ต้องไม่มุ่งเพียงบรรลุ SDG ต้องไปให้ไกลกว่านั้น คือ บรรลุความเป็นประเทศเจริญแล้ว ด้วยพลัง integration

ชีวิตที่พอเพียง 4141a. การบรรลุ SDG กับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่ประเทศเจริญแล้ว

บันทึกนี้เกิดจากการสะท้อนคิด    จากการเข้าร่วม Side Meeting ของ PMAC 2022 เรื่อง High-Level Experts Meeting for Thailand Sustainable Development Forum 2022   ของโครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคส่วนเพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” พ.ศ. 2565   ในเช้าวันที่ ๒๗ และ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕    ที่จัดโดยทีมนักวิชาการจากหลายสถาบันรวมตัวกัน  นำโดยทีม IHPP กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และธนาคารแห่งประเทศไทย    ร่วมกับภาคีที่หลากหลาย      

 เอกสารของโครงการระบุว่า   “ปัจจุบันไทยมีแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand SDGs Roadmap) ที่ครอบคลุมการดำเนินงาน 6 ด้าน ได้แก่ การสร้างการตระหนักรู้   การเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับแผน 3 ระดับของประเทศ   กลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน   การดำเนินงานเพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน   ภาคีการพัฒนาการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน   และการสร้างตระหนักรู้     อย่างไรก็ตาม พบว่าการดำเนินการตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืนและตามเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยยังมีความท้าทายอยู่หลายประเด็น เช่น “การบูรณาการ” ทั้งการบูรณาการภายในภาครัฐที่ทำงานในประเด็นที่เชื่อมโยงกัน   การบูรณาการข้ามภาคส่วน   และการบูรณาการแบบข้ามศาสตร์    ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน   รวมทั้งการส่งเสริม การสร้างและจัดการองค์ความรู้โดยภาควิชาการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตชุดองค์ความรู้ เพื่อการสร้าง ความเข้าใจสถานการณ์ ระบุปัญหาและพัฒนาวิธีดำเนินการในอนาคต”

ประชุมเสร็จตอนเที่ยงของวันที่ ๒๘ ผมสรุปกับตนเองว่า เป้าหมายของงานนี้ต้องไม่หยุดอยู่แค่การบรรลุ SDG    ต้องไปให้ถึงเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่สภาพประเทศพัฒนาแล้ว    โดยในหลายประเด็น เราต้องไปไกลกว่า SDG   หรือต้องทำหลายประเด็นที่ SDG ไม่กล่าวถึง     เพราะประเด็นที่เราพูดกันในที่ประชุมสองครึ่งวัน   และสรุปอย่างงดงามโดยทีมงานของโครงการตอนท้ายของการประชุมวันที่ ๒๘   เป็นการสร้างกลไกเอาชนะความท้าทายสู่ประเทศเจริญแล้ว   

เนื่องจากผมไม่ประสีประสากับเรื่องนี้ จึงเข้าไปศึกษารายงาน Global Development Report 2019    ได้รับทราบว่า มี ๖ ปัจจัยหลัก หรือ 6 transformation สู่ SDG คือ

  1. Strengthening human well-being and capabilities; 
  2. Shifting towards sustainable and just economies;
  3. Building sustainable food systems and healthy nutrition patterns; 
  4. Achieving energy decarbonization and universal access to energy; 
  5. Promoting sustainable urban and peri-urban development; 
  6. Securing the global environmental commons.  

อ่านคำนำของ พญ. Gro Harlem Brundtland อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศนอร์เวย์  และอดีตผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกแล้วก็เกิดความหวัง    ผมชอบข้อความที่ท่านบอกว่า นโยบายต้องยึดข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์  โดยที่ข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต้องยึดหลักมนุษยธรรม   

ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๗ ผมได้เรียนรู้ว่าการเคลื่อนไหวตาม ๑๗ ตัวชี้วัดหลัก ดูท่าว่าจะไม่ทำให้บรรลุเป้าในปี  2030 เพราะมันชักนำให้มีการดำเนินการและวัดแบบแยกส่วน     จึงมีการพัฒนากรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ เป็น 6 transformation ดังกล่าว    และทีมงานของโครงการ    จึงได้พัฒนา SDG System Diagnostic Framework (SDF) มีชื่อย่อว่า INSIGHT (I = Institutional and Policy Coherence, N = Network and Partnership, S = Science, Technology, and Innovation, I = Information System and Statistic, G = Governance and Leadership, H = Human Resource and Capacity Building. T = Treasury (Finance for Development)     เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และมุมมองเชิงลึก (Insight)  และมองอย่างครบด้าน  เกี่ยวกับช่องว่างของระบบ สนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน   

น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่วงการนานาชาติเขาได้กลิ่นว่า จะไม่บรรลุ SDG ในปี 2030 หากการดำเนินการดำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่    เขาจึงคิดเครื่องมือใหม่ๆ ในการกระตุ้นการขับเคลื่อน  ได้แก่ SDG Move, SDSD – Sustainable Development Solution Network    และวงการไทยนำมาปรับใช้กับประเทศไทย   

ในการประชุมสองครึ่งวันนี้ มีการนำเสนอประเด็นหลัก ๕ ประเด็นคือ 

  1.  Human well-being and capabilities
  2. Sustainable and just economies
  3. Urban and peri-urban development
  4. Energy decarbonization with universal access
  5. Sustainable food, land, water and oceans

โดยวิเคราะห์แต่ละประเด็นด้วย INSIGHT model    ทำให้เกิดมุมมองอย่างครบด้าน เสนอโดยทีมวิชาการ   เมื่อนำมาเสนอขอคำแนะนำจาก “ผู้ทรงคุณวุฒิ” (คนแก่อย่างผม) ก็ได้มุมมองเพิ่มขึ้น    โดยผมเสนอว่า ทีมนี้ควรทำงานระยะยาว 5-10 ปี    เพื่อหมุนวงจรการเรียนรู้แบบ multi-stakeholder DLL – Double-Loop Learning  ผ่านการปฏิบัติของฝ่ายปฏิบัติ ทั้งในระดับพื้นที่/ชุมชน และระดับประเทศ    โดยเครื่องมือสำคัญคือ Developmental Evaluation   เพื่อให้วงจรเรียนรู้นี้อยู่บนฐานข้อมูลที่มีความครบถ้วนแม่นยำ    ซึ่งที่ประชุมพูดกันเรื่องระบบข้อมูลลงรายละเอียดมาก    เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่          

ผมดีใจมาก ที่ทีมวิชาการนี้ นำเอาการเคลื่อนไหวเพื่อการพัฒนาระดับโลก มาใช้ empower การพัฒนาประเทศไทย สังคมไทย   โดยใช้ท่าทีและกลยุทธการทำงานแบบร่วมมือรอบทิศ    และจุดเน้นคือ บูรณาการ  

ผมมีความหวังว่า    การดำเนินการตามแนวทางที่ทีมงานเสนอ และปรับปรุงโดยข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ   จะมีผลดีต่อประเทศไทยไม่เพียงเพื่อบรรลุ SDG    แต่จะมีผลยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการบรรลุความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งบรรลุ SDG ไปพร้อมๆ กัน 

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ม.ค. ๖๕