ตรรกะว่าด้วยความย้อนแย้ง


ตรรกะว่าด้วยความย้อนแย้ง

10 มกราคม 2565

ปกติคนเรามักจะมีพฤติกรรมชีวิตที่เป็นการขัดแย้งระหว่างคำพูดกับการกระทำ ส่วนความคิดที่นำเสนอจะทราบก็ต่อเมื่อมีการพูดออกมา ซึ่งมีได้ในหลายๆ กรณี เช่น พูดสองสามครั้ง แต่คำพูดขัดแย้ง หรือย้อนแย้งกันเอง หากเป็นนักวิชาการหรือบุคคลสำคัญ ถือว่าเป็นเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่ผิดปกติมากๆ เพราะหากเป็นต่างประเทศจะถูกนักวิจารณ์วิพากษ์ทันที แต่สังคมไทย คนหลายคนไม่มีความรู้ และส่วนใหญ่อะลุ้มอล่วยไม่อยากไปยุ่งด้วย แต่ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหม่หัวใหม่หัวก้าวหน้าเริ่มกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์คนที่มีพฤติกรรมหรือมีแนวความคิดที่ "ย้อนแย้ง" แบบนี้มากขึ้น คือคนที่พูดอีกอย่างทำอีกอย่าง หรือ เคยคิดเคยพูดไว้อีกอย่าง แต่ภายหลังกลับพูดอีกอย่างที่ขัดกัน

ความหมาย คำว่า paradox, irony, contradiction

คำว่า ย้อนแย้ง ไม่มีในราชบัณฑิต ซึ่งคำนี้มีการหยิบยกมาใช้ในแวดวงวิชาการเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา (อ้าง ไทยรัฐ 31 ธันวาคม 2561) “ย้อนแย้ง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวคนคนเดียว ที่มีความคิดย้อนไปแย้งมาในตัวเอง เทียบกับคำว่า paradox ในภาษาอังกฤษ ในภาษาไทยยังหาคำที่เหมาะสมกว่านี้มาแทนคำว่า “ย้อนแย้ง” ไม่มี  แต่อาจเรียกว่า “การสับขาหลอก” เหมือนกรดไหลย้อน เป็นต้น

ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษมีคำที่สื่อความหมายว่า การย้อนแย้ง หลายคำคือ
(1) paradox = สิ่งที่ขัดแย้งอยู่ในตัวเอง หรือ ตรงข้ามกันเอง อาจเป็นคำกับคำ หรือ ประโยคกับประโยคที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น ยิ่งกิน ยิ่งหิว ยิ่งรีบ ยิ่งช้า

(2) irony = สิ่งที่เกิดขึ้น ตรงข้ามกับสิ่งที่คาดหวัง การแฝงนัย ใกล้กับคำว่า bad luck = ความโชคร้าย อับโชค แยก 2 นัยยะ  (1) ออกแนว-ดัน เอาฮา (2) ตรงข้ามกับที่คิดไว้มาก 
ตัวอย่าง เจนไปเป็นครู ทั้งที่เมื่อก่อนเจนเกลียดโรงเรียนมากมาย หรือ แดนเพิ่งได้งานที่อยากทำมานาน แต่สุดท้ายแดนดันบอกว่างานไม่น่าทำ

สรุป paradox คือความขัดแย้งในตัวเอง irony คือความขัดแย้งที่ออกไปในเชิงเสียดสีเยาะหยัน ประชด พูดเอาเท่ห์ เป็นการล้อคำแบบความหมายตรงข้ามกัน

(3) contradict = ขัด หรือ แย้ง หรือ ขัดแย้ง เช่น ถ้าคำพูดขัดกันหรือขัดแย้งกันแสดงว่าคำพูดไม่ตรงกันหรือเหมือนกัน
contradiction = การโต้แย้ง ขัดแย้งไม่ลงรอย ย้อนแย้งขัดกัน

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น แม้ในพระคัมภีร์ศาสนา หรือทางธรรมะ ก็มีความย้อนแย้งเยอะแยะ ที่เป็น Paradox เช่น คนต้นจะเป็นคนปลาย ได้ยังไงกัน, ผู้ที่โศกเศร้าจะเป็นสุข เศร้ากับสุขไปด้วยกันได้ไง, คนบาปกลายเป็นคนชอบธรรม, เราเป็นคนบาปและชอบธรรมในเวลาเดียวกันได้ด้วย เป็นต้น

