UHC = University Holding Company, IDE = Innovation-Driven Enterprise / Innovation-Driven Economy    

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา พัฒนาระบบ ววน. ครั้งที่ ๔/๒๕๖๔   มีวาระเพื่อเสวนา เรื่อง การพัฒนาระบบนิเวศการร่วมลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs Investment Ecosystem)    ที่บอกว่า การพัฒนาประเทศต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน  หรือสอดคล้องกันสามห่วง     คือห่วงสังคมวัฒนธรรม    ห่วงเศรษฐกิจฐานราก    และห่วงเศรษฐกิจนวัตกรรม (IDE)    

 กลไกที่ประเทศไทนเรายังอ่อนแอมากคือ   การมีบริษัท Start-up  ที่ขวนขวายยกระดับตนเอง    โดยมีกลไกหนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ที่เรียกว่า incubation   บวกกับกลไกการเงินสนับสนุน   รวมทั้งกลไกอื่นๆ ที่ซับซ้อน  ดังไดอะแกรม     

 

 

UHC เป็นกลไกการเงินและการบริหารงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่แยกตัวออกมาจากระบบใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่อุ้ยอ้ายและไม่ยอมรับความเสี่ยง    กล่าวง่ายๆ UHC คือหน่วยธุรกิจของมหาวิทยาลัยนั่นเอง   แยกตัวออกมาเป็นนิติบุคคลแยกออกมา   เพื่อให้ร่วมมือกับกลไกธุรกิจภายนอกได้สะดวก    โดยมี “สินทรัพย์ทางปัญญา” สารพัดแบบที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นพลังหนุน    ย้ำว่าพลังแท้จริงของ UHC คือพลังปัญญาที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่พลังเงิน  ซึ่งมหาวิทยาลัยมีจำกัดมาก

กล่าวใหม่ว่า UHC เป็นกลไกให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ดึงดูดเงินทุนภายนอก จากตลาดการเงิน เข้ามาลงทุนด้านการพัฒนานวัตกรรม     โดยที่สมาชิกของมหาวิทยาลัยมีพลังปัญญาส่วนหนึ่งเพื่อการนั้น    แต่ก็ต้องการพลังปัญญาส่วนที่เชื่อมสู่ภาคธุรกิจเข้าร่วมด้วย   

ย้ำว่า UHC ไม่ใช่กลไกลงทุนของมหาวิทยาลัย    แต่เป็นกลไกล่อทุนภายนอกเข้ามาสู่การสร้างนวัตกรรม เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นพลังหนุน IDE    ผมย้ำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ก็ไม่ทราบ     

ทีมงานของ สอวช. ร่วมกับทีมจากจุฬาฯ ทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจระบบนิเวศนี้ของประเทศไทย    มีข้อมูลให้เห็นความอ่อนแอทั้งในขนาด และความไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ   คือประเทศต้องการเน้นพัฒนา IDE ด้าน HealthTech, FoodTech, BioTech, TravelTech    แต่การลงทุนจริงเกิดมากที่ด้าน logistics, fintech, fashion   มีข้อมูลว่าบริษัท สตาร์ทอัพ ๑๐ อันดับแรกของไทย ไม่ได้เกิดจากมหาวิทยาลัย

ผมมีความเห็นว่า เราควรพิจารณาการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยพื้นฐานกับการพัฒนานวัตกรรม   งานวิจัยพื้นฐานของเราควรมีเป้าสร้างองค์ความรู้ด้านที่จะต่อยอดไปยังนวัตกรรมเป้าหมายของประเทศ    เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสร้างนวัตกรรมที่อยู่ใน Blue Ocean    ไม่ใช่สร้างนวัตกรรมในพื้นที่ Red Ocean    ยุทธศาสตร์การจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศยังต้องการการถกเถียงกัน    ว่าจะหนุน ID Economy ได้อย่างไร   

ลูกสาวของผมคนหนึ่ง ทำงานด้านการเงินการลงทุนเพื่อหนุนบริษัทสตาร์ทอัพ  เขาบอกว่าวัฒนธรรมของคนและวงการธุรกิจไทยตกอยู่ใต้กระบวนทัศน์ความสุขสบาย    ไม่คุ้นกับความเสี่ยง หรือสภาพที่ต้องดิ้นรน   ดังนั้นบริษัทที่เขาทำงานอยู่จึงมีเป้าไปลงทุนในต่างประเทศกว่าครึ่งของเงินลงทุนทั้งหมด    เขาบอกว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ทำกำไรถึง ๓ เท่าในเวลา ๒ ปี        

กลับมาที่ UHC    ผมมองว่า UHC จะมีประโยชน์หรือมีพลังต่อเมื่อมหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยพื้นฐานที่จะนำสู่ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่แปลกใหม่และมีโอกาสเปิดตลาดใหม่หรือเอาชนะตลาดเดิม    ซึ่งหมายความว่ามีทั้ง high opportunity/return  และ high risk อยู่ด้วยกัน   

คิดสะระตะแล้ว ผมสรุปกับตนเองว่า     ระบบนโยบายวิจัยที่ปล่อยให้จัดการเป็นท่อนๆ อย่างที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน   ทำให้งานวิจัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม   ไม่รับลูกกันกับการจัดอันดับความสำคัญของ IDE ของประเทศ    จะไม่มีทางที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ได้      

ผมเขียนข้อเรียนรู้เรื่อง UHC  กรณีบริษัทอ่างแก้วโฮลดิ้ง ของ มช. ไว้ที่ (๑) 

วิจารณ์ พานิช

๒๗ พ.ย. ๖๔