บันทึกนี้เขียนสะท้อนคิดจากการประชุม เวที “การขับเคลื่อนหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ สู่การจัดการเรียนรู้และการประเมินผล” ครั้งที่ 1 โรงเรียนนำร่อง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ    จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล  จังหวัดศรีสะเกษ และภาคี  ช่วงเช้าวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔   โดยมี ๓ โรงเรียนนำเสนอการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาที่เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อขอคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่โรงเรียนบ้านตะเคียนราม  โรงเรียนบ้านพรหมเจริญ  และโรงเรียนบ้านกระถุน    ซึ่งต่างก็คิดแนวทางดำเนินการมาอย่างดีมาก น่าชื่นชม    ที่สำคัญคือ ทั้ง ๓ โรงเรียนมี ผอ. เป็นผู้นำ    มานำเสนอเองคู่กับครู   โดยเห็นได้ชัดว่า ผอ. เป็นผู้นำ 

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีโรงเรียนสมัครเป็นโรงเรียนนำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ๓๔๕ โรงเรียน    ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา    ในจำนวนนี้อยู่ในจังหวัดศรีสะเกษถึง ๗๘ โรงเรียน     

ที่จริง ๓ โรงเรียนที่มานำเสนอ ดำเนินการจัดการศึกษาเชิงรุก (active learning) มาก่อนแล้ว    คือโรงเรียนบ้านตะเคียนรามดำเนินการมา ๖ ปี     โรงเรียนบ้านพรหมเจริญ ๔ ปี    และโรงเรียนบ้านกระถุน ๒ ปี   โดยดำเนินการตามแนวทางของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา    จึงสั่งสมขีดความสามารถหรือทุนปัญญาไว้มาก    เมื่อสมัครเป็นโรงเรียนนำร่องดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะ จึงดึงเอาความรู้เดิมออกมาใช้ปรับแนวทางหลักที่สำนักวิชาการของ สพฐ. ส่งมาให้    ได้ร่างที่นำเสนอที่น่าประทับใจ    สะท้อนความสามารถของครูในการคิดเชิงระบบ 

และสะท้อนว่า วิธีจัดการศึกษาแนวโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา มีส่วนพัฒนาครูได้ดีมาก    

ผู้ทางคุณวุฒิ ๔ ท่าน ให้คำแนะนำที่เมื่อผมฟังแล้ว ประทับใจมาก   ช่วยเสริมเติมเต็ม และชี้ประเด็นสำคัญที่ทรงคุณค่ายิ่ง ท่านเหล่านี้ได้แก่ รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิต, ศ. ดร. บังอร เสรีรัตน์, รศ. ประภาภัทร นิยม และคุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร   

ผมมีข้อสังเกตในภาพใหญ่ไปเสนอดังต่อไปนี้  

 

เอกสารหลักสูตรฐานสมรรถนะระดับโรงเรียนเขียนไว้เพื่ออะไร 

เริ่มจากการอ่านเอกสารประกอบการประชุม ที่เขาส่งให้ล่วงหน้า ๑ วัน   ที่น่าประทับใจคือ โรงเรียนบ้านตะเคียนรามเขียนเอกสารร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนมาให้ดู หนากว่า ๑๗๒ หน้า มีรายละเอียดเพียบ   สะท้อนความเอาจริงเอาจังของทีมครู นำโดยท่าน ผอ. ดร. อำนวย มีศรี    กระตุ้นให้ผมตั้งคำถามว่า เอกสารนี้มีไว้เพื่ออะไร   

คำตอบของผมคือ (๑) ประโยชน์ตอนร่วมกันเขียน  ให้ครูได้ร่วมกันคิด   (๒) เอาไว้สอบทานตอนปฏิบัติ ว่าสิ่งที่พบตอนปฏิบัติจริงตรงกับที่ตั้งความหวังไว้หรือไม่    ควรปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร    คือเอาไว้สร้าง double-loop learning นั่นเอง   

 

ข้อชื่นชมร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะของโรงเรียนบ้านตะเคียนราม

ที่จริงข้อชื่นชมข้อแรกคือความเพียรในการเขียน เพราะลงรายละเอียดมาก   และยังมีข้อชื่นชมอีกมากมาย   ขอยกส่วนที่เป็นแก่นของการดำเนินการให้นักเรียนได้พัฒนาสมรรถนะใส่ตัวจริงๆ ๒ ข้อ  คือ (๑) ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่ทางโรงเรียนบ้านตะเคียนรามเรียกว่า “กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน” ดังแผนผังข้างล่าง   

ในเอกสารหน้า ๑๗๐ - ๑๗๒ มีรายละเอียดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่น่าชื่นชมมาก    ผมขอเชียร์ให้พัฒนาเป็น   “กิจกรรมนอกหลักสูตร” หรือ “พื้นที่ 2/3” ตามวิธีการของประเทศฟินแลนด์ (๑)     (๒) เอกสารส่วนที่ ๕ การพัฒนาครู    ข้อเขียนในส่วน PLC น่าชื่นชมมาก   

 

ชื่นชมโรงเรียนบ้านพรหมเจริญ

จุดเด่นที่เตะตาผมคือ “ระบบสนับสนุน” ที่ระบุดังนี้ 

ทำให้ผมเสนอว่า การดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะ โรงเรียนต้องไม่ทำอย่างโดดเดี่ยว ต้องสร้างระบบสนับสนุนขึ้นเสริมพลังครูและโรงเรียน   โดยอาจคิดปัจจัยสนับสนุนอื่นเพิ่มขึ้นก็ได้

โปรดสังเกตคำว่า “ครูคือหลักสูตร” ใน PowerPoint ข้างบน   มีนัยยะลึกซึ้งมาก    ความหมายคือ ไม่ว่าหน่วเหนือจะกำหนดมาอย่างไร   หลักสูตรที่นักเรียนได้รับ คือสิ่งที่ครูดำเนินการ    ไม่ใช่สิ่งที่หน่วยเหนือกำหนด   

 

ชื่นชมโรงเรียนบ้านกระถุน

จุดเด่นคือระบบประเมิน ที่มีการประเมินและให้คำแนะนำป้อนกลับนักเรียนเป็นรายคน    รวมทั้งมีการประเมินโดยใช้ rubric    เรื่องการประเมินนี้ผมมีข้อเสนอในหัวข้อข้างล่าง

 

สามพื้นที่พัฒนาสมรรถนะ

ขอเสนอให้โรงเรียนดำเนินการร่วมกับภาคี ในการพัฒนา “ระบบนิเวศ” ๓ พื้นที่คือ (๑) โรงเรียน  (๒) บ้านหรือครอบครัว  และ (๓) ชุมชน ที่เอื้อให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะที่ดี ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในอนาคต ใส่ตัว     มีประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ และวิธีการในรายละเอียดมากมาย

โดยโรงเรียนต้องจัดการให้เกิด Double-loop Learning ในพื้นที่ทั้ง ๓ นั้น    คล้ายๆ มี CoP ผู้ปกครอง  และ CoP    ผู้นำด้านการศึกษาของชุมชน   

 

กิจกรรมการประเมินในหลักสูตรฐานสมรรถนะ

นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมรรถนะครู เพื่อการดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะให้เกิดผลอย่างแท้จริง    ย้ำว่าเป็นเรื่องของสมรรถนะครู ที่ครูต้องทำเป็น และทำเป็นนิสัย   

ข้อท้าทายหรือข้อน่าสนุก อยู่ที่ไม่มีใครรู้ดีว่าจะประเมินอย่างไร   เป็นประเด็นที่ครูจะต้องร่วมกันเรียนรู้จากเอกสารต่างๆ หรือจากประสบการณ์ของผู้อื่น  และจากประสบการณ์ของตนเอง