ในช่วงเวลาหลายปีมานี้เราได้ยิน เสพข่าวและเสพสื่อเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ากันอย่างต่อเนื่องและได้ยินถึงมันมากขึ้น ดังนั้นโรคซึมเศร้าจึงเป็นโรคที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิดและหลายๆคนเองก็ยังไม่ทราบว่าโรคซึมเศร้านี้ไม่ใช่เพียงแค่จิตแพทย์เท่านั้นที่สามารถรักษาได้ นักกิจกรรมบำบัดเองก็สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยเช่นกัน โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีนักศึกษากฎหมาย ซึมเศร้า วิตกกังวล ติดพนัน และมีหูแว่วเล็กน้อยกับบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัดกรณีศึกษานี้กันค่ะ
โดยเริ่มแรกนั้นนักกิจกรรมต้องเข้าไปพูดคุยกับผู้รับบริการโดยเริ่มทำความรู้จัก เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการ ใช้ Therapuetic use of self ในการเป็นสื่อในการรักษา สร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการโดยใช้ทักษะ interpersonal communication skills เพื่อหาความหมาย ความรู้สึก ความต้องการและสร้างความหวังให้ผู้รับบริการมีกำลังใจให้ความร่วมมือในการบำบัด ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือนักกิจกรรมบำบัดต้องพยายามหาความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการให้ได้ โดยผ่านบทสนทนา ในกรณีนี้ผู้รับบริการเป็นซึมเศร้า วิตกกังวล ต้องพูดคุยหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้ เนื่องจากอาการซึมเศร้าสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีผลการเรียนที่แย่มากจนทำให้มองตัวเองในแง่ลบ โทษตนเองมากเกินไป รู้สึกตนเองไร้ค่าหรือการเรียนที่หนักจนไม่สามารถปรับตัวได้จนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือการเข้าเรียนในสาขาและคณะที่ไม่ชอบ เป็นต้น ดังนั้นผู้บำบัดต้องพยายามพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้ต่อยอดในการประเมินหาความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการว่าผู้รับบริการอยากจะให้ผู้บำบัดช่วยอะไร มีสิ่งใดที่ต้องการจะทำ สิ่งใดที่ผู้รับบริการต้องการที่จะทำแต่ด้วยอาการของโรคนี้เป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมนั้นๆ นอกจากการหาความต้องการที่แท้จริงนี้แล้วผู้บำบัดยังต้องประเมินความสามารถของผู้รับบริการร่วมด้วย เพื่อนำไปประกอบการวางแผนบำบัดรักษาเรียกว่า Mental State Examination ในที่นี้เป็นการตรวจสอบหรือประเมินอาการของโรคหรือ Emotional Coping ของผู้รับบริการในปัจจุบันก่อนที่จะเริ่มการบำบัด เพื่อให้รู้ว่าผู้รับบริการมีความพร้อมหรือความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ในระดับใด ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการเคาะอารมณ์เพื่อประเมินว่าผู้รับบริการมีการจัดการกับอารมณ์ ความตึงเครียดได้ดีหรือไม่ โดยประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1. ใช้นิ้วเคาะบริเวณหัวคิ้วพร้อมพูดคำว่า “มั่นใจ” 3 ครั้ง 2. ใช้นิ้วเคาะบริเวณใต้ไหปลาร้าแล้วพูดคำว่า “ เข้มแข็ง” 3 ครั้ง 3. ใช้นิ้วเคาะบริเวณใต้รักแร้ห่าง 1 ฝ่ามือพร้อมพูดคำว่า “ให้อภัย” 3 ครั้ง ให้ผู้บำบัดสอบถามว่ามีความตึงที่จุดใดหรือไม่ทั้งก่อนและหลังทำกิจกรรมนี้
เมื่อทำจนครบทุกขั้นตอนแล้วจึงประเมิน Emotional Coping Ax ของผู้รับบริการว่าสามารถจัดการกับอารมณ์ได้หรือไม่ เมื่อประเมินหาความสามารถในการจัดการอารมณ์และหาความต้องการที่แท้จริงได้แล้ว ผู้บำบัดต้องวางแผนในการเสริมสร้างความหวังพลังชีวิตให้แก่ผู้บำบัดเพื่อให้ผู้บำบัดให้ความร่วมมือในการบำบัด การเพิ่มความหวังพลังชีวิตให้แก่ผู้รับบริการนั้นต้องอยู่ในพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อให้ผู้รับบริการมีความรู้สึกว่าเราสามารถทำได้ เพื่อเป็นพลังบวกในการเปลี่ยนแปลงและเป็นแรงกระตุ้นในการให้ความร่วมมือในการบำบัด อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในเชิงบวกแก่ผู้รับบริการอีกด้วย
เมื่อเสริมสร้างความหวังพลังชีวิตให้แก่ผู้รับบริการแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคือการปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรมหรือให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการหรือ Skilled Life Design โดยเริ่มแรกผู้รับบริการเองต้องพูดคุยเพื่อให้ทัศนคติของผู้รับบริการเปลี่ยนไปในเชิงบวก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีทัศนคติที่แย่กับตนเอง รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ผู้บำบัดต้องพูดคุยทำความเข้าใจเพื่อให้ผู้รับบริการมีทัศนคติในเชิงบวกต่อตนเองมากขึ้นและอยู่เคียงข้างผู้รับบริการ
ในกรณีนี้ผู้รับบริการปัญหาที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากในเรื่องของการเรียน เนื่องจากเป็นบทบาทหน้าที่ของผู้รับบริการ ผู้บำบัดต้องให้คำแนะนำโดยเริ่มการพูดคุยกับผู้รับบริการถึงการที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง ให้ผู้รับบริการยอมรับและมั่นใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยในการปรับเปลี่ยนวืถีชีวิตนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ในที่นี้แนะนำให้ทำ Planner ในการวางแผนการทำกิจกรรมในแต่ละวันอย่างเหมาะสมและชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากการทำ Planner เองก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นและวัยเรียนจึงเหมาะสมกับผู้รับบริการในวัยที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย โดยการใน Planner นั้นเราสามารถจัดตารางเพื่อแบ่งเวลาเรียน เวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้เหมาะสมได้ด้วยตนเองตามที่ผู้รับบริการต้องการแต่ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ผู้รับบริการสามารถเลือกเวลาเข้านอน-ตื่นนอนได้ด้วยตนเองแต่ต้องพักผ่อนให้ครบ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เป็นต้น อีกทั้งพยายามหากิจกรรมอื่นๆที่ผู้รับบริการมีความสนใจมาทำเพิ่มเติมเพื่อทดแทนการเล่นการพนัน เช่น การออกกำลังกาย ร้องเพลงหรือเล่นดนตรี เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการรู้สึกเบื่อหน่ายจนกลับไปติดการพนันอีกครั้ง โดยจะต้องมีกลุ่มเพื่อน ครอบครัวและคนรอบๆตัวช่วยเหลือในการปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิตในครั้งนี้ร่วมด้วย
และในส่วนสุดท้ายคือการสนับสนุนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ (Supportive Engagement) โดยในขั้นแรกต้องสอบถามจากผู้รับบริการในกิจกรรมที่ผู้รับบริการอยากที่จะทำเพื่อให้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งในผู้ป่วยซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น จึงต้องมีการสนับสนุนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างมาก โดยผู้บำบัดสามารถปรับตัวรูปแบบกิจกรรมให้น่าสนใจขึ้นเพิ่มได้ด้วยวิธีการทางกิจกรรมบำบัด มีการเพิ่มระดับความท้าทายในกิจกรรมหรือลดความท้าทายให้เหมาะสมกับตัวผู้รับบริการเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จะทำได้อย่างเต็มที่และสามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการทำกิจกรรมต่างๆที่ผู้รับบริการสนใจได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้นนอกจากจะทำให้ผู้รับบริการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองแล้วยังเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการทำกิจกรรมอื่นๆที่ต้องการจะทำร่วมได้ด้วย ดังนั้นการสนับสนุนในการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการนั้นจึงเป็นอีกอย่างที่สำคัญมากที่จะทำให้ผู้รับบริการมีความภาคภูมิใจในตนเอง สร้างความมั่นใจในการทำกิจกรรมที่ตนเองอยากทำและเป็นการสร้างแรงกระตุ้นความคิดในเชิงบวกให้กับผู้รับบริการอีกด้วย
อ้างอิง
- https://www.posttoday.com/life/healthy/630569
- https://www.phyathai.com/article_detail/2876/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87