ตัวอย่าง Paradox ในชีวิตประจำวัน เช่น อยากบอกผู้หญิงคนหนึ่งว่ากำลังแอบชอบ แต่ก็ไม่กล้าบอกเพราะกลัวเขาจะรู้ว่าเราชอบ ตกลงจะให้รู้หรือไม่ให้รู้กันแน่, อยากรวยแต่ไม่อยากทำงาน, อยากเห็นแสงอาทิตย์แรกกลางน้ำค้างหกโมงเช้า แต่ไม่อยากรีบตื่นเช้า, อยากส่วนตัวแต่ไม่อยากโดดเดี่ยว, ชอบเที่ยว แต่ไม่ชอบเดินทาง, กินแกงเขียวหวาน แต่ไม่กินมะเขือพวง, กินน้ำปลาพริก แต่ไม่กินน้ำปลา,  บนเจ้าที่ว่าถ้าเลิกสูบบุหรี่ จะแก้บนด้วยการไม่สูบบุหรี่, เปิดแอร์จนหนาวแล้วนอนห่มผ้าหนาๆ, กลัวผีแต่ชอบดูหนังผี, บ่นว่าอยากผอม แต่หยุดกินไม่ได้, ทุกคนอยากคิดเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่คนสร้างสิ่งยิ่งใหญ่กลับเป็นคนส่วนน้อย เป็นต้น 

ย้อนแย้งจึงเป็นสภาวะสับสนทางอารมณ์ที่ออกจะกวนๆ ว่ากันว่า ความย้อนแย้งไม่ใช่เรื่องห่างไกลเลย เพราะมันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพียงแต่เราอาจไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัวเท่านั้น สรุปว่า สิ่งที่ความย้อนแย้งสอนเราไม่ใช่คำคมที่เอาไว้เสพหรือแชร์ต่อเก๋ๆ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าธรรมชาติของมนุษย์

โลกทัศน์ของคนที่มีพฤติกรรมย้อนแย้ง

แน่นอนว่าจากคำว่าการมีพฤติกรรมหนือการกระทำที่ย้อนแย้งนี้ ยังไปเกี่ยวพันถึง “กรอบความคิดของบุคคลคนนั้น” คือ เกี่ยวกับ “ทัศนะ” (view)

(1) world view = โลกทัศน์ หมายถึง การมองเห็นโลก การรับรู้โลก การที่คนแต่ละคนตีความสิ่งต่างๆ 

(2) vision = วิสัยทัศน์, ข้อเสนอเชิงวาดฝันไปในอนาคตให้มีความเป็นไปได้

(3) world outlook = ความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ ของบุคคลที่ย่อมแตกต่างกัน

สังคมมักมีคนที่มีแนวคิดต่างกันอยู่ 3 กลุ่ม

อย่างไรก็ตาม คนทึ่เกิดความคิดที่ย้อนแย้งในตัวเองก็จะมีวิธีการจัดการแก้ไขตนเอง ในทางจิตวิทยากลไกใน “การจัดการความย้อนแย้งทางความคิด” ของคนนั้น  เรียกว่า "Cognitive Dissonance" ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการใช้กลไกป้องกันทางจิต (Defense mechanism) ของ Sigmund Freud

ในหลายๆ สถานการณ์คนเราในแต่ละสังคมจะมีแนวคิดของคนแยกได้ 3 กลุ่ม คือ (1) พวกอนุรักษ์ที่เห็นตามของเดิม (2) พวกวิเคราะห์ที่พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย (3) พวกปล่อยวางทึ่ยินดีรับความเห็นต่าง ไม่ยึด ego ไม่สนใจว่าจะไปกระทบกระเทือนสิ่งใดหรือไม่ แต่ก็ไม่ใช่เขลาที่จะเชื่อทั้งหมดเป็นพวกที่มีความยืดหยุ่นมาก จึงเป็นคนทึ่มีสุขภาพจิตดีที่สุดใน 3 พวกนี้

