การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำอะไรก่อน

4 กุมภาพันธ์ 2565 

: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) [1]

 

 

พัฒนาการท้องถิ่นไทยสะดุดและเชื่องช้า

 

ประเทศไทยทดลองใช้รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มนับตั้งแต่ การยกฐานะ “สุขาภิบาลท่าฉลอม” จังหวัดสมุทรสาคร[2] เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ในวันที่ 18 มีนาคม 2448 นับเวลาได้ 117ปี แต่พัฒนาการของ อปท.ไทยถึงปัจจุบันเหตุใดจึง ล่าช้า ไม่พัฒนาคืบหน้า 

ในระบอบ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” หรือ “ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน” [3] (Representative Democracy/Indirect Democracy) นั้น หลักการ “รูปธรรม” สำคัญที่ล้อจากการเมืองระดับชาติมาเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น คือ (1) “การเลือกตั้ง” (Election) เพื่อเลือกผู้แทนของท้องถิ่นมาทำหน้าที่ในการบริหารท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ แยกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหารมีหน้าที่บริหารท้องถิ่น และฝ่ายสภาท้องถิ่นมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารและตราข้อบัญญัติเพื่อใช้ในการบริหารท้องถิ่นนั้นๆ และ (2) “การมอบหน้าที่และอำนาจ” หรือ “ภารกิจ” จากราชการส่วนกลางให้แก่ท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะและดำเนินกิจกรรมสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่ เรียกว่า “การกระจายอำนาจ” (Decentralization/Devolution) [4] ซึ่งต้องกระจายภารกิจงานพร้อม คน เงินและวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ การพัฒนาประชาธิปไตยจากรากฐานระดับล่าง ท้องถิ่นจึงจำเป็น หากการเมืองท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรง การเมืองระดับชาติย่อมแข็งแรงมั่นคงเช่นกัน

 

มิติบทบาทและภารกิจของ อปท.

 

คนท้องถิ่นมีวิถีชีวิตที่สำคัญ 2 มิติ[5] คือ (1) ท้องถิ่นในลักษณะของพื้นที่ของชุมชน หรือ “ชุมชนท้องถิ่น” เช่น วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก หรือชุมชนใดที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเลก็เป็นวิถีชีวิตแบบชาวประมง เป็นต้น (2) เมื่อคนกับพื้นที่มีความสัมพันธ์กันจนกลายเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ต้องมีการจัดระบบความสัมพันธ์ให้เป็นระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ในการอาศัยอยู่ร่วมกัน ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร่วมกัน และรวมไปถึง การพัฒนาพื้นที่ของตนให้มีความเจริญและเป็นที่อยู่อาศัยของคนในชุมชนได้ เป็น “การจัดระบบการปกครอง” นั่นคือ “ท้องถิ่นในลักษณะของหน่วยการปกครองท้องถิ่น” หรือ อปท.

บทบาทขององค์กรต่อ อปท. 4 มิติ[6] คือ (1) บทบาทของรัฐบาล (2) บทบาทของ อปท.เอง (3) บทบาทของภาคประชาชน (4) บทบาทของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย

การพัฒนาตามภารกิจ 5 มิติ[7] คือ (1) ด้านโครงสร้างพื้นฐานตอบโจทย์เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของสังคม (2) ด้านสังคมเกี่ยวกับการศึกษา สาธารณสุข ความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา (3) ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินการเรื่องการตลาด ย่านทำเลการค้า โรงรับจำนำ น่าจะรวมการพยุงราคาสินค้าเกษตรด้วย การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ (4) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นทั้งของส่วนรวมและเอกชน (5) ด้านการเมืองการบริหาร การมีส่วนร่วม วัฒนธรรมการแสวงหาความร่วมมือ ส่งเสริมความคิดที่ดี แบบมีตรรกะ

การพัฒนาท้องถิ่นอาจมองได้หลายมิติ และหากมีการพัฒนาท้องถิ่นจะต้องการเลือกกระทำสิ่งใดก่อนเป็นลำดับต้นหรือลำดับแรกๆ เพราะ ท้องถิ่นมีภารกิจมากมาย มิติการพัฒนา จะเริ่มที่จุดใด ประเด็นใดก่อน เช่น (1) ทฤษฎีตะวันตกให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก่อน ตะวันออกให้พัฒนาจิตใจก่อน (2) ทางการเมือง บอกต้องพัฒนาทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก่อน (3) ทางเศรษฐกิจบอกปากท้อง ความเป็นอยู่มาก่อน (4) ทางสมัยใหม่ ทางสวัสดิการสังคม การเข้าถึงบริการรัฐที่เท่าเทียมมาก่อน ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ (5) มิติอื่นๆ เช่น ทางภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือที่เป็น “Soft Power” [8] ประการหนึ่ง 

“Soft Power” เป็นอำนาจทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศไทยมีจุดขายแบบนี้เยอะ เพราะประเทศไทยอุดมไปด้วยวัฒนธรรมความเชื่อที่ดีงาม มีสินค้าท้องถิ่นหลากหลาย การสร้างความรู้สึกให้คนท้องถิ่นอิงกับเอกลักษณ์ อิงกับความภาคภูมิใจของคน อิงกับประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น จะเพิ่มความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ทางการคิด เพราะภูมิปัญญาถือเป็นรากเหง้าความเป็นไทยที่โดดเด่น  

“การเลือกสิ่งที่ต้องพัฒนาก่อนหลัง” เช่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การของบเงินอุดหนุนจากส่วนกลาง การจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณ เรื่องสภา อปท. การแถลงนโยบายนายก อปท. การหาเสียงของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (สถ.ผถ.) รวมถึง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ด้วย เป็นต้น 

 

ควรพัฒนารูปแบบใดด้านใดก่อน 

 

ท้องถิ่นควรพัฒนาด้านใดก่อน หรือจะใช้การพัฒนารูปแบบใด ที่มีหลายรูปแบบเช่น การพัฒนาชุมชน (Community Development) [9] การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development) [10] การพัฒนาแบบบูรณาการ (Integrated Rural Development) [11] การพัฒนาชุมชนเมือง (Urban Development) [12] เป็นต้น โดยเฉพาะ การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)[13] ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ขอยกตัวอย่างจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ สรุปปัญหาของท้องถิ่น โดยแยกออกเป็นปัญหาแต่ละด้านตามลำดับ ตามบริบทของชุมชน ที่หมายรวมถึง สภาพความเป็นอยู่ในชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม เช่น

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประสบปัญหาต่างๆ เช่น (1) ปัญหาถนนคับแคบชำรุดเสียหาย (2) ปัญหาทางเท้ามีจำนวนไม่เพียงพอและไม่ได้มาตรฐาน (3) ปัญหาการติดตั้งไฟฟ้าสาธารณะให้แสงสว่างยังไม่ทั่วถึง 

(4) ปัญหาการจราจรและอุบัติภัย (5) ปัญหาการระบายน้ำและน้ำท่วมขัง ด้านเศรษฐกิจ เช่น (1) ปัญหาประชาชนบางส่วนไม่มีงานทำ (2) ปัญหาขาดอาชีพเสริมสำหรับประชาชน ด้านสังคม เช่น (1) ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (2) ปัญหาชุมชนแออัดและแหล่งเสื่อมโทรม (3) ปัญหาแคลนสถานศึกษา ระดับอนุบาลและปฐมวัย (4) ปัญหาการให้บริการด้านสาธารณสุข (5) ปัญหาการติดยาเสพย์ติด  

 

การเปลี่ยนแปลงการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 

 

ในการพัฒนาตามภารกิจนั้นต้องมีการวิเคราะห์ ถึงเรื่อง ปัญหา ความต้องการ ศักยภาพ และการแสวงหาความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ตามขั้นตอนกระบวนการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น[14] มิใช่การมุ่งทำตามความต้องการ การชี้นำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ขาดประโยชน์หรือเสียหายต่อท้องถิ่น เพราะไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน เช่น ทำโครงการตามที่ผู้นำได้ประโยชน์ (งานรับเหมาฯ) งานที่มุ่งแต่ฐานเสียง(คะแนนเลือกตั้ง) งานที่มุ่งตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม

จุดอ่อนชัดเจนของการพัฒนาตามแผนการพัฒนาท้องถิ่นคือ การตราระเบียบการจัดทำแผนพัฒนาที่แก้ไขใหม่ โดยการอิง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ที่ดึง อปท.เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาของราชการส่วนกลางด้วย “อปท.จึงเป็นบริวารส่วนหนึ่งของราชการส่วนกลาง” ไปโดยปริยาย 

โครงการสำคัญของ อปท.ที่ใช้งบประมาณมากเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่กำหนดเป้าหมายโครงการงบประมาณไว้แล้วโดยท้องถิ่น ต้องถูกกรองถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการของจังหวัด ฉะนั้น โครงการดังกล่าวจึงหมดความสำคัญ เมื่อเข้าไปสู่การตรวจสอบคัดกรองของจังหวัด เพราะโครงการสำคัญอาจถูกตีตกไป โดยไม่ทันส่งโครงการไปถึงส่วนกลางเพื่อขอรับการสนับสนุนต่อไปตามระเบียบ[15] แม้โครงการนั้นจะมีความเป็นไปได้และเป็นความต้องการของท้องถิ่นก็ตาม 

เพื่อมิให้โครงการถูกตีตก อปท.ต้องทำโครงการตามที่จังหวัดเรียงลำดับไว้แล้ว ตามกรอบการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัด ตามข้อเสนอของผู้ตรวจราชการมหาดไทย ตามการชี้นำของผู้มีอำนาจฯ อาทิ ส.ส. นายทุนฯ ฉะนั้น หลายโครงการจึงเป็น “โครงการยัดเยียด” ที่ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไร้ประสิทธิภาพ จัดทำและเสนอโดยหน่วยงานที่ไม่ยอมถ่ายโอนภารกิจ หรือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ทับซ้อน ตามใบสั่งของผู้มีอำนาจ เหลือเศษโครงการเล็กโครงการน้อยงานประจำจึงแบ่งมอบให้ อปท.ไปดำเนินการ โครงการจากการชี้นำเหล่านี้ แม้ในระยะยาวจะอ้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ตาม แต่มันได้ทำลายกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน (People Participation) [16] ลงอย่างสิ้นเชิง 

 

รัฐอย่าอำพะนำ ปิดบัง ปกปิด ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

 

ประชาธิปไตยพิเศษ “แบบไทยๆ” สังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และการฉ้อฉลเชิงอำนาจของระบอบอำนาจนิยม เป็นต้นว่า "เกิดรัฐประหาร” บ่อยครั้งอ้างการจัดระเบียบประชาธิปไตยก่อนการเลือกตั้ง ปัจจุบันไม่มีใครเชื่อ “การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เพราะรัฐประหารครั้งหลังนี้เกิดวิกฤตประเทศอย่างสาหัส คนไทยคงเข็ดขยาดจดจำไปนาน การบังคับใช้กฎหมายที่บิดเบี้ยว "กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม" แต่กฎหมายต้องเป็นธรรม การผูกขาดการพัฒนาด้วย “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" มีการ "ฉ้อฉลเชิงอำนาจ" ด้วยการสืบทอดอำนาจยาว 

