เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม (10) จากจิตวิญญาณและแรงศรัทธา สู่ความงดงามล้ำค่า แห่งวัดร่องขุ่น


เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม (10) จากจิตวิญญาณและแรงศรัทธา สู่ความงดงามล้ำค่า แห่งวัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ซึ่งเป็นผู้บูรณะวัดแห่งนี้จากวัดเล็กๆที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นศาสนสถานที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่มีลวดลายอ่อนช้อย โดยใช้สีขาวบริสุทธิ์สะอาดเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความสะอาดในจิตวิญญาณ

แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้มีลำน้ำเหมืองมาก คนเหนือเรียกว่า "น้ำฮ่อง" หรือ "น้ำร่อง" ฮ่อง ภาษาเหนือแปลว่า ร่อง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านมาจับจองที่ดินบริเวณนี้ทำการเกษตร และได้ใช้ลำน้ำเหมืองที่มีน้ำขุ่น หมู่บ้านที่เกิดใหม่นี้จึงได้ชื่อว่า หมู่บ้านฮ่องขุ่น เนื่องจากลำน้ำมีสีขุ่น ต่อมาจึงมีการตั้งชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า "หมู่บ้านร่องขุ่น"

เมื่อครั้งที่อาจารย์เฉลิมชัยกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านร่องขุ่นบ้านเกิด ที่จังหวัดเชียงราย ได้พบว่าวัดร่องขุ่นในหมู่บ้านมีสภาพทรุดโทรมมาก จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะบูรณะวัดร่องขุ่นด้วยศิลปะสมัยใหม่ให้ยิ่งใหญ่ฝากไว้ในแผ่นดินที่เป็นบ้านเกิด จึงลงมือก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยอุทิศทั้งชีวิตให้กับการสร้างงานชิ้นสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินที่เก็บสะสมมาจากการจำหน่ายผลงานศิลปะในเวลากว่า 20 ปี ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ให้วัดแห่งนี้งดงามดังเมืองสวรรค์ที่มีอยู่จริง อีกทั้งมนุษย์สามารถสัมผัสได้ในโลกนี้ คล้ายเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คนเราใฝ่ปฏิบัติธรรมและประกอบแต่กรรมดีในการดำเนินชีวิต

สิ่งที่โดดเด่นภายในวัดร่องขุ่นคือพระอุโบสถซึ่งใช้สีขาวแทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกที่ประดับหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ส่องแสงโชติช่วง สะพานทอดยาวสื่อถึงการเดินข้ามจากวัฏสงสารสู่พุทธภูมิ เขี้ยวหรือปากพญามารแทนกิเลสในใจ สันของสะพานมีอสูรรวมกันข้างละ 8 ตน รวมเป็น 16 ตนแทนอุปกิเลส 16 กึ่งกลางของสะพานแทนเขาพระสุเมรุ มีดอกบัวทิพย์ดอกใหญ่ 4 ดอกตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 องค์ คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ส่วนบันไดทางขึ้นมี 3 ขั้น สื่อความหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่างหรือความหลุดพ้น มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้อุทิศตนแก่พระพุทธศาสนา และมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ฝากไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน จากเนื้อที่ 3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มจนปัจจุบันมีเนื้อที่ 9 ไร่ จากพระอุโบสถหลังแรกสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ 9 หลัง อาจารย์เฉลิมชัยคาดว่างานก่อสร้างวัดร่องขุ่นจะไม่แล้วเสร็จภายในช่วงชีวิตของตน แต่จะสืบสานต่อไปเรื่อยๆโดยลูกศิษย์ลูกหาที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชา แนวความคิด และจิตวิญญาณ นับเป็นผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินที่ท่านได้สร้างอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา และสำเร็จตามความมุ่งหมายที่ได้ตั้งใจไว้ว่า

" ผมหวังที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผม ให้ปรากฏเป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลกมนุษย์นี้ให้ได้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติของผมไปสู่มวลมนุษยชาติทั้งโลก"

ขอขอบคุณ

  • บริษัททัวร์ฟ้าใสและทีมงาน
  • ภาพสวยๆจากคุณไก่ ไกด์น้องวาว ไกด์น้องหนอน และไกด์น้องข้าวสวย
  • มิตรไมตรีจากเพื่อนร่วมเดินทางท่องเที่ยว
หมายเลขบันทึก: 695281เขียนเมื่อ 1 มกราคม 2022 12:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 มกราคม 2022 15:48 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

ดีจัง หลบไปช่วงไหน ไม่มีคนอื่นเลยค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี