ความสำคัญของประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย
ความสำคัญของประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย
ดร.ถวิล อรัญเวศ
ประเพณีวัฒนธรรม หมายถึงการเป็นสิ่งอย่างเดียวกัน คือ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่มีอยู่ในธรรมชาติโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่สังคมหรือคนในส่วนรวมของชนชาตินั้น ๆร่วมกันสร้างให้มีขึ้น แล้วถ่ายทอดให้แก่กันได้ด้วยลักษณะและวิธีการต่าง ๆ ว่าโดยเนื้อหาของประเพณี และวัฒนธรรมที่อยู่ในจิตใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องความคิดเห็น ความรู้สึก ความเชื่อของท้องถิ่น หรือชาติตนนั้น คืออะไร อย่าง
เช่น การแต่งกาย การไหว้ การเคารพ เป็นต้น
แต่การแต่งกาย เป็นสิ่งที่ผู้คนได้มองเห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัด
ถ้าเราไปที่ไหน ๆ เขาคงรู้ว่าคน ๆ นั้น มาจากประเทศใด เขาคงบอกได้
แม้ว่า รูปร่าง ผิวพรรณ อันจะคล้าย ๆ กัน แต่การแต่งกายจะเป็น
เครื่องบ่งบอกได้เด่นชัดนั้นเอง
สำหรับชุดประจำชาติไทย คือ สำหรับชุดประจำชาติอย่างเป็นทางการของไทย รู้จักกันในนามว่า "ชุดไทยพระราชนิยม" โดยชุดประจำชาติสำหรับสุภาพบุรุษจะเรียกว่า "เสื้อพระราชทาน" สำหรับสุภาพสตรีจะเป็นชุดไทย
ที่ประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด นอกจากนี้แล้วก็จะมีชุดประจำท้องถิ่นแต่ละภาต
อย่างเช่น อีสาน นุ่งผ้าไทย ใส่ผ้าซิ่น (หญิง) เป็นต้น
ชุดประจำชาติไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 โดยจะนุ่งโจงกระเบนห่มสไบ ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างมากในช่วงรัชกาลที่ 2 ที่ท่านนิยมละครทำให้มีการพัฒนาในด้านการแต่งกาย ครั้นถึงสมัย รัชกาลที่ 5 เป็นจุดพลิกผันสำคัญในการแต่งกายของคนไทยเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ทำให้มีการผสมผสานการแต่งกายแบบสากลมากขึ้น และมีการนำเข้าผ้าลูกไม้ในการตัดชุด ตลอดจนเปลี่ยนจากสไบเป็นสายสะพายในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาแทน
ครั้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีการประยุกต์โดยผู้หญิงนุ่งซิ่นยาว มีความทันสมัยในยุคใหม่ พอสมัยรัชกาลที่ 8 ปรับให้มีความเป็นสากลด้วยการแต่งผมให้เข้าชุด เมื่อถึงสมัย รัชกาลที่ 9 มีการจัดหมวดหมู่ตามแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 ชุด ซึ่งแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ คือ 1. ชุดไทยเรือนต้น 2. ชุดไทยจิตรลดา 3. ชุดไทยอมรินทร์ 4. ชุดไทยบรมพิมาน 5. ชุดไทยจักรี 6. ชุดไทยจักรพรรดิ 7. ชุดไทยดุสิต 8. ชุดไทยศิวาลัย
ชุดไทยพระราชทานเกิดขึ้นสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ โดยกางเกงจะเป็นสแลก และมีเสื้อพระราชทานซึ่งเป็นแขนยาว ผ่าด้านหน้า มีกระเป๋าบนซ้าย ตลอดจนมีกระเป๋าด้านล่างสองข้างไม่มีฝาปิด ส่วนใหญ่เสื้อจะใช้ผ้าไทยทำ เช่น ผ้ามัดหมี่
หรือ อย่างเช่น ชุดแต่งกายประจำชาติจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรจีนปัจจุบัน ประมาณ หนึ่งพันสี่ร้อยกว่าล้านคน ชุดประจำชาติคือชุดกี่เพ้า
เป็นเครื่องแต่งกายสำหรับสตรีชาวจีน มีลักษณะเหมือนเสื้อ มีชายเสื้อยาวปกคลุมท่อนขา ขนาดพอดีตัว ด้านข้างมีตะเข็บผ่าเพื่อให้ก้าวขาได้สะดวก รูปแบบของฉีผาวในปัจจุบัน ได้รับการปรับปรุงในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ให้มีรูปทรงแนบกับสรีระ เพื่อเน้นทรวดทรงของผู้สวมใส่ เป็นแฟชั่นที่นิยมในสังคมคนชั้นสูงของจีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
มีการดัดแปลงให้ชายฉีผาวสั้นลง ปรับปรุงแบบคอปก และเนื้อผ้าแบบต่าง ๆ
ถ้าเทียบชุดประจำชาติในอาเซียนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกล้วนมี
ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ใส่ในชีวิตประจำวัน เช่น ชุดกิโมโนของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจะใส่เมื่อถึงวัยสาวในการใส่ไปถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก ไม่ต่างจากชุดไทยพระราชนิยมจะใส่เมื่อมีงานสำคัญที่เป็นพิธีเสียส่วนใหญ่
ถ้าเล่าถึงการรวมกลุ่มอาเซียน คงมีคนเล่ากันมามากแล้ว แต่สำหรับเรื่องชุดประจำชาติไม่ใช่แค่ความงามที่หลากหลาย แต่ยังรวมถึงภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจพื้นฐานวัฒนธรรมประจำชาติอีกด้วย
อย่างมาเลเซีย ผู้ชายจะใส่ชุดเรียกว่า ‘บาจู มลายู” เป็นเสื้อและกางเกงขายาว มีหมวกผ้าสวม ด้านผู้หญิงใส่ชุด ‘บาจูกุรุง” ที่เป็นเสื้อแขนยาว กระโปรงยาว ซึ่งชุดประจำชาติมาเลเซียคล้ายกับชุดของบรูไน ทำให้แยกออกจากกันได้ยาก
ชุดประจำชาติของผู้หญิงอินโดนีเซียคล้ายกับมาเลเซีย แต่ผ้าที่นุ่งมาเลเซียจะเป็นผ้าซิ่นเรียบกว่า ไม่ต่างจากบรูไนที่คล้าย ๆ กัน แต่มีสีที่ฉูดฉาดกว่า ส่วนผู้ชายอินโดนีเซียจะนุ่งโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะ ใส่เสื้อเชิ้ตไว้ด้านในและมีเสื้อคลุมด้านนอก
ส่วน ชุดประจำชาติเมียนมาร์เรียกว่า “ลองยี” โดยผู้หญิงแต่งกายปกปิดแบบเปิดเผย ใส่เสื้อแขนยาวเข้ารูป แต่เนื้อผ้าที่บางทำให้เห็นเสื้อชั้นใน เมียนมาร์จะนุ่งซิ่นไม่มีเข็มขัด ซึ่งจะใช้ความสามารถในการมัดที่มีความชำนาญ และอาจมีอุปกรณ์เพิ่มเติมให้เข้าชุด เช่น ร่ม ส่วนผู้ชายมีผ้าโพกหัวซึ่งแต่ก่อนจะทำเอง แต่ปัจจุบันมีขายแบบสำเร็จรูป
สิงคโปร์เป็นอีกประเทศที่มีชุดประจำชาติหลากหลาย ทั้งแบบจีนและอินเดีย ด้วยมีประชากรของสองเชื้อชาติผสมผสานกัน ด้านฟิลิปปินส์ เป็นชุดที่มีความคล้ายคลึงแบบยุโรป ผู้หญิงเป็นชุดราตรีกระโปรงยาว แขนเสื้อตั้งยาวถึงข้อศอก กระโปรงทั่วไปจะยาวเข้ารูป เป็นชุดที่เสื้อและกระโปรงติดกัน ด้านผู้ชายเป็นเสื้อที่ทำจากใบสับปะรด เนื้อผ้าบางแต่มีความกระด้าง เสื้อเป็นแขนยาวหรือคอตั้งและมีแบบเหมือนเชิ้ตธรรมดา
หากมองให้ดีชุดที่ใช้ในการแต่งกายประจำชาติ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะชาติในอาเซียน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่รัฐจะสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้มีความรู้เกี่ยวกับการแต่งกายของประเทศเพื่อนบ้านและเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นไปด้วยในตัวด้วย
อันชนในชาติไม่ว่าจะอยู่ภาคใด ถิ่นฐาน
ใดก็ตาม จงหวงแหนประเพณีท้องถิ่น
ตลอดทั้งวัฒนธรรมที่เป็นส่วนรวมของชาติ
เอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือความเป็นเอกลักษณ์
ของชาติ สะท้อนให้เห็นความเป็นชาติและ
สิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างและสั่งสม ถ่ายทอด
สืบสานจนชั่วลูกชั่วหลาน....
วัฒนธรรมประเพณี เช่น การแต่งกาย ภาษา ขนบธรรมเนียม เทศกาลสำคัญทางศาสนา เป็นต้น ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
กล่าวกันว่า “ถ้าอยากทำลายชาติใดให้ย่อยยับป่นปี้
ไป ไม่ต้องไปทำอะไรมาก เพียงแต่ขอให้ทำการปั่นป่วน
ให้คนในชาตินั้น ๆ ลืมเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีที่
เป็นของตนเอง จนไม่มีอะไรที่สะท้อนให้เห็นความเป็นชาติ
หลงเหลืออยู่เลย ก็เท่ากันว่า ได้ทำลายความเป็นชาตินั้น ๆ
ได้แล้ว เพราะชาตินั้น ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์
หรืออัตลักษณ์ของตนเองแล้ว”
นั้นก็คือไม่มีวัฒนธรรม ประเพณีเป็นของตนเองเอง คือไม่
หลงเหลืออะไรที่เป็นร่องรอยของตนเองไว้ให้คนรุ่นหลัง
ได้สืบสานต่อนั้นเอง...
ฉะนั้น จงร่วมด้วยช่วยกันหวงแหนประเพณีวัฒนธรรม
อันดีงามของชาติเอาไว้ให้นานแสนนานไปตลอดกัลปาวสาน
หรือจนกว่าโลกนี้จะไม่เหลือใครไว้ อย่างน้อยก็การแต่งกาย
ที่บอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
เราคงจะเคยเห็นเวทีการประกวดระดับนานาชาติ หรือ
ระดับโลก เช่น ประกวดนางงามจักรวาล เขายังให้ผู้หญิงที่
เข้าประกวดลองใส่ชุดประจำชาติตนเองมาโชว์ดูซิว่า
ชุดประจำชาติของตนเป็นอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น
หญิงทั่วไทยไฉไล เมื่อนุ่งผ้าไทย ใส่ผ้าซิ่น ดังตัวอย่างบทเพลง
ผู้สาวนุ่งซิ่น เป็นต้น
สรุป
การแสดงออกด้านการแต่งกายก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็น
การบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ หรืออัตลักษณ์ความเป็นชาตินั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี
อย่างหนึ่งนอกจากภาษาประจำชาตินั้น ๆ
แหล่งข้อมูล
https://www.rmutt.ac.th/content/34778
https://sites.google.com/site/mnmasean/chud-pra-c
-----------------------------------------------
เนื้อเพลง ผู้สาวนุ่งซิ่น
บ่แม่นดอกฟ้าเมืองกรุง ....
หอมกลางแสงไฟ
เป็นแค่ดอกไม้บ้านนอก...
อยู่กับน้ำใจไมตรี ...
อ้อมแขนความฮักที่บ่เคยลวงหลอก ....
นุ่งซิ่นมัดหมี่ ใส่เสื้อย้อมคราม
ลายขิดลายดอก .....
งามบ่ส่ำดวงดาว แค่ดอกข้าวกลางนา ...
แต้มแต่งแผ่นดินบ้านเฮา .....
น้ำโขงน้ำมูลทอดยาว
สืบสายธาร เป็นจิตวิญญาณท้องถิ่น .......
ลูกหลานเดินทางหากิน
อยู่ถิ่นแดนไกล ลังคนลืมไลบ้าน เก่า ...........
ถิ่มทุ่งนาเก่าร้าง ซากเกวียนพัง ๆ
ยุ้งฉางว่าง เปล่า .......
ผ้าซิ่นทอมือบ้านเฮา หูกทอเหงา ๆ
ไผสิเป็นคน สืบสาน .........
ซิ่นต่งใหม่ๆ แม่ต่ำให้ตอนปีใหม่
ภูมิใจได้ใส่เลาะ บ้าน ........
โพสต์ขึ้นโลกออนไลน์ บ้านเฮาบ่แพ้ผู้ได๋
ให้คนได้ชมได้ อ่าน .........
มรดกบ้านเฮา พ่อแม่สร้างแปงมา
เป็นของขวัญให้ลูก หลาน ...........
เป็นผู้สาวนุ่งซิ่น นุ่งห่มวิญญาณ ท้องถิ่น
กอดด้วยฮักแนบ ใจ ..........
ไผฝากดอกฮักสายตา
ส่งคิดฮอดมาสะเทิ้นหัวใจสาว อยู่ .....
หนาวปานลมยอดภู
โลมลูบผิวนาง
ยามได้สบตาอ้าย ..........
ฮักไปดน ๆ กว่านี้ได้บ่
หากอ้ายจริงใจ .........
กอดประคองห่วงใย
ดั่งแสงเดือนโอบดาว
ผู้บ่าวของสาวนุ่งซิ่น...........
ซิ่นต่งใหม่ ๆ แม่ต่ำให้ตอนปีใหม่
ภูมิใจได้ใส่เลาะบ้าน ........
โพสต์ขึ้นโลกออนไลน์
บ้านเฮาบ่แพ้ผู้ได๋
ให้คนได้ชมได้อ่าน .........
มรดกบ้านเฮา
พ่อแม่สร้างแปงมา
เป็นของขวัญให้ลูกหลาน ...........
เป็นผู้สาวนุ่งซิ่น
นุ่งห่มวิญญาณท้องถิ่น
กอดด้วยฮักแนบ ใจ ..........
ไผฝากดอกฮักสายตา
ส่งคิดฮอดมาสะเทิ้นหัวใจสาวอยู่ .....
หนาวปานลมยอดภู
โลมลูบผิวนาง
ยามได้สบตาอ้าย ..........
ฮักไปดน ๆ กว่านี้ได้บ่
หากอ้ายจริงใจ .........
กอดประคองห่วงใย
ดั่งแสงเดือนโอบดาว
ผู้บ่าวของสาวนุ่งซิ่น...........
ฮักไปดน ๆ กว่านี้ได้บ่
หากอ้ายจริงใจ .........
กอดประคองห่วงใย
ดั่งแสงเดือนโอบดาว
ผู้บ่าวของสาว.... นุ่งซิ่น...........
แหล่งข้อมูล