การเมืองไทยมีฉากหน้าที่สวยงามด้วยวาทกรรม ลมปาก ต่อประชาชนผู้ไม่มีทางสู้ขัดขืนด้วยอำนาจกฎหมายปิดปาก ความเจริญของประเทศไทยชะงักสูญสลาย ช้าตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเกิดปัญหาสังคมขัดแย้งรุนแรงสองขั้วเป็น “วิกฤตทางตัน” ก็จะมีเทคโนแครตออกมาอาสาแก้วิกฤต[17] แล้วอีกสักพักก็กลับคืนวงจรเดิมอีก ส่วนฉากหลังมีสิ่งที่ไม่ดีแอบซ่อนไว้เหมือนซุกสิ่งไม่ดีไว้ใต้พรม ที่ค่อยเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเรื่อยๆ รอให้สังคมและประชาชนพิพากษาลงโทษ และค่อยๆ เผยร่างปีศาจจำแลงตัวสุดท้ายที่นอนสิ้นท่ารอวันปราชัย เป็นฉายาว่า “ระบอบลวงตา” (Behind the Illusion) [18] ดั่งมีม่านหมอกปกคลุมไว้

ลองตัดภาพมาที่ อปท.ที่ถูกรัฐราชการส่วนกลาง “อำ อำพะนำ อมพะนำ ปิดบัง ปกปิดทุกเรื่อง” ฝ่ายอำนาจรัฐไม่กล้าลงพื้นที่ อปท.ด้วยเกรงว่าจะตอแหล อปท.อีกไม่ได้ มีแต่การให้ข้อมูลเท็จ หลอกไปวันๆ เป้าหมายสูงสุดเพื่ออยู่ในอำนาจให้นานที่สุด วิธีการจึงเป็นการหลิ่วหลับตาข้างหนึ่ง ไม่กล้าจัดการปัญหาอย่างถึงรากถึงโคน ปีนี้ 2565 เป็นปีที่จะต้องรายงานผลการดำเนินงาน 5 ปีแรก (2561-2565) [19] ของแผนการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน[20] ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีกรรมการแผนหลายสิบชุด จะรอดูว่า ตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ จะมีกี่เรื่องที่ทำได้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล  

 

นักการเมืองต้องแสวงหาความร่วมมือ ไม่ spoil 

 

การเมืองที่ใดมีการใช้เงิน ก็ต้องมุ่งหาเงินไว้มากๆ ต่างจากการเมืองที่แสวงหาความร่วมมือ หาเหตุหาผล แก้ปัญหาตรงจุด ได้รวดเร็วที่บางงานไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงแค่ขอความร่วมมือก็ได้ทั้งใจทั้งงาน 

การจัดทำแผนจัดทำโครงการในระดับพื้นที่เพื่อสนองตอบต่อชุมชนท้องถิ่น เป็นสิ่งจำเป็น เช่น มีการดำเนินการที่ประเทศญี่ปุ่นมานานแล้ว โดย สภา อปท. เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น[21] แต่เดิมนั้น สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เคยกำหนดกลุ่มความร่วมมือระหว่างเทศบาล ซึ่งได้ผลงานพอสมควร เช่น ศูนย์การโยธาภาค ศูนย์สิ่งแวดล้อมภาค โดยมีความร่วมมือ ทั้งวิชาการ คน เครื่องไม้เครื่องมือ พัสดุ งบประมาณ แต่มีปัญหาระยะทาง เพราะเทศบาลทั่วประเทศระยะแรกมีเพียง 149 แห่ง[22]และเครื่องจักรกลที่ซื้อ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้าง คนขับ อยู่ ณ เทศบาลที่ตั้งศูนย์บริหารในเทศบาลนั้น

ต่อมาภายหลัง อปท. มีภารกิจมากขึ้น ประกอบกับภาคเอกชนที่มีงานรับเหมามีเพิ่มจำนวนเครื่องจักรกลมากขึ้น และสินค้าและบริการที่ อปท.เลือกใช้ได้สะดวกมากขึ้น ความจำเป็นในการร่วมมือของ อปท. จึงลดลง และ อปท.หันไปใช้ระบบผู้รับเหมา ผู้รับจ้าง ผู้ขาย เข้ามาแทน แม้ว่าอาจสิ้นเปลืองงบประมาณมากขึ้นก็ตาม แต่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากกว่าการจัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรฯ ของ อปท.ดังกล่าว

นอกจากนี้การถ่ายโอนภารกิจยังมีหลายหน่วยงานที่ไม่ถ่ายโอน แต่เป็นสื่อกลางเป็นศูนย์ภาคให้บริการ อปท.เสียเอง ประกอบกับการร่างระเบียบ กฎหมาย มารองรับ ในเชิงเรียกใช้งาน อปท.และสร้างผลงานให้หน่วยงานตนเองได้ อปท.จึงถูกชี้นำไปตามแต่ที่หน่วยงานนั้นๆ จะกำหนดทิศทางไป โดยอาศัยการร่างระเบียบ และอำนาจ กำกับดูแล อำนาจ ตรวจสอบ ทั้งที่ อปท.มีกฎหมายจัดตั้งรองรับและกำหนดแผนพัฒนาเอง หารายได้เอง แต่กลับถูกครอบงำ ถูกชี้นำด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองการบริหารที่สร้างไว้แบบผิดๆ มองในมิตินี้เห็นชัดเจนว่า “ส่วนกลางมีภารกิจงานที่ซ้ำซ้อน” [23] กับ อปท.ที่ชัดเจน

หลักประชาธิปไตยที่ดีต้องแสวงหาความร่วมมือ เพิ่มค่าให้คนมีความสามารถ คนดี มีคุณธรรม มิใช่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบเอาตาย ทำให้คนรุ่นหลังขาดความเชื่อมั่น เชื่อถือศรัทธาในระบบ เพราะคนรุ่นก่อนปลูกฝังสิ่งไม่ดีไว้ ในหน่วยงานผู้นำทำตัวเป็นหัวหน้าแหล่งรังโจร คนดี ถูกกล่อมเกลา ครอบงำโดยคนอีกฝ่าย คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในระบบยังใช้ไม่ได้ เพราะมีเพียงจำนวนน้อยนิด (น้อยกว่า) 

การจัดสรรการบริหารที่ขาดการสร้างสำนึกคนให้รักผูกพันในองค์กร (Organizational Commitment) [24] ขาดหายไป เพราะความทางรู้วิชาการ ไปอยู่ที่หน่วยงาน สถานศึกษาที่จัดอบรม ซึ่งเป็นบุคคลและองค์กรภายนอก เนื้องานผลงานโครงการ งานจ้างจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่สำนึกรับผิดชอบไปอยู่กับผู้รับเหมา ผู้รับจ้าง 

ในขณะเดียวกัน บุคลากรด้านช่าง สิ่งแวดล้อม วิชาการ คนท้องถิ่น ที่ขาดคนก็ใช้ระบบการจ้างเหมา ช่วยงาน (out source) เป็นบุคคลที่ขาดสำนึกรักองค์กรเช่นกัน ประเด็นคือ จะบริหารงานอย่างไรให้สำเร็จเบ็ดเสร็จในตัว อปท.ทั้งหมดโดยพึ่งพาคนนอกหน่วยงานนอกให้น้อยที่สุด

ปัญหาข้าราชการในตำแหน่งที่มีอำนาจ (ตำแหน่งสายงานผู้บริหาร) โตมาจากระบบ Spoil[25] มาก ข่าวการซื้อตำแหน่งของคน อปท.เป็นที่น่าวิตกว่า ในอนาคตทิศทางการบริหารการพัฒนา อปท.จะเป็นในรูปแบบใด เพราะว่าการสร้างวัฒนธรรมคอร์รัปชันขึ้นในองค์กรใด องค์กรนั้นย่อมไม่พ้นการคอร์รัปชัน 

การลดการกำกับดูแล อปท. มองมุมกลับอาจเป็นอันตรายต่อการบริหารงานของ อปท.[26] เพราะไม่มีพี่เลี้ยง สิ่งที่สำคัญจำเป็นคือ จะทำอย่างไรให้ อปท.เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และทำให้ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคดำรงอยู่แบบขาด ราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้ 

อปท.ต้องจริงจังจัดทำโครงการที่สนองตอบท้องถิ่นดีที่สุดก่อน มิใช่ตามที่มีคนขอ ตามงานรับเหมา ตามเงินทอน หรือตามคะแนน อปท.ต้องมีเวลามีเครื่องมือที่กรองแล้วอย่างดี ส่วนการแถลงนโยบายของนายก อปท.ก็มิใช่ไปลอกเขามา หรือมีคนทำให้ เพราะจะเสียเวลาและโอกาสในการแก้ไขการพัฒนาที่ยากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ (Connection) อย่างเดียวคงไม่พอ อปท.ต้องขับเคลื่อนให้ถึงระดับ “ประชาสังคม” มีกติการ่วมปรับปรุงแก้ไขกติกาได้ หากทำได้ทั่วประเทศ การเมืองม็อบใหญ่กรุงเทพ หรือม็อบศาลากลาง ก็จะหมดไป

 

ตราบใดก็ตามที่ยังมีการรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ส่วนกลาง ยังมีระบบเงินทอน ความวุ่นวายก็จะเกิดตลอดไป มิได้หมายความว่า ต้องถ่ายโอนภารกิจให้ทั้งหมด แต่คงภารกิจไว้ส่วนกลางเพียงที่จำเป็น และเมื่อถ่ายโอนไปแล้ว ก็ต้องไม่ให้ไปกระจุกไว้ที่นักการเมืองท้องถิ่น ต้องกระจายต่อไปให้ถึง คุ้ม ชุมชน ครอบครัว


 

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), บทความพิเศษ, สยามรัฐออนไลน์, 4 กุมภาพันธ์ 2565, https://siamrath.co.th/n/319264 

[2]ข้อมูลเกี่ยวกับท่าเรือข้ามฟาก ท่าฉลอม-มหาชัย(ภาคผนวก ง), http://www.smsmba.ru.ac.th/index_files/NR/Ferryboat%20Service/14%20Appindix%204.pdf  

[3]ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (Representative Democracy)หรือ ประชาธิปไตยทางอ้อม (Indirect Democracy) หมายถึง การปกครองที่ประชาชนจะเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนในการร่วมตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในสมัยปัจจุบัน, วิกิพีเดีย

ดู ประชาธิปไตย: แนวคิดและหลักการเบื้องต้น (Democracy: Concept and Basic Principle) โดย ประภัสสร ทองยินดี, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน-ธันวาคม 2558, https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/download/44684/37038

[4]การกระจายอำนาจ (Decentralization)คือ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Local Self - Government) 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) การกระจายอำนาจตามพื้นที่ (Spatial Decentralization) คือ นโยบายภูมิภาค (Regional Policy) (2) การกระจายอำนาจการบริหาร (Administrative Decentralization) เป็นกระบวนการถ่ายโอนการบริหาร การวางแผน การจัดการรวมทั้งการจัดการทรัพยากรของส่วนกลางไปให้แก่หน่วยงานตัวแทน

แบ่งได้ 3 ประเภท (1) การแบ่งอำนาจ (Deconcentration) (2) การมอบอำนาจ (Delegation) (3) การโอนอำนาจ (Devolution) 

สรุป หลักการแนวคิดการกระจายอำนาจคือ การที่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระในด้านการบริหาร การคลังและการเมืองเนื่องจากเป็นรูปแบบการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ถือว่าเป็นการส่งเสริมและการพัฒนาการเมืองในระดับท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตยโดยการกระจายอำนาจหน้าที่ในการแบ่งอำนาจ มอบอำนาจและถ่ายโอนภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบในด้านการวางแผนการจัดการ และการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ทำให้การดำเนินการของรัฐบาลมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อประชาชนในการลดขั้นตอนจากการล่าช้าในการตัดสินใจจากส่วนกลาง และทำให้ประชาชนตระหนักในสิทธิและหน้าที่ความเป็นพลเมืองสามารถจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าการปกครองส่วนกลาง ตลอดจนเป็นการช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการต่อต้านการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง จึงเป็นหลักที่ช่วยลดภาระของรัฐบาลกลางในการดูแลท้องถิ่นอันจะช่วยแก้ไขจุดอ่อนของการปกครองโดยส่วนกลาง

ดู การกระจายอำนาจการปกครอง (Regime Decentralization), บทความวิชาการ โดย สุทธินันท์สุวรรณวิจิตร, บุญเรือง เตชะวิวัฒน์กุล, ใน วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม 2564, https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/download/252206/168952/  

[5]ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดย ดร.เทิดชาย ช่วยบำรุง, สถาบันพระปกเกล้า, มิถุนายน 2554, http://www.kpi.ac.th/public/index.php/knowledge/book/data/582 

[6]สร้างการปกครองท้องถิ่น ให้เป็นรากฐานพัฒนาประชาธิปไตย, โดย ดร.อรทัย ก๊กผล, สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2551, https://www.kpi.ac.th/media_kpiacth/pdf/M10_399.pdf 

[7]โดยทั่วไปสามารถแบ่งกลุ่มภารกิจท้องถิ่น 7 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (2) ด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต (3) ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคมและการรักษาความสงบเรียบร้อย (4) ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชกรรมและการท่องเที่ยว (5) ด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (6) ด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น (7) ด้านการบริหารจัดการและการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

[8]soft power (อำนาจอ่อน) เป็นอำนาจโดยปราศจากกำลังทางทหาร (Non-military power) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพล การเปลี่ยนแปลงทางความคิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่น โดยที่ไม่ต้องใช้การบังคับ

Soft Power เป็นแนวคิดที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐใช้ในการควบคุมคนในประเทศ รวมถึงโลก โดยผ่านตัวกลาง 3 อย่าง คือ วัฒนธรรม, ค่านิยม และนโยบายทางต่างประเทศ โดยโจเซฟ เนย์ ได้อธิบายว่า ถ้าวัฒนธรรมและแนวคิดน่าสนใจ สามารถดึงดูดคนได้ คนก็จะสามารถทำตามโดยที่เราแทบจะไม่ต้องใช้อำนาจในการบังคับขู่เข็ญใดๆ 

soft power (อำนาจอ่อน) หมายถึง ความสามารถในการดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วม โดยไม่ต้องบังคับหรือให้เงิน ในปัจจุบันใช้ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงและสร้างอิทธิพลต่อความคิดของสังคมและประชาชนในประเทศอื่น โดยอาศัยทรัพยากรพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศ เมื่อปี 2004 (พ.ศ.2547) ได้รับการอธิบายไว้เป็นครั้งแรกโดยโจเซฟ เนย์ (Joseph Nye) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, วิกิพีเดีย

โดย Soft Power ของอเมริกาหลังสงครามโลกที่เด่นๆ เลยก็คือ การเมืองแบบเสรี, การตลาดเสรี และสิทธิมนุษยชน ที่กลายเป็นที่สนใจ และดึงดูดผลลัพธ์ในแง่บวกให้กับผู้นำประเทศในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี และหลังจากอเมริกาใช้แนวคิด Soft Power ได้สำเร็จ ประเทศอื่นๆ ในยุโรปเองก็เริ่มมีการนำแนวคิดนี้ไปใช้กันบ้าง 

ดู รู้จัก SOFT POWER จะเกิดอะไรขึ้น เมื่ออำนาจไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนทางสังคมอีกต่อไป โดย imnat avatar writer, 26 ตุลาคม 2564, https://www.punpro.com/p/What-is-SOFTPOWER 

[9]การพัฒนาชุมชน (Community Development)หมายถึง การเสริมสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมให้แก่ท้องถิ่นชนบททุกแห่งทุกส่วน โดยการดำเนินการและการริเริ่มจากประชาชนเอง การพัฒนาชุมชนต้องอาศัยความสามารถของรัฐบาลที่เป็นผู้แทนเข้าไปบริหารในด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนกระตุ้นและเร้งเร้าให้ประชาชนมองเห็นปัญหาของตนเอง

การพัฒนาชุมชน ก็คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งหมายถึงชีวิตของบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระและไม่ก่อให้เกิดปัญหาให้แก่ สังคม เป็นชีวิตที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสามารถดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ค่านิยมของสังคม สามารถแก้ไขปัญหา ตลอดจนการแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้มาอย่างถูกต้อง ภายใต้เครื่องมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ โดยมีจุดเน้นของคุณภาพชีวิตเป็น 3 ทาง คือ(1) ด้านร่างกาย (2) ด้านจิตใจ (3) ด้านสังคม (นิยามขององค์การสหประชาชาติ, UN)

ดู community development การพัฒนาชุมชน ใน ชุดโครงการพัฒนาชุมชนยั่งยืนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, 5 ตุลาคม 2563, https://sites.google.com/site/archcommunitydevelopment/community-development 

& ตัวแบบการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน (A Model for Sustainable Community Development-SCD) โดย โกวิทย์ กังสนันท์, ในวารสารการเมืองการปกครอง ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 กันยายน 2555 -กุมภาพันธ์ 2556 การจัดการชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, http://copag.msu.ac.th/journal/filesjournal/3-1/2010201641649no-3-1-1.pdf 

[10]การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development)หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การพิจารณาตัดสินใจ การร่วมกันรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมีผลกระทบถึงตัวของชุมชนเอง การผนึกกำลังเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความร่วมมือว่าการระดมพลังของประชาชน ให้เกิดความร่วมมือร่วมใจระหว่างประชาชนด้วยกัน และรวมทั้งการปฏิบัติการให้ประชาชนเกิดความร่วมมือร่วมใจกับหน่วยงานของรัฐ หรือตัวแทนอย่างเต็มที่

ดู แนวคิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาในชุมชน, โดย วชิรวัชร  งามละม่อม ใน Media-Learning-of-Public-Administration, 23 กันยายน 2558, http://learningofpublic.blogspot.com/2015/09/blog-post_28.html

[11]หลักการการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน หรือบูรณาการ หรือ การพัฒนาชนบทแบบมีบูรณภาพ (Integrated Rural Development-IRD) คือ (1) การประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่น (2) การวางแผนแบบสหสาขา (3) การเลือกพื้นที่เฉพาะเพื่อการพัฒนาทุกด้าน (4) การกระจายอำนาจจากภูมิภาคสู่ท้องถิ่น

การพัฒนาชนบทแบบมีบูรณภาพ โดยหลักการพื้นฐานนั้น มีความคล้ายคลึงกับการพัฒนาชนบทตามแนวคิดวิธีการพัฒนาชุมชน Community Development (CD) อยู่มาก คือเป็นกระบวนการ เพื่อการปรับปรุงงานในหลายๆ ด้านเช่น การผลิต การสื่อสารการคมนาคม การศึกษา การสาธารณสุข เป็นต้น ส่วนที่แตกต่างกัน ก็คือIRD นั้น พยายามดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผสานกลมกลืนพร้อมๆ กัน หรือตามตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม (Simultaneous and Comprehensive Action) อย่างมีบูรภาพ (Integrated) และเป็นการดำเนินการภายใต้ขอบข่ายการบริหารอันเดียวกัน (A Single Administrative Framework) ของหน่วยงานเดียวมากกว่าที่จะเป็นการดำเนินการประสานระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการมีเป้าหมายพื้นที่ของการพัฒนาที่แน่นอน

ดู การส่งเสริมการเกษตรกับการพัฒนาชนบท (Agricultural Extension and Rural Development) กระบวนวิชา 352721 โดยรศ.ดร.สุรพล เศรษฐบุตร, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, http://agecon-extens.agri.cmu.ac.th/Course_online/Course/352721/352721_update/10_บทที่%209_352721.pdf  

& แนวคิดการพัฒนาชนบท เรียบเรียงโดย อาจารย์วชิรวัชร งามละม่อม นักวิชาการและนักวิจัย สถาบัน T.R.D.M. CO.,LTD., 2556, http://file.siam2web.com/trdm/article/2013318_75540.pdf  

[12]การพัฒนาเมือง (urban development)จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งของการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว เพราะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพและเร่งการสร้างนวัตกรรม ขจัดความยากจน สนับสนุนการบริโภคและการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงดึงดูดการลงทุน และในอนาคต 

กรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองและชนบท เรียกว่า “RUUR Models: Dr. Dan Rural and Urban Development Models” ที่จำแนกเมืองและชนบทตามระดับการพัฒนา จำนวนประชากรและความหนาแน่นของประชากร ได้เป็น 4 พื้นที่ ได้แก่ (1) ชนบทที่ด้อยพัฒนา (Underdeveloped rural area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรต่ำ และยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือเรียกว่า เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของการพัฒนาชนบท (2) ชนบทที่พัฒนาแล้ว (Developed rural area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรต่ำ และได้รับการพัฒนาแล้วหรือเรียกว่า เป็นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาชนบท (3) เมืองที่ด้อยพัฒนา (Underdeveloped urban area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรสูง และยังไม่ได้รับการพัฒนา เช่น สลัม หรือเรียกว่าเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของการพัฒนาเมือง (4) เมืองที่พัฒนาแล้ว (Developed urban area) คือ พื้นที่ที่มีจำนวนและความหนาแน่นประชากรสูง และได้รับการพัฒนาแล้วหรือเรียกว่า เป็นเป้าหมายของการพัฒนาเมืองและชนบท

ดู กรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองและชนบท: “RUUR Models" โดย ดร.แดน มองต่างแดน, 27 สิงหาคม 2562, https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/122983

[13]“การพัฒนาแบบยั่งยืน หรือ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) หมายถึง การพัฒนาที่สนองตอบต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง” (นิยามของ UN 1987 - พ.ศ.2530)

สรุป การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยก็คือ “การพัฒนาที่ยงยืน จะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสมดุลหรือมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันในระหว่างมิติอันเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์อยู่ดี มีสุขคือ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม จิตใจ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งต่อคนในรุ่นปัจจุบัน และคนรุ่นอนาคต”

เป็น “การตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่มีผลกระทบในทางลบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต” เป็น การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และกลไกการตลาด ก่อให้เกิดการเติบโต การผลิต การบริโภคที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ 

ดู การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย ตอนที่ 2 โดย สันติ บางอ้อ รองเลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2546, https://www.nesdc.go.th/images/content/data03_2-46.pdf

[14]สรุปขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (1) คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นจัดประชุมประชาคมท้องถิ่น ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น รับทราบปัญหา ความต้องการ ประเด็นการพัฒนา เพื่อนำมากำหนดแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานหน่วยงานต่างๆ และข้อมูลในแผนพัฒนาหมู่บ้านหรือแผนชุมชน มาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (2) คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น รวบรวมแนวทางและข้อมูลนำมาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น แล้วเสนอคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (3) คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อเสนอประชาคมท้องถิ่น (4) คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับประชาคมท้องถิ่น ร่วมพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น แล้วเสนอผู้บริหารท้องถิ่น (5) ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นและประกาศใช้ 

ดู ระเบียบ มท. ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2548 แก้ไขถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 & ระเบียบ มท.ว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ.2562, https://www.uthailocal.go.th/govdoc_detail.php?id=11369 

[15]การเสนอคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณงบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแนวใหม่ ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ในมาตรา 29 โดยในปี 2563 จะเริ่มเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการของบฯ ในรูปแบบใหม่ นำร่องโดย อบจ. 76 แห่ง ซึ่งสำนักงบประมาณได้แจ้งให้จัดทำคำของบประมาณและบันทึกคำของบประมาณโดยตรงในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดทำงบประมาณ (e-Budgeting) ของสำนักงบประมาณ และให้ส่งคำขอพร้อมรายละเอียดประกอบ โดยให้จังหวัดรวบรวมส่งผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดทำความเห็นเสนอต่อรมว.มหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบประกอบคำของบฯ

ในปีงบประมาณ 2566  เฉพาะเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้ (1) แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองและผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรม (ผู้มีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม) จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ตามความเหมาะสม เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประมาณการราคา แบบแปลน ผังบริเวณ ภาพถ่าย วงเงินงบประมาณให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานของทางราชการ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของราชการเป็นสำคัญ 

มาตรา 29 การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเงินอุดหนุน สำหรับการดำเนินการโดยทั่วไปหรือสำหรับการดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อเสนอต่อผู้อำนวยการ (หมายถึง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ) ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด

การจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนสำหรับการดำเนินการโดยทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ดู พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 92 ก วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 หน้า 1-18, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/092/1.PDF & อปท.ของบฯไม่ต้องผ่านกรม ขอตรงสำนักงบฯได้เลย ให้รัฐมนตรีรับรอง, นิตยสารผู้นำท้องถิ่น, 28 สิงหาคม 2562, https://poonamtongtin.com/a/อปท.ของบฯไม่ต้องผ่านกรม-ขอตรงสำนักงบฯได้เลย-ให้รัฐมนตรีรับรอง/อปท.ของบฯไม่ต้องผ่านกรม%20ขอตรงสำนักงบฯได้เลย%20ให้รัฐมนตรีรับรอง & หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.8/ว 2804 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 เรื่อง การเสนอคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล), http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2021/11/26525_1_1637923946620.pdf?time=1637931463154 

[16]การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation, Citizen Participation, Popular Participation, People Participation) หมายถึง กระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสแสดง ทัศนะ แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น เพื่อแสวงหาทางเลือก และการตัดสินใจต่างๆ เกี่ยวกับโครงการที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

สรุปว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง กระบวนการประสานสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และพัฒนานโยบาย โครงการและการบริการสาธารณะให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการตัดสินใจภาครัฐ ได้แก่ การวางแผน การตัดสินใจ การดำเนินการ การรับผลประโยชน์การติดตามประเมินผล ทั้งนี้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นวิธีการที่ภาครัฐ ภาคประชาสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสเรียนรู้ทำความเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน ปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด ทุกฝ่ายยอมรับมากที่สุดและมีผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด

[17]อ้างจาก เฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk, 19 มกราคม 2565 

[18]“มายาคติ ความหมายคือสิ่งที่ไม่จริง หลายเรื่องที่เราอาจจะเชื่อว่าจริง แต่สุดท้ายพอแหวกมันออกมาหรือพยายามมองให้รอบด้าน ที่จริง มันไม่จริง หรือไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราเชื่อ หรือสิ่งที่เราเคยเชื่อมันไม่ใช่”

ดู ‘สฤณี’ ชวนแหวกม่านมายา(อ)คติ ใน Behind the Illusion ระบอบลวงตา ‘เพราะความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว’, มติชน, 25 พฤศจิกายน 2564, https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_3055252

[19]มาตรา 11 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุกห้าปีหรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งด้านใดได้ หากคณะกรรมการเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ให้คณะกรรมการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการ

เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ และเมื่อได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ

ดู พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 79 ก วันที่  31 กรกฎาคม 2560 หน้า 1-12, https://www.ldd.go.th/www/files/81731.pdf & ประกาศเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580), ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 82 ก วันที่ 13 ตุลาคม 2564 หน้า 1, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/082/T_0001.PDF

[20]แผนการปฏิรูปประเทศ ต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคี สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ

ดู แผนการปฏิรูปประเทศ (13 ด้าน) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC), http://nscr.nesdc.go.th/แผนการปฏิรูปประเทศ/ 

& ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง), ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 44 ง วันที่  25 กุมภาพันธ์ 2564 หน้า 1, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/044/T_0001.PDF

& ประกาศแล้ว! แผนการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ฉบับปรับปรุงใหม่, มติชน, 25 กุมภาพันธ์ 2564, https://www.matichon.co.th/politics/news_2597876

[21]อ้างจาก สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (J.CAIR : Council of Local Authorities for International Relations)

ดู หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 810.2/ว 130 ลงวันที่ 17 มกราคม 2565 เรื่อง โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งผู้เชี่ยวชาญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2565, http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2022/1/26766_1_1642403428832.pdf?time=1642426045140

[22]ข้อมูลปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทยมีเทศบาลเพียง 149 แห่งเท่านั้น

ดู เทศบาลตำบล: ผลกระทบภายหลังการเปลี่ยนแปลงฐานะ โดย สุนทรชัย ชอบยศ นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (การปกครองท้องถิ่น) คณะรัฐประศาสนศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ใน วารสารการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2555, https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/download/23362/19944/

[23]คณะอนุกรรมาธิการด้านโครงสร้างอำนาจหน้าที่สำหรับการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ในคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ข่าวฉบับที่ 4/2565 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 สรุปว่า

ปัญหาความซ้ำซ้อนในหน้าที่และอำนาจในการปฏิบัติงานระหว่าง อปท.รูปแบบทั่วไปด้วยกันเองและ อปท.รูปแบบทั่วไปกับหน่วยงานของรัฐ ในกรณีปัญหาความซ้ำซ้อนในหน้าที่และอำนาจในการปฏิบัติงานระหว่าง อปท.รูปแบบทั่วไปกับหน่วยงานของรัฐนั้น อปท.มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง อปท.แต่ละรูปแบบ รวมถึงกฎหมายว่าด้วยแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. แต่ละหน่วยงานของรัฐก็มีกฎหมายให้หน้าที่และอำนาจไว้ในภารกิจอย่างเดียวกัน เช่น ภารกิจรักษาความสะอาดของถนน ภารกิจด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ภารกิจด้านการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการจะได้รวบรวมไว้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

[24]ความผูกพันต่อองค์การ (Organizational Commitment)คือความรู้สึกที่ดีต่อองค์การมีความรักความภาคภูมิใจความ เอาใจใส่ต่อองค์การรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งมีความเชื่อมั่นยอมรับเป้าหมายและค่านิยม ขององค์การเต็มใจและเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อเป้าหมายและต้องการที่จะดำรงไว้ซึ่งการ เป็นสมาชิกขององค์การนั้นตลอดไป ตามทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันต่อองค์กร

[25]ระบบ Spoil คือ ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เป็นระบบเส้นสาย พวกพ้อง Spoil System คือ ระบบที่ยึดถือความจงรักภักดี และความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว ในการพิจารณาดำเนินการบริหารงานบุคคลด้านต่างๆ หน่วยงานใดที่ใช้ระบบอุปถัมภ์เป็นหลักในการบริหารงานบุคคล ซึ่งตรงกันข้ามกับ ระบบคุณธรรม (Merit System) คือ ระบบการบริหารงานบุคคลที่ใช้หลักความสามารถ ความยุติธรรม ความเสมอภาค ปราศจากการแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้นในการบริหารงานบุคคลทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการพ้นจากตำแหน่งหน้าที่การงาน สรุป เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นเพื่อนระหว่างกันอยู่ด้วย ในการนี้ ฝ่ายผู้อุปถัมภ์มีทรัพยากรในครอบครองมากกว่า เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อำนาจ มากกว่า จึงสามารถให้การอุปการะและคุ้มครองแก่ผู้รับการอุปถัมภ์จากการถูกกดขี่จากผู้อื่น และจากอันตรายต่างๆ ได้ ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยมชมชอบ ให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับแผนการร้ายของผู้อื่น และเป็นฐานที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อผู้อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนเพราะมีคุณธรรมของผู้ให้ และความภักดีของผู้รับเป็นตัวสนับสนุน

ดู ปัญหาระบบอุปถัมภ์ (Spoil System) มีผลประทบต่อการเมืองไทย โดย สามหนุ่ม,  21 มกราคม 2552, http://oknation.nationtv.tv/blog/Poramin9/2009/01/21/entry-1 

[26]สร้างการปกครองท้องถิ่น ให้เป็นรากฐานพัฒนาประชาธิปไตย,โดย ดร.อรทัย ก๊กผล, สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2551, https://www.kpi.ac.th/media_kpiacth/pdf/M10_399.pdf