“ทุจริต คือมลพิษร้ายของสังคม”
“ทุจริต คือมลพิษร้ายของสังคม”
ดร. ถวิล อรัญเวศ
การทุจริต เป็นสิ่งที่มานานแล้วแต่โบราณ ตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาสอนไว้ว่าเหตุที่คนเราต้องทุจริต เพราะมีอกุศลมูล คือรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายเข้ามาครอบงำจิตใจ และเราก็ไม่พยายามกำจัดมันออกไป ปล่อยให้อกุศลมูลนั้นมาย่ำยีจิตใจ นั้นคือโลภะ โลภอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด เกินขอบเขต เกินประมาณตนเอง เพราะขาดความสันโดษ คือ ยินดีตามมีตามได้ ยินดีตามกำลังที่หามาได้ และยินดีตามความเหมาะสม
เพราะฉะนั้น การที่จะปราบปรามการทุจริตได้นั้น ต้องฝึกจิตใจให้มีความโลภน้อยลง และในขณะเดียวกันก็ฝึกใจให้รู้จักพอ มีหิริ ความละอายแก่ใจ และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป ฝึกให้มีความสันโดษ คือ ยินดีตามมีตามได้ ยินดีตามกำลังความสามารถของเรา และยินดีตามความเหมาะสมโดยให้เป็นวิถีชีวิตของเรา ไม่ต้องมีใครมาตักเตือนหรือควบคุม
ถ้ามีการทุจริต จะส่งผลเสียมากมาย ถ้าทำถนน ก็ได้ถนนไม่ดี ทำอาคารสิ่งก่อสร้าง ก็ได้อาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน และอาจจะพังลงมาได้ในเวลาที่ไม่นาน
(เพราะทำไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้) ประกอบการจัดหา
อาหารก็ได้อาหารไม่มีคุณภาพ จึงเป็นเสมือนมลพิษร้ายของสังคม
สำหรับผลเสียหายของการทุจริต จะขอนำนิทานปรัมปราสมัยโบราณที่เล่ากันสืบต่อกันมาปากต่อปาก มาเล่าสู่กันฟังเพื่อจะได้ตระหนักในผลเสียที่จะตามมา ดังนี้
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้เสือโคร่งใหม่มาหนึ่งตัว ทางผู้บริหารระดับสูงของสวนสัตว์นั้น ตั้งงบประมาณอาหารเสือตัวนั้นเป็นเงิน ๑ บาทต่อวัน ตามค่าเงินในสมัยนั้น (คงจะมากพอ)
เมื่อคนเลี้ยงเสือได้เบิกเงิน ๑ บาทไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือ แต่ละวันเขาก็ได้ยักยอกเงินค่าอาหารเสือไปวันละหนึ่งสลึง
เสือได้กินเนื้อราคา ๗๕ สตางค์ต่อวัน เสือไม่อ้วน ผู้คนมาชมสวนสัตว์เห็นเสือไม่อ้วนจึงร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์ว่าตั้งงบประมาณค่าอาหารเสือน้อยไป
ผู้อำนวยการสวนสัตว์จึงส่งผู้ตรวจการไปตรวจติดตามดู ผู้ตรวจการคนนั้นไปตรวจแล้วรู้ความจริงว่ามีการยักยอกเงินไป ๑ สลึง เขาจึงขอเงินค่าปิดปากอีก ๑ สลึง
สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เพราะ ๒ คนยักยอกไป ๒ สลึง เหลือค่าอาหารเสือเพียงวันละ ๒ สลึงเท่านั้น เสือจึงผอมลงไปอีก
ต่อมามีผู้รายงานว่าเสือผอมลงมาก ผู้อำนวยการสวนสัตว์จึงส่งผู้ตรวจการระดับสูงไปตรวจดูอีก
ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจได้ ๓ วัน ก็รู้ความจริงเรื่อง
การยักยอกเงิน จึงขอเงินค่าปิดปากอีก ๑ สลึง
เป็นอันว่า คน ๓ คน ได้ยักยอกเงินค่าอาหารเสือไป ๓ สลึง เสือเหลือค่าอาหารเพียง ๑ สลึงต่อวันเท่านั้น