ด้านคนที่ยังสับสนในตัวตน อาจยิ่งเสแสร้งแกล้งสร้างความคลุมเครือแก่ตัวตนมากยิ่งขึ้นก็ได้ อาจปิดบังซ่อนเร้นตัวตน แต่มีความอยากเด่นดัง อยากได้ อยากมี ที่ล้วนเป็น “จริตปิดบัง” สิ่งไม่ดึที่ซ่อนอยู่ภายในจิตและตัวตน คนจำพวกนี้อาจทำให้สังคมยิ่งเสื่อม เป็นอันตรายต่อสังคม เพราะจะทำให้การวิเคราะห์สังคมผิดเพี้ยนได้ เช่น อาจเห็นว่าสังคมมีความสุข (happiness) แล้ว สังคมจึงดีอยู่แล้ว (well being) ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรมาก เพราะมีคนสร้างภาพหลอกไว้

การจำแนกโลกทัศน์

Roland Muller เสนอว่า “โลกทัศน์ทางวัฒนธรรม” สามารถแบ่งออกเป็น 3 มุมมองที่แยกจากกัน ไม่ง่ายพอที่จะบอกว่าแต่ละคนเป็นหนึ่งในสามวัฒนธรรมนี้ แต่แต่ละคนเป็นส่วนผสมของทั้งสามอย่าง ตัวอย่างเช่นคนๆ หนึ่งอาจได้รับการเลี้ยงดู คือ (1) ในสังคมแห่งอำนาจ - ความกลัว (2) ในครอบครัวที่ให้เกียรติ - อับอายและ (3) ไปโรงเรียนภายใต้ระบบความรู้สึกผิด - ความไร้เดียงสา

Michael Lind ได้จัดมุมมองทางการเมืองของชาวอเมริกันออกเป็นห้าประเภท:
(1) Malthusianism สีเขียว หรือ ตามทฤษฎีประชากรศาสตร์ ที่เชื่อว่า ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การล่มสลาย โลกต้องกลับไปสู่การดำรงชีวิต แบบเพียงแค่สามารถประทังชีวิต
(2) ลัทธิ โดดเดี่ยวเสรีนิยม
(3) โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่
(4) ชาตินิยมประชานิยม
(5) สังคมประชาธิปไตย

ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล

ความไร้เหตุผลอาจปรากฏอยู่เหนือบริบทที่ไม่ถูกนับเนื่องให้สังกัดอยู่ในความ หมายใดๆ ‘อัลแบร์ กามูส์’ ได้สร้างปรัชญาแห่งความไร้เหตุผลขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไร้สาระของชีวิตและความไร้เหตุผลของโลกที่ทำให้โลกไม่เป็นเช่นที่ควรจะเป็น พร้อมทั้งเสนอแนะทางเลือกที่จะช่วยทำชีวิตให้มีความหมายในโลกที่ไร้เหตุผลด้วย

‘กามูส์’ ก็ได้ประจักษ์และเห็นเป็นข้อสรุปออกมาว่า... ความทุกข์ยากลำบากของมนุษย์และความชั่วร้ายต่างๆที่ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งล้วนป็นความจริงที่ขัดแย้งกับคำสอนนี้ “โลกที่ดีงามอยู่ในตัวจะมีสิ่งที่เลวร้ายแฝงอยู่ได้อย่างไร?”

ทัศนะที่ย้อนแย้งเรื่องความสุข หรือ ความพอใจในชีวิต = Happiness or Subjective well being (SWB)

มาดูตัวอย่างในปัญหาความสุขในความเป็นจริง (ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์, 2562)
1. โลกยุคใหม่มีความย้อนแย้งหลายเรื่อง บางเรื่องเหมือนเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อพูดถึงเรื่องความสุขทั้งๆ ที่คนมีมาตรฐานการครองชีพโดยรวมสูงขึ้น อายุขัยสูงขึ้นทั้งโลกมาพร้อมกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น แต่ในประเทศที่เจริญแล้วยังพบอัตราที่สูงขึ้นของผู้ป่วยที่ป่วยทางจิตโดยเฉพาะประเภทซึมเศร้า depression การฆ่าตัวตายยังมีอยู่สูงทั่วไป งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นพบว่า สำหรับประเทศหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งเมื่อรายได้อยู่ในระดับหนึ่งหมื่นถึง 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ เส้นความสุขจะค่อนข้างแบนคือไม่เพิ่ม โดยนัยยะเงินเริ่มซื้อความสุขไม่ได้เรียกว่า Easterlin paradox นักจิตวิทยาพบว่าเมื่อคนบรรลุเป้าหมายในการมีสิ่งของสินค้าทางวัตถุที่ฟุ่มเฟือยแล้วสิ่งที่ต้องการหรือความสำเร็จเมื่อบรรลุถึงในขั้นแรกจะนำมาซึ่งความสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มเป็นความเคยชิน ความสุขจะกลับไปสู่สถานภาพเดิม ความสุขจะเพิ่มขึ้นใหม่จะต้องมีความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยานใหม่แล้วมุ่งไปให้ถึง เมื่อไปถึงแล้วทุกอย่างก็อาจจะจบ มนุษย์เหมือนวิ่งอยู่บนสายพานที่เรียกว่าความสุข นี่เป็นความสุขที่แท้จริงหรือ

