บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ตอนที่ ๖ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 3  Getting Going : Some suggestions for starting out  ต่อจากตอนที่ ๕      

ในตอนที่ ๕ ได้แนะนำวิธีดำเนินการเพื่อพัฒนามิติของการสร้างสรรค์ ๓ ใน ๕ มิติคือ  ช่างสงสัย    มุ่งมั่น  และ ร่วมมือ    ในบันทึกที่ ๖ จะกล่าววิธีดำเนินการในอีก ๒ มิติ คือ มีวินัย และ มีจินตนาการ 

 

มีวินัย (disciplined) 

ในที่นี้ตีความการมีวินัยในการฝึกการคิดสร้างสรรค์  ว่ามีนิสัยย่อย ๓ ประการคือ สะท้อนคิดอย่างจริงจัง   พัฒนาวิธีการ   และ ทำงานฝีมือและปรับปรุง    

หลักการสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีวินัยในการฝึก ได้แก่  (๑) ซอยย่อยกิจกรรมที่มีความซับซ้อน ออกเป็นขั้นตอนย่อย  (๒) พุ่งเป้าที่ขั้นตอนที่ยาก  (๓) ฝึกในต่างสถานที่  (๔) ทดสอบ (๕) ทดสอบก่อนซ้อม โดยตั้งคำถามก่อนฝึก เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ  (๖) ขอให้มีการให้คำแนะนำป้อนกลับ     

 วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ :  ฝึกปฏิบัติและทบทวนอย่างจริงจัง (deliberate practice) 

เป็นการฝึกปฏิบัติอย่างมีเป้าหมายชัดเจน ว่าจะพัฒนาขึ้นไปให้ทำได้ดีในระดับใด    โดยเป้าหมายของการฝึกปฏิบัติคือ เพื่อพัฒนาฝีมือหรือขีดความสามารถขึ้นให้ถึงระดับที่น่าภาคภูมิใจ    หลักการคือ ไม่ใช่แค่ฝึกทำซ้ำๆ เท่านั้น    แต่เป็นการฝึกปฏิบัติอย่างตระหนักรู้แต่ละขั้นตอนของการปฏิบัติ แล้วตรวจสอบคุณภาพของผลงานอย่างพินิจพิเคราะห์   และตั้งเป้าหมายว่า ในรอบหน้าจะปรับปรุงตรงไหน ด้วยวิธีการใด    อาจฝึกซ้อมเฉพาะส่วนที่ยากหรือตนยังทำไม่ได้ดี ซ้ำหลายๆ ครั้งจนได้ผลงานที่มีคุณภาพสูงอย่างคงที่สม่ำเสมอ   อาจลองทำผิดพลาดที่บางจุดเพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไข    เป็นต้น 

หนังสือแนะนำวิธีฝึกปฏิบัติ ๕ ขั้นตอนคือ  (๑) รับรู้วิธีการ  เช่นโดยสังเกตวิธีปฏิบัติของผู้ชำนาญ   (๒) ซ้อมทำซ้ำๆ จนทำได้อย่างเป็นอัตโนมัติ   (๓) สำรวจหาขั้นตอนที่ยาก  แล้วฝึกเฉพาะส่วนนั้นซ้ำๆ จนทำได้ดี อย่างเป็นอัตโนมัติ  (๔) “ด้นกลอนสด” (improvising) คือปฏิบัติโดยไม่เตรียมตัวก่อน  (๕) ปฏิบัติการจริง  เช่นหลังซ้อมการเล่นโขน ขั้นตอนนี้คือการแสดงจริง       

นิสัยย่อยที่ ๑๐ :  สะท้อนคิดอย่างจริงจัง 

การประเมินเป็นรูปแบบหนึ่งของการตรวจสอบความก้าวหน้าของการเรียนรู้    การคิดแบบสะท้อนคิด (reflection) เป็นการประเมินการเรียนรู้   เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์เป็นความเข้าใจในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง    สามารถปรับใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้   

แนวทางหลัก :  สะท้อนคิดกับตนเอง  (self-reflection)

นี่คือกระบวนการสร้างการมีสติตระหนักรู้ตนเอง (self-awareness)    การสะท้อนคิดกับตนเองช่วยให้ตระหนักว่าวิธีการใดใช้ได้ผล  วิธีการใดใช้ไม่ได้ผล    การใคร่ครวญสะท้อนคิดนี้ ทำได้ทั้งหลังการรวบรวมความรู้หรือวิธีการ (โดยยังไม่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง)  หรือทำหลังจากได้ลงมือปฏิบัติแล้ว        

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  บันทึกการเรียน (learning log หรือ learning journal)

การเขียนบังคับให้มีการสะท้อนคิด    โดยอาจเริ่มต้นด้วยการเขียน ๓ ประโยค คือ (๑) สิ่งที่ฉันยังเข้าใจไม่ชัดเจนคือ ...  (๒) สิ่งที่ฉันควรทำได้ดีกว่านี้คือ ... (๓) สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจคือ ...    โดยที่ครูก็ควรทำเช่นเดียวกัน  และนำมาแชร์กับนักเรียนเป็นครั้งคราว   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  ครูช่วยกระตุ้นหรือเตือนความจำ (prompt)

เมื่อบทเรียนต่อเนื่องมาจากตอนก่อน   ครูอาจช่วยตั้งคำถามให้นักเรียนสะท้อนคิดถึงบทเรียนที่แล้ว เชื่อมโยงมายังบทเรียนที่กำลังจะเรียนต่อไป   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓  ครูช่วยแนะโครงความคิด (scaffolding) 

เมื่อนักเรียนจบบทเรียน ครูช่วยตั้งคำถามให้นักเรียนสะท้อนคิดเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในบทเรียนนี้ กับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนก่อนหน้า   โดยให้เวลาใคร่ครวญ ให้ความเงียบ หรืออาจมีดนตรีเบาๆ    ครูอาจช่วยตั้งคำถามให้นักเรียนโฟกัสการสะท้อนคิดที่บางตอนของการแก้ปัญหา  หรือการปรับปรุงวิธีเรียนของตนเอง   

นิสัยย่อยที่ ๑๑ :  พัฒนาวิธีการ   

เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องฝึกทั้งทักษะเชิงหลักการ (conceptual skills)  และทักษะปฏิบัติ (practical skills)    โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของตนเอง จากระดับมือใหม่ (novice)  สู่ระดับเชี่ยวชาญ (expert)     โดยต้องแปลงห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติงาน (workshop)    และควรมีพื้นที่ให้จัดแสดงชิ้นงาน  หรือโชว์วิดีทัศน์วิธีสร้างชิ้นงาน   

แนวทางหลัก : มีการสาธิตโดยผู้เชี่ยวชาญ 

เท่ากับช่วยเอื้อให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยการเอาอย่าง    และได้สังเกตขั้นตอนต่างๆ นำมาคิด จินตนาการ จดจำ และทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง   

การเรียนจากการชมการสาธิตโดยผู้เชี่ยวชาญ มีข้อจำกัดตรงที่จะไม่ได้เรียนรู้จากการทำผิดพลาด   เขาแนะนำให้การสาธิตนั้นมีการอธิบายควบคู่ไปด้วย    ว่าขั้นตอนไหนบ้างที่อาจเกิดความผิดพลาดได้บ่อย ผิดพลาดอย่างไรบ้าง ก่อผลอะไร   และผลงานชั้นเลิศมีลักษณะแตกต่างจากผลงานธรรมดาๆ อย่างไร         

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  ลอกเลียน

เป็นการฝึกให้ช่างสังเกต และฝึกทักษะการใช้มือหรือร่างกาย เช่นการคัดลอกภาพวาด  การร่ายรำ โดยลอกเลียนให้เหมือนต้นแบบ   โดยมีครูทำหน้าที่โค้ช แนะนำหลักการ     

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  เขียนช้าๆ เพื่อกระตุ้นความสร้างสรรค์ 

นักเรียนฝึกเขียนเรื่องราวอย่างช้าๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดวิธีนำเสนอด้วย  ไม่เพียงคิดเรื่องเนื้อหาสาระของเรื่อง   ครูอาจช่วยแนะให้นักเรียนลองเขียนข้อความหนึ่งประโยคเพื่อสื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   ในวันต่อมาเขียนประโยคใหม่เพื่อสื่อสารเรื่องเดียวกัน   นำมาเปรียบเทียบกัน 

นิสัยย่อยที่ ๑๒ :  ทำงานฝีมือและปรับปรุง

ช่างฝีมือชั้นยอดภูมิใจในผลงานของตน ทำงานแก้ไขปรับปรุงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้ผลงานชิ้นงาม   นี่คือจิตวิญญาณของความเป็นเลิศ (excellence)   นักเรียนต้องได้เรียนรู้และพัฒนาจิตวิญญาณนี้ให้แก่ตนเอง   

แนวทางหลัก : ยกร่าง 

การร่างชิ้นงาน  ร่างแล้วร่างอีก เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นกระบวนการสร้างวินัยในตน  คนที่ทำงานลวกๆ เพียงเพื่อเสร็จ จะไม่มีทางพัฒนาความสร้างสรรค์ของตนได้   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  แยกออกเป็นส่วนๆ

แนะนำนักเรียนให้แยกชิ้นงานออกเป็นส่วนๆ   นำเอาชิ้นที่ยากหรือมีความสำคัญสูง แยกมาฝึกทำซ้ำๆ 

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  ทำซ้ำ

การให้นักเรียนทำงานเดิมซ้ำ เพื่อหาทางทำให้ได้ผลงานที่ดีกว่าเดิมให้ผลสองต่อ    คือได้ฝึกงานฝีมือ  และได้ฝึกความเป็นคนอดทนมานะพยายาม มุ่งมั่นผลิตผลงานคุณภาพสูง   

 

โปรดสังเกตว่า “การมีวินัย” ในมุมของการพัฒนาความสร้างสรรค์   ไม่ได้หมายถึงมีวินัยปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่ผู้อื่นกำหนด    แต่หลายถึงการมีวินัยในตนเอง    ในการเคี่ยวกรำฝึกฝนตนเอง เพื่อผลิตชิ้นงานคุณภาพสูงให้จงได้   

 

มีจินตนาการ (imaginative)

ความสร้างสรรค์เริ่มด้วย แรงบันดาลใจ (inspiration)  สู่ไอเดีย   โดยมีจินตนาการ (imagination) เป็นแรงขับเคลื่อน 

วาทะอมตะของไอน์สไตน์ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เป็นความจริงแท้   เพราะความรู้มีจำกัด แต่จินตนาการมีได้ไม่จำกัด   

หลักการในการดำเนินการให้นักเรียนพัฒนาจินตนาการแก่ตนเอง ได้แก่  (๑) ให้คุณค่าแก่การเล่นและการลอง เท่าๆ กับคุณค่าของผลิตผลสุดท้าย  (๒) ให้เวลานอก เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดเคลื่อนตัว  (๓) ให้อิสระแก่นักเรียน ในการเลือกเครื่องมือ  (๔) ให้คุณค่าแก่วิธีการแปลกๆ หรือแตกต่าง   

วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ : ทดลองอย่างสนุกสนาน

คำหลักในภาษาอังกฤษสำหรับการทดลองอย่างสนุกสนานคือ Playful experimentation  กับ tinkering  โดยมีทฤษฎีว่าในระหว่างที่มนุษย์ทดลองอย่างสนุกสนานนั้น เราเรียนรู้ทั้งจากการเรียนรู้อย่างมีสติสำนึก (conscious) และการเรียนรู้ภายใต้สภาวะไร้สำนึก (non-conscious)  

นิสัยย่อยที่ ๑๓ :  เล่นกับความเป็นไปได้ 

ให้นักเรียนฝึกคิดไอเดียใหม่ๆ โดยผสมผสานความคิดในรูปแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจ   เป็นการฝึกคิดฟุ้ง (divergent thinking)  

แนวทางหลัก : คิดที่ความเป็นไปได้ (possibility thinking) 

คิดที่ความเป็นไปได้ (possibility thinking) เป็นความคิดบวก (positive thinking) ชนิดหนึ่ง     และเป็นเครื่องมือสร้างความสร้างสรรค์ในเด็กเล็ก (๑)    โดยสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ที่ให้การยอมรับความคิดทุกรูปแบบ (inclusive learning environment)    ที่ (๑) ให้คุณค่าแก่ประสบการณ์และไอเดียของเด็ก (๒) ส่งเสริมให้เด็กสานเสวนากัน และเด็กสานเสวนากับครู  (๓) สร้างบรรยากาศของการเคารพซึ่งกันและกันในห้องเรียน  และให้นักเรียนได้ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียน     ซึ่งผมคิดว่าเด็กโตและผู้ใหญ่ก็ฝึกพัฒนาความสร้างสรรค์ด้วยวิธีนี้ได้   

คำพูดที่ใช้บ่อยคือ “ถ้า...จะเกิดอะไรได้บ้าง”    แทนประโยคว่า  “ถ้า... จะเกิดอะไรขึ้น”    จะเห็นว่าปรับประโยคนิดเดียว เปลี่ยนบรรยากาศจากการคิดแบบตายตัวถูก-ผิด ไปเป็นคิดแบบสร้างสรรค์ มีหลายความเป็นไปได้ทันที   

ครูจัดพื้นที่ ที่นักเรียนมีโอกาสได้สำรวจหรือทดลอง   ตัวอย่างเช่น   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  เกมลวดหนีบกระดาษ

แจกลวดหนีบกระดาษให้นักเรียนคนละ ๑ ชิ้น   ให้นักเรียนเขียนการใช้งานที่เป็นไปได้มากแบบที่สุดเท่าที่นึกออก  ที่ไม่ใช่ใช้หนีบกระดาษ   ให้เวลา ๒ นาที แล้วให้นักเรียนแต่ละคนแชร์ความคิดของตน   นี่คือการฝึกคิดฟุ้ง (divergent thinking)    เกมนี้ใช้กับสิ่งของอื่นก็ได้ เช่น เก้าอี้  ไม้บรรทัด  แก้วน้ำ   ครูต้องคิดเกมให้เข้ากับอายุของนักเรียนและบรรยากาศในห้อง   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  เทคนิค ถามคำถาม “ทำไม” ๕ ครั้ง

เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่ชวนคิดไปสู่รากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้น (root cause analysis)   เช่น นักเรียนมาโรงเรียนสาย   ครูถามคำถาม ทำไม ที่ ๑ ทำไมมาสาย  ตอบว่าเพราะพลาดรถโดยสารคันที่ใช้เป็นประจำทุกวัน    คำถามทำไม ที่ ๒  ทำไมจึงพลาดรถ   ตอบว่าเพราะทะเลาะกับแม่   คำถามทำไม ที่ ๓  ทำไมทะเลาะกับแม่  ตอบว่าเพราะตนยังจัดกระเป๋าเรียนไม่เสร็จ แต่แม่จะรีบออกจากบ้าน    คำถามทำไม ที่ ๔  ทำไมจัดกระเป๋าช้า    ตอบว่าเพราะตื่นสาย    คำถามทำไม ที่ ๕  ทำไมตื่นสาย  ตอบว่าเพราะเล่นเกมจนดึก   เมื่อถึงคำถามที่ ๕ นักเรียนก็จะรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นที่ต้นเหตุได้อย่างไร

เรื่องที่นำมาถามมีได้มากมาย โดยต้องคำนึงถึงวัยของเด็ก และเรื่องที่จะให้นักเรียนเรียนรู้   

 

นิสัยย่อยที่ ๑๔ :  สร้างความเชื่อมโยง 

เป็นการฝึกคิดสังเคราะห์ หรือคิดสรุปประเด็น   

แนวทางหลัก : แผนที่จินตทัศน์ (visual mapping) 

แผนที่จินตทัศน์ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงของไอเดีย    ช่วยการเชื่อมโยงไอเดียหรือความคิดให้ลื่นไหลไปตามลำดับตรรกะ    และช่วยให้คิดไอเดียใหม่ๆ ออก    ตัวอย่างเช่น

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  จัดลำดับชิ้นงาน

สำหรับเด็กเล็ก อาจให้แตกชิ้นงานออกเป็นส่วนๆ เขียนเป็น bar chart เรียงลำดับก่อนหลัง   เมื่องานส่วนใดเสร็จแล้วก็แรเงา   ให้เห็นว่างานส่วนที่เหลือมีอะไรบ้าง    เด็กโตอาจฝึกใช้ Gantt chart  หรือ workflow   ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างชิ้นงานย่อย  

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  เกมคัดสิ่งแปลกปลอมออก

เช่นให้ คำ ๔ คำ  ให้คัดคำที่ไม่เข้าพวกออก :  หมา แมว  หนู  นก (คำตอบคือนก)    ครูอาจชวนเด็กให้บอกคำอธิบายว่าทำไมนกจึงไม่เข้าพวก ซึ่งจะมีคำตอบได้หลากหลายเช่น  (๑) นกมีปีก  สัตว์อีก ๓ ชนิดไม่มีปีก  (๒) สัตว์ ๓ ชนิดแรกมี ๔ ขา  นกมีสองขา (๓) เด็กที่โตหน่อยอาจตอบว่า สัตว์ ๓ ชนิดแรกเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ส่วนนกเป็นสัตว์ปีก  เป็นต้น 

ในเด็กโต ให้โจทย์ยากและซับซ้อนขึ้น   จะเห็นว่า เป็นเกมที่ใช้เรียนรู้สาระวิชา ไปพร้อมๆ กับฝึกความคิดสร้างสรรค์ได้   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓  เกมสร้างความเชื่อมโยง

เป็นเกมเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของหรือหลักการก็ได้    ให้นักเรียนจับคู่เป็นทีม แข่งกันทำโจทย์ใครทำเสร็จก่อนและถูกต้องเป็นทีมชนะ   ตัวอย่างโจทย์

     หมา  แมว   หนู   ?

    โลก  อังคาร   เสาร์   ?

    กุญแจ  ล้อ   พวงมาลัย   ?

     เต้นรำ  เดิน  กระโดด   ?

     โควิด  ไข้หวัด   เอดส์   ?

     ดุก  ช่อน  หมอ   ?

     เมฆ  ฝน   ลำธาร   ? 

ในเด็กโตอาจให้บอกความเชื่อมโยงของสิ่งของ ๑๐ สิ่งในห้องเรียน   หรือให้เล่นเกมคล้ายๆ เกมของเด็กเล็กข้างบน    แต่ใช้คำยากๆ ตามในวิชาที่เรียน    หรือแทนคำด้วยประโยค   เป็นต้น   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๔  เกม “สิ่งนี้เตือนให้คิดถึงอะไร”

 เป็นโจทย์ทำความเข้าใจข้อความหนึ่งย่อหน้าหรือหนึ่งหน้า   ตามด้วยชุดคำถามให้บอกความสัมพันธ์ของเรื่องนั้นกับตัวเอง    ความสัมพันธ์กับเรื่องราวในเอกสารอื่นๆ    และความสัมพันธ์กับเรื่องราวในโลก 

ตัวอย่างชุดคำถามให้เชื่อมโยงกับตนเอง  (๑) ข้อความนี้เตือนให้นักเรียนนึกถึงอะไร  (๒) นักเรียนเกี่ยวข้องกับตัวละครหรือเนื้อเรื่องอย่างไร   (๓) เนื้อเรื่องเชื่อมโยงกับชีวิตของนักเรียนบ้างไหม  หากเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องอย่างไร 

ตัวอย่างชุดคำถามให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยอ่านมาก่อน  (๑) สาระในข้อความ ตัวละคร  หรือเนื้อเรื่อง เตือนความจำไปถึงเรื่องอะไรที่เคยอ่านมาก่อน  (๒) สไตล์การเขียนคล้ายกับหนังสืออะไรที่นักเรียนเคยอ่าน  (๓) ข้อความนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่นักเรียนเคยอ่านอย่างไร   

ตัวอย่างชุดคำถามให้เชื่อมโยงกับเรื่องราวในโลกกว้าง  (๑) ข้อความนี้เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์อะไรในโลก  (๒) ข้อความนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมปัจจุบันอย่างไร   (๓) เหตุการณ์ หรือตัวละคร หรือเนื้อเรื่อง แตกต่างจากความเป็นจริงอย่างไรบ้าง

ผมขอให้ความเห็นว่า ชุดคำถามข้างต้นเป็นเพียง คำถามเริ่มต้นการเสวนา ในหลักการสนทนาที่เรียกว่า IRE/IRF (๒)  ที่คำถามนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อได้รับคำตอบครูต้องมีคำสนทนาต่อเพื่อฝึกให้นักเรียนคิดลึกและเชื่อมโยง   ตามในบันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก       

 

นิสัยย่อยที่ ๑๕ :  ใช้ปัญญาญาณ (intuition)  

ปัญญาญาณ (intuition) เป็นความสร้างสรรค์คนละแบบกับการคิดวิเคราะห์และคิดสังเคราะห์    ผมเรียกว่าเป็นการคิดแบบไม่คิด    อยู่ๆ ไอเดียก็ผุดขึ้นเอง   โดยเฉพาะในตอนที่จิตใจปลอดโปร่ง เช่นตอนเข้าห้องน้ำ  ตอนออกกำลังกาย  ตอนอาบน้ำ        

 แนวทางหลัก : ใช้การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (contemplative education) 

นี่คือการฝึกสมาธิภาวนานั่นเอง    มีผลงานวิจัยบอกว่า การฝึกสมาธิให้แก่นักเรียนให้ผลดี ๓ อย่างคือ (๑) สุขภาวะดีขึ้น  (๒) ทักษะสังคมดีขึ้น  และ (๓) ผลการเรียนดีขึ้น   

  ในประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนหลายร้อยโรงเรียน นำโดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่ฝึกสมาธิแก่นักเรียนทุกวัน วันละหลายช่วง เรียกว่าจิตศึกษา   

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๑  มีเวลาให้คิด

ครูฝึกนักเรียนให้หยุดสะท้อนคิด (reflect) ๓ วินาทีก่อนตอบคำถาม จนเป็นนิสัย  เป็นกลไกกระตุ้นการคิดสร้างสรรค์ที่ดีมาก 

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๒  ฝึกสังเกตทุกสิ่งทุกอย่าง

ฝึกให้นักเรียนเป็นคนช่างสังเกต   เมื่อทำอะไรก็ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นและสังเกตรายละเอียดของสิ่งนั้น    อาจมีกิจกรรมฝึกหัดความช่างสังเกต    โดยให้ไปสังเกตสิ่งที่นักเรียนสนใจ เช่นดอกไม้ในกระถาง   ให้นักเรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลายด้าน เช่นมองและสังเกตรายละเอียดของดอก กลีบดอก เกสร สี   ดมกลิ่น ลองจับ  สังเกตน้ำค้างบนกลีบดอก   แนะนักเรียนให้ใจจดจ่ออยู่ที่สิ่งเดียวเพื่อเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด 

ผมตีความว่า การเป็นคนช่างสังเกตช่วยให้มีคลังข้อมูลของสิ่งต่างในสมองมาก    ยามต้องการไอเดียเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ข้อมูลเหล่านี้อาจเข้ามาประกอบกันเป็นคำตอบให้ โดยเราไม่ต้องคิด หรือคิดก็คิดไม่ออก    แต่ไอเดียผุดขึ้นเอง ที่เรียกว่า มาจากปัญญาญาณ 

แนวคิดเริ่มต้นที่ ๓  สร้างจินตภาพ

ฝึกให้นักเรียนอ่านข้อความทีละประโยคแล้วหยุด หลับตา สร้างภาพขึ้นในใจ   ทำอย่างนี้ทีละประโยค ไประยะหนึ่ง ก็บอกให้นักเรียนหลับตาและจินตนาการว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อ    หลังจากนั้นอาจให้นักเรียนบอกจินตนาการของตน    แล้วอ่านต่อเพื่อตรวจสอบว่าจินตนาการของใครตรงกับในหนังสือ    

 

ในบันทึกที่ ๕ และ ๖ นี้   ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการฝึกทักษะสร้างสรรค์ให้แก่นักเรียน ผ่านการฝึก ๑๕ นิสัยย่อย    ในบันทึกต่อๆ ไปจะได้กล่าวถึงการฝึกทักษะสร้างสรรค์ในมิติที่ลึกขึ้น    โดยผมขอเสริมว่าวิธีการเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาสมรรถนะ (competency) สำคัญอย่างอื่นได้ด้วย

วิจารณ์ พานิช

๑ พ.ย. ๖๔