เสือจึงยิ่งผอมโซ เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนอนหายใจระรวยๆ
มีคนรายงานไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์อีกว่า ทำไมยิ่งไปตรวจสอบ สถานการณ์ของเสือก็ยิ่งเลวร้ายย่ำแย่ลง
ผู้อำนวยการจึงส่งผู้ตรวจการระดับสูงสุดไปตรวจสอบ
อีกครั้ง ผู้ตรวจการคนนี้ไปได้ ๓ วันเสือก็ตาย
เพราะอะไร ? เพราะเขาไปขอแบ่งเงินสลึงสุดท้ายเป็นค่าปิดปาก นั้นเอง
-----------------------
โคลงโลกนิติได้ให้แง่คิดเรื่องนี้ไว้ว่า
๏ เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ มังสา
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน
สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ
บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย๚๛
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การทำกิจการใดก็ตามหากมีคนเบียดบังผลประโยชน์ หรือโกงกิน คนโกงกินหนึ่งคน ผลงานของก็ย่อมไม่สมบูรณ์ และยิ่งมีคนโกงกินมากกิจการนั้นย่อมเสียหาย เช่นเดียวกับการเบียดบังทรัพย์สินส่วนราชการ ทำให้การพัฒนาลดน้อยถอยลง เพราะไม่ได้ใช้งบประมาณเต็มจำนวน ผลที่ได้รับคือความเสียหาย งานด้อยคุณภาพ เช่นเดียวกับการเบียดบังอาหารเสือจากนิทานในเรื่องนี้
ในการก่อสร้าง หรือทำถนนหนทาง ก็เช่นกัน ถ้าหากมีการเบียดบังงบประมาณหลวง ก็อาจจะทำให้คุณภาพของงานไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ทำให้ได้สิ่งก่อสร้างหรือถนนหนทางไม่ได้มาตรฐาน เพราะคนรับเหมาก่อสร้าง ก็สร้างตามงบประมาณที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น เขาคงไม่สามารถสร้างตามแบบพิมพ์เขียวได้ ฉะนั้น จึงควรละเว้น ไม่เบียดบังเงินหลวงหรือรับสินบนมาเป็นเงินส่วนตน จึงจะทำให้การพัฒนาได้คุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนดไว้
พุทธองค์ตรัสไว้ว่า
“โลภมาก ลาภหาย” ก็คือจะได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองไม่
สามารถประกอบอาชีพได้ต่อไปนั้นเอง เพราะ
“ซื่อกินไม่หมด แต่ถ้าคด จะกินไม่นาน”
ขอฝากคติธรรม คำกลอน ดังนี้
อันโลภะ ความโลภอยากได้ ไม่สิ้นสุดนี้
เป็นราคี ภัยร้าย อ้นใหญ่หลวง
แม้ประกอบกิจ การงาน ทั้งปวง
ไม่ลุล่วง เมื่อถูกโลภะ เข้าครอบงำ
อันวัวควาย ตายแล้ว เหลือเขาหนัง
อันช้างตายยัง เหลืองา เป็นศักดิ์ศรี
คนเรานี้ตายแล้ว เหลือไว้ แต่ชั่วดี
คุณความมดี ประดับไว้ ในโลกา
เมื่อเจ้ามา เจ้ามีอะไร มากับเจ้า
เจ้าจะมัว โลภมาก ไปถึงไหน
เวลาตาย ไม่เห็น เอาอะไรไป
ติดตามได้ แต่บาปบุญ ของคุณเอง
พรรณไม้ดอกแม้โตได้วันละนิด
ยังความงามพาจิตใจให้สดใส
ก่อนเหี่ยวแห้งหมู่ภมรได้ชื่นใจ
ดูดเกสรบินร่อนไปเลี้ยงรวงรัง
อันมนุษย์ เกิดมาอยู่ คู่กับโลก
มีสุขทุกข์โศก โรคภัย ตายแล้วเผา
ก่อนจะดับ ลับโลกไป เพราะมัจจุราชมารับเอา
ท่าน เราและเขา ควรปลูกฝังความดีไว้ ให้โลกชม
สวัสดี
ขอให้ปลอดภัย ไร้โควิด 19 โอมิครอน (Omicron)
และขอให้มีสุขกาย สุขใจ ทุกทิวาราตรีกาล เทอญ
แหล่งข้อมูล
https://www.gotoknow.org/posts/434688