2. แต่ถ้าเทียบระหว่างประเทศที่รายได้ต่อหัวสูงกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำยังพบว่าระดับความสุขของคนในประเทศที่ร่ำรวยกว่าจะสูงกว่า โศกนาฏกรรมของความสุขที่ดูน่าหดหู่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่ารายได้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนมีผลสำคัญกว่าตัวระดับรายได้ซึ่งหมายความว่าถ้าทุกคนรายได้เพิ่มขึ้นเท่าๆ กันจะไม่มีใครมีความสุขเพิ่มขึ้น คนที่มีความสุขมากขึ้นคือคนที่มีรายได้หรือความมั่งคั่งสูงกว่าคนอื่น ในกรณีของจีนก็อาจจะมองเป็นโศกนาฏกรรมได้เช่นกัน จีนไม่มีใครปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงในจีน โดยเฉพาะอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โตได้ถึง 2 หลักต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน รายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับการมีสินค้าบริโภคเพิ่มขึ้น เช่น ทีวี แต่ Easterlin paradox ก็เกิดขึ้นที่จีนทั้งๆ ที่ในช่วง ค.ศ.1994-2005 รายได้ต่อหัวของจีนเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า แต่รายงานความสุขปรากฏว่าลดลงถึง 20 จุด จาก 80 เหลือ 60

3. นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล George Akerlof ศึกษาในเชิงประจักษ์พบว่าการทำนายอรรถประโยชน์ของคนจะถูกต้องดีขึ้นถ้ามันมีตัวแปลพฤติกรรมที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ในเรื่องคุณค่าหรือ norm หรือ value ซึ่งมันอาจจะเกิดจากบริบทของสังคม ศาสนา หลักการหรือจริยธรรม ความสุขเกิดจากการได้เป็นผู้ให้ มีความใส่ใจในผู้อื่น เป็นต้น

4. ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจต้องเลือกระหว่างการว่างงานที่สูงขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อ การว่างงานบ่งบอกถึงความทุกข์ในน้ำหนักที่สูงกว่ามาก
5. โดยทั่วไปคนที่แต่งงานพบว่ามีความสุขมากกว่าคนโสด ครอบครัวเมื่อมีรายได้สูงขึ้น จำกัดการมีลูก ในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบสังคมอเมริกันกับสังคมยุโรป คนอเมริกันโดยทั่วไปไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจหรือเป็นทุกข์เป็นร้อนเหมือนคนยุโรป ซึ่งเป็นสังคมที่เน้นความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสูง อาจจะเป็นเพราะว่าคนอเมริกันเชื่อว่าตัวเองมีโอกาสที่จะไต่เต้าทางสังคม โดยทั่วไปสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมกันสูง คนจะไม่มีความสุขสูงด้วยเช่นกัน ประเทศกลุ่ม Nordic ที่พบว่ามีความสุขสูงกว่าประเทศอื่นๆ พบว่าเป็นกลุ่มที่มีความไม่เท่าเทียมกันในรายได้หรือการกระจุกตัวของความมั่งคั่งต่ำที่สุด

6. ตัวแปรทางด้านสถาบัน พบว่าสังคมที่มีเสรีภาพ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเทศที่รายได้สูง สังคมที่มีทุนทางสังคมเหนียวแน่นระดับความสุขของคนจะสูงตามมาด้วย

7. ข้อสังเกตจากการค้นพบที่มีความสำคัญมหาศาล คือ

ก. ความเชื่อของนักจิตวิทยาที่มีมานานว่าคนจำนวนมากมีความสุข กำหนดมาให้แล้วจากบุคลิกภาพหรือยีน คนเหล่านี้เวลาเจอโชคชะตาเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองต้องพลิกผันชีวิตมีความทุกข์ ไม่ว่าจะเรื่องอุบัติเหตุ สุขภาพ ธุรกิจ ชีวิตสมรส จะสามารถปรับตัวรับสภาพที่เป็นอยู่ได้ดี คือเป็นทุกข์แต่ก็อาจจะไม่มาก ความเชื่อนี้พบว่าเป็นความจริงเฉพาะกรณีเรื่องการเปลี่ยนแปลงของรายได้ แต่ไม่ใช่สำหรับกรณีเรื่องอื่นๆ

ข. รายงานเรื่องความสุขเปรียบเทียบระหว่างประเทศของกลุ่มคนต้องตีความและใช้ด้วยความระมัดระวัง การบอกว่าตัวเองมีความสุข พอใจกับชีวิต มันอาจจะขัดกับข้อสังเกต ข้อเท็จจริงเมื่อดูปัจจัยที่เป็นวัตถุวิสัยด้านคุณภาพชีวิตหรือวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลนั้นๆ (นอกเหนือจากความรู้สึกบิดเบือนเมื่อถูกถามเรื่องความสุขที่ผู้ตอบให้ความสำคัญมากแก่ชีวิตหรือเหตุการณ์ในบั้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี หรือใช้ peak end rule ดังที่ผู้เขียนได้เสนอไว้เมื่อครั้งที่แล้ว) เราพบข้อเท็จจริงมาก เช่น จากการศึกษาของ Angus Deaton ที่พบว่าคนจนในทวีปแอฟริกา ไม่ทุกข์ร้อนกับโรคเอดส์ HIV ที่รุมเร้า รวมทั้งข้อมูลความยากจนอื่นๆ แต่กลับรายงานระดับความพอใจในชีวิตที่ขัดกับข้อมูลข้อเท็จจริง หรือปรากฏการณ์ที่ Sen และ Nussbaum ให้ข้อสังเกตไว้ในกรณีของอินเดีย ซึ่งพบว่าคนจนผู้หญิงที่ถูกบีบรัด กดดัน จากสังคมทุกรูปแบบ เมื่อรายงานสถานการณ์ความสุขก็แสดงความพอใจในชีวิตที่รับได้ต่างกับคุณภาพชีวิตที่พวกเขาควรจะมีดีกว่าที่เป็นอยู่ นักวิชาการทั้งสองคิดว่าผู้ยากไร้แร้นแค้นนั้นได้ปรับความรู้สึกและทัศนคติต่อชีวิตให้ตรงกับสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญ (บางคนมองว่าแกล้ง หรือ pretend ที่จะรู้สึกว่ามีความสุข) เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม มองอีกแง่หนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ได้อยู่ในสังคมที่เขามีเจตจำนงเสรี เขาถูก conditioning โดยสังคม เขาจึงแสดงความรู้สึกเรื่องความสุขออกมาแบบนั้น

อ้างอิง

ปรัชญาว่าด้วยความย้อนแย้ง โดย น้าเน็กคนดังนั่งเขียน, ไทยรัฐ, 8 เมษายน 2557, https://www.thairath.co.th/content/414666

ปริศนาและความย้อนแย้งความสุขของมนุษย์, โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์, Matichon, 25 มกราคม 2562, https://www.matichon.co.th/article/news_1331103 

"คนเราจัดการความย้อนแย้งทางความคิดอย่างไร?", โดย Wisdom's all around, Blockdit, 13 กันยายน 2562, https://www.blockdit.com/posts/5d7b3a9fa9019b0cc35fa454

ความย้อนแย้งในวิถีคิดของปัญญาชนพุทธไทย, โดยสุรพศ ทวีศักดิ์, ประชาไท / บทความ, 30 ธันวาคม 2562, 
https://prachatai.com/journal/2019/12/85723

ปรัชญาแห่งความไร้เหตุผล “โลกที่มีความดีงามอยู่ในตัว...จะมีสิ่งที่เลวร้ายแฝงอยู่ได้อย่างไร", โดย ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต, สยามรัฐ, 30 ตุลาคม 2563, https://siamrath.co.th/n/193513 

โลกทัศน์ นิรุกติศาสตร์และประเภทของโลกทัศน์, https://hmong.in.th/wiki/World_view 

หมายเลขบันทึก: 695818เขียนเมื่อ 10 มกราคม 2022 22:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 มกราคม 2022 16:36 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี