจริงแล้วนักเรียนต้องได้เรียนทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน จากกิจกรรมเดียวกัน    โดยครูทำ “การสอนสองเป้า” (split-screen teaching - ดูตอนที่ ๔ ของบันทึกชุดนี้)    

ประเด็นสำคัญคือ ครูต้องเปลี่ยนแปลงวิธีทำหน้าที่ 

 

งบประมาณไม่เพียงพอต่อการพัฒนาครู

ไม่ว่าในกิจการสาธารณะเรื่องอะไร งบประมาณหรือทรัพยากรมีจำกัดทั้งสิ้น   การยกข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงเป็นเพียงข้ออ้าง   เป็นที่รู้กันว่างบประมาณด้านการศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เราอยู่ในเกณฑ์ได้รับงบประมาณสูง   

การพัฒนาครูเพื่อให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ของนักเรียน ไม่ใช่กิจกรรมที่ต้องการงบประมาณมากมาย   หัวใจสำคัญอยู่ที่ครูมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง    เพื่อทำหน้าที่ครูที่สอนทักษะสร้างสรรค์เป็น   และใฝ่เรียนรู้จากเพื่อนครูในโรงเรียนที่ดำเนินการแนวนี้อยู่แล้ว   โรงเรียนไทยจำนวนหนึ่งที่ริเริ่มไปบ้างแล้วคือโรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง สนับสนุนโดย กสศ.  (๑)    ตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการมาเป็นเวลาหนึ่งแล้วและเป็นตัวอย่างได้ คือ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา  โรงเรียนรุ่งอรุณ  โรงเรียนเพลินพัฒนา  เป็นต้น   ไม่พบปัญหาค่าใช่จ่ายในการพัฒนาครูแต่อย่างใด เพราะเป็นการพัฒนาอยู่ในการทำงานประจำนั้นเอง   โดยเฉพาะการพัฒนาร่วมกันผ่าน การเรียนรู้ร่วมกันโดยการปฏิบัติ (interactive learning through action) หรือ PLC นั่นเอง

 

ประมวลวิชาไม่มีพื้นที่ให้แก่การพัฒนาสมรรถนะ

การดำเนินการเรื่องนี้ของครูไม่จำเป็นต้องทำตามประมวลวิชา (syllabus)   เพราะประมวลวิชาย่อมเอาใจใส่แคบที่การสอนวิชาเท่านั้น   แต่ครูที่เอาใจใส่ให้ศิษย์ได้พัฒนาครบด้านสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้พัฒนาทั้งด้านความรู้และทักษะ  และด้านสมรรถนะได้    ดังตัวอย่าง การสอนวิชาคณิตศาสตร์   ที่ครูที่สนใจพัฒนาศิษย์ทั้งด้านคณิตศาสตร์และด้านสมรรถนะ ๘ แนวทาง (๒)  ได้แก่

  • ฝึกสำรวจหาแบบแผน (pattern)   เช่นให้เขียนตัวเลขที่เป็นเลขยกกำลังสองของตัวเลขตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐๐    หากนักเรียนได้ลองเขียนไปสัก ๕ – ๖ ตัวก็จะสังเกตเห็นแบบแผนของตัวเลขที่ช่วยให้เขียนต่อไปได้ด้วยการบวก ไม่ต้องคูณยกกำลังตัวเลขมากๆ ที่ทำได้ช้ากว่ามาก    การสำรวจหาแบบแผนนี้ ควรฝึกให้นักเรียนหมั่นสังเกตหาในทุกเรื่องรอบๆ ตัว     
  • ฝึกเป็นนักทดลอง    ง่ายที่สุดโดยสมมติโจทย์ขึ้นเอง แล้วลองแก้โจทย์หลายๆ วิธี   รวมทั้งวิธีคิดในใจด้วย   
  • ฝึกเป็นนักอธิบาย   ซึ่งทำได้หลากหลายวิธีมาก เช่น ฝึกอธิบายความหมายของสูตรคณิตศาสตร์เป็นภาษาธรรมดา    ฝึกบันทึกหมายเหตุประกอบ(notation) กิจกรรมทางคณิตศาสตร์    ฝึกถกเถียงกับเพื่อน   ฝึกเขียนบันทึกความคิดของตนเอง  เป็นต้น    
  • ฝึกเป็นนักแยกแยะและประกอบใหม่ (tinkerer)    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกแยะไอเดียออกเป็นส่วนๆ แล้วประกอบส่วนเข้าเป็นไอเดียใหม่   
  • ฝึกเป็นนักประดิษฐ์ (inventor)   เช่นกติกาในการเล่น   ขั้นตอนวิธีการ (algorithm) ในการทำงาน    คำอธีบายว่าสิ่งของ หรือกฎเกณฑ์ที่ยอมรับกันทั่วไป (axiom) ชิ้นนั้น ทำงานอย่างไร   เป็นต้น 
  • ฝึกเป็นนักเขียนแผนผัง (visualizer) เพื่อช่วยความเข้าใจสูตรหรือหลักการทางคณิตศาสตร์ โดยดูตัวอย่างได้ที่ (๒) 
  • ฝึกเป็นนักคาดการณ์ไปข้างหน้า (conjecturer)    โดยแรกๆ ใช้ข้อมูลที่มี   ต่อไปใช้ข้อมูลหลักฐานจากการทดลองของตนเอง       
  • ฝึกเป็นนักเดา (guesser)   เริ่มจากการเดาคำตอบ แล้วคิดถอยหลังว่าการเดานั้นน่าจะถูกต้องหรือไม่   กระบวนการดังกล่าวช่วยให้มองเห็นแนวทางหรือกลยุทธใหม่ๆ   

ผมขอแนะนำให้ครูคณิตศาสตร์อ่านเอกสาร (๒)    จะช่วยให้ท่านมองเห็นวิธีสอนคณิตศาสตร์ควบเรียนรู้สมรรถนะได้   และน่าจะช่วยให้นักเรียนสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์ยิ่งขึ้น   

ครูวิชาอื่นก็สามารถออกแบบให้นักเรียนฝึกสมรรถนะไปพร้อมๆ กับเรียนรู้สาระวิชาไปพร้อมๆ กันได้    เป็นโอกาสที่ครูจะได้ร่วมกันฝึกความสร้างสรรค์ของตน

 

ผู้ตรวจการณ์โรงเรียนไม่น่าจะสนใจ 

ในกรณีของไทยน่าจะหมายถึงศึกษานิเทศก์   ที่แทนที่จะทำหน้าที่เอื้อการเรียนรู้ของครู   กลับถูกใช้ให้ทำหน้าที่ติดตามประเมินการดำเนินการ   ซึ่งหากติดตามการดำเนินการตามสูตรสำเร็จในหลักสูตรก็จะมีผลยับยั้ง “ความเป็นผู้ก่อการ” (agency) ของครู    ตามที่ระบุในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ   

ปัญหาตามหัวข้อย่อยนี้สำหรับระบบการศึกษาไทยในอนาคตน่าจะลดลงไปมาก    เพราะเรากำลังดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะ (๓)  (๔)    โดยหนังสือ Teaching Creative Thinking บอกว่าการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์มีผลชัดเจนต่อการพัฒนาตัวเด็ก ซึ่งจะก่อผลดีต่อชีวิตระยะยาว   

 

เป็นเพียงกระแสชั่วแล่น ที่จะจางไปเองเมื่อมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น

ที่จริงแนวคิดเรื่องการศึกษาที่เอาใจใส่พัฒนาสมรรถนะสำคัญแก่เด็กเริ่มมาราวๆ สามสิบปี    และแนวความคิดเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แก่เด็กเริ่มมาราวๆ ห้าสิบปี    และดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมา     มีโรงเรียนที่เป็นผู้นำในการดำเนินการ  และกลไกระดับประเทศรวมทั้งระดับนานาชาติ ดังเล่าแล้วในบันทึกตอนที่ ๘ และ ๙    เห็นได้ชัดเจนว่าก่อผลดี   โดยต้องมีการดำเนินการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ         

 

เป็นเรื่องของครูดีไม่กี่คน

ครูดีดำเนินการเพื่อเอื้อให้ศิษย์ได้เรียนรู้ด้านความรู้กับทักษะ และพัฒนาสมรรถนะใส่ตน ไปพร้อมๆ กัน   โดยดำเนินการเป็นประจำ อย่างเป็นอัตโนมัติ ตาม โมเดล ๑๐ มิติ และ กระบวนการ ๔ ขั้นตอน ตามที่ระบุในบันทึกตอนที่ ๒   รวมทั้งแนวทางอื่นๆ ตามในบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้     

ผมตั้งความหวังว่า บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้ จะช่วยเอื้อให้ครูไทยทุกคน เป็น “ครูดี” ตามแนวทางของ แนวคิดความสร้างสรรค์แบบตัว c เล็ก (creativity) คือครูทุกคนบรรลุได้ผ่านการฝึกฝนเอาจริงเอาจัง    คนที่บ่นตามหัวข้อย่อยนี้ สมาทานกระบวนทัศน์แนว Creativity (C ใหญ่) คือคิดว่าเป็นเรื่องที่ครูเพียงบางคนหรือส่วนน้อยมากที่ทำได้             

 

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเนื้อหาวิชาจะไม่ถูกละเลย

ข้อกังวลตามหัวข้อนี้มีความสำคัญ   เพราะการเรียนรู้ที่มีคุณค่าแท้จริงต่อชีวิตในอนาคตของเด็ก ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไประหว่างเรียนวิชากับฝึกสมรรถนะ    วิธีจัดการเรียนรู้ตามที่เสนอในบันทึกชุดนี้จะทำให้นักเรียนยิ่งได้เรียนรู้เข้าใจวิชาในมิติที่ลึกยิ่งขึ้นไปถึงระดับเชื่อมโยง (transfer) (๕)   และยังได้พัฒนาคุณลักษณะหรือสมรรถนะใส่ตัวไปหร้อมๆ กันด้วย   

 

เป้าหมายหลักคือครูต้องทำให้นักเรียนเข้าใจความรู้เชิงสาระอย่างแท้จริง   

การศึกษาต้องเอื้อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายนี้    แต่ไม่ใช่โดยครูถ่ายทอดความรู้ให้    แต่ต้องดำเนินการเพื่อเอื้อให้นักเรียนสร้างความรู้และเป้าหมายการเรียนรู้ทั้งหมดใส่ตัว    เป้าหมายเชิงบูรณาการนั้น ได้แก่ ASKV  A = attitude เจตคติ,   S = skills ทักษะ,  K = knowledge ความรู้,   V = values ค่านิยม    ที่ผสานกันเข้าเป็นสมรรถนะ    

นักเรียนจะไม่มีวันเข้าใจความรู้เชิงสาระได้อย่างแท้จริง หากไม่พัฒนาสมรรถนะสำคัญใส่ตัวไปพร้อมๆ กัน   โดยครูทำหน้าที่ตามที่เสนอในบันทึกชุดนี้   

 

นักเรียนต้องการทิศทางของการเรียนรู้ที่ชัดเจน

ข้อกังวลในที่นี้คือ หากครูไม่เข้าไปจัดการถ่ายทอดความรู้ให้ หรือคอยตอบคำถาม   นักเรียนจะรู้สึกเคว้งคว้างไม่รู้ว่าจะเรียนอย่างไร    ข้อกังวลดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิด ว่าการเรียนรู้คือการรับถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำจากครู    ซึ่งเป็นวิธีสอนให้เชื่อ    แต่แนวทางตามบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้แนะนำให้สอนให้ตั้งข้อสงสัยหรือคำถาม   ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้พัฒนาครบด้าน และเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง (๕)     ซึ่งหมายความว่า นักเรียนต้องได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน (complex)  มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว (adaptive)  และมีความไม่ชัดเจน (ambiguous) ด้วย 

 

โรงเรียนมีโครงการพัฒนาให้ทำมากเกินพออยู่แล้ว

ข้อโอดครวญของครูประเด็นนี้ เป็นความจริงทั่วโลก     แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินการตามในบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้  ไม่ใช่โครงการ    และไม่จำเป็นต้องรอให้มีการสั่งการ    แต่เป็นแนวทางครูที่มีวิญญาณ “ครูเพื่อศิษย์” ทุกคนต้องดำเนินการ    เพื่อวางรากฐานที่ดีให้ศิษย์เติบโตไปมีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ       

 

เรามีนักเรียนที่เรียนอ่อนเป็นจำนวนมากที่ฝึกไม่ขึ้น

นี่คือข้อโต้แย้งเชิงกระบวนทัศน์    ที่อาจมองนักเรียนด้อยโอกาส หรือมีปัญหาการเรียน    ว่าเป็นปัญหาก็ได้   มองเป็นโอกาสให้ได้หาวิธีดำเนินการเพื่อให้นักเรียนเหล่านั้นบรรลุเกณฑ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ ได้    การหลงหมกมุ่นอยู่กับปัญหา ทำให้ไม่เห็นโอกาสดีๆ ในชีวิต   ซึ่งในที่นี้คือชีวิตครู   

คนที่เหมาะจะเป็นครู คือคนที่เห็นคุณค่าของการทำหน้าที่สร้างโอกาสในชีวิตให้แก่ศิษย์    นักเรียนที่มาจากฐานะด้อยโอกาส จึงเป็นโอกาสดีสำหรับครู ที่จะได้ฝึกวิทยายุทธในการเป็นครู    โดยที่ครูต้องมีศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของศิษย์    มนุษย์แปลว่า “สัตว์ที่ฝึกได้” 

คำบ่นตามหัวข้อนี้สะท้อน fixed mindset ของผู้พูด

 

พ่อแม่จะไม่พอใจ เขามีความคาดหวังสูง

ความคาดหวังสูงของพ่อแม่คือ ต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในการสอบที่ทางรัฐจัด    ประสบความสำเร็จในการเรียนต่อ    เป็นเด็กที่มีความสุข และเมื่อออกจากการศึกษาก็มีงานทำที่ดี มีความสำเร็จในชีวิต     สิ่งที่วงการศึกษาต้องรณรงค์ให้พ่อแม่เข้าใจคือ    การศึกษาคุณภาพสูงคือการศึกษาที่ส่งมอบผลลัพธ์ทั้งด้านการเรียนวิชา และด้านการพัฒนาสมรรถนะ   โดยการทดสอบที่สะท้อนภาพนั้นคือ PISA test    และผลลัพธ์ที่แท้จริงคือความสำเร็จในชีวิตระยะยาวของผู้เรียน

 

ต้องสอนความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา หรือแยกสอนเป็นรายวิชา

คำตอบคือ ต้องไม่แยกสอนเป็นรายวิชา   แต่ให้นักเรียนได้ฝึกคิดสร้างสรรค์บูรณาการอยู่ในการเรียนวิชาทั้งที่เป็นการเรียนรายวิชา  และที่เป็นการเรียนบูรณาการวิชาผ่านการเรียนแบบ PBL, inquiry-based learning, service learning เป็นต้น    ที่โรงเรียนกรณีตัวอย่างดำเนินการ ดังระบุในบันทึกตอนที่ ๘ 

 

เราจะประยุกต์ใช้วิธีการนี้ได้อย่างไร

หลักการคือต้องทำให้ตารางสอนมีความยืดหยุ่น   ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่ดำเนินการระยะยาว (extended activities)    เช่นมีดำเนินการวันละ ๑ ชั่วโมงทุกวันใน ๑ สัปดาห์    มีผู้แนะนำว่า อาจให้นักเรียนทำ extended project ตลอดเทอม หรือตลอดปีการศึกษา    เป้าหมายคือ เพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง   และเรียนรู้ในมิติที่ลึก ไม่ใช่เรียนรู้แค่ท่องจำ ซึ่งเป็นมิติที่ตื้น   

สำหรับประเทศไทย นอกจากแนวทางตามบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ นี้ แล้ว      การดำเนินการตามแนว PISA for Schools (๖) น่าจะช่วยได้มาก  

วิจารณ์ พานิช

๑๖ พ.ย. ๖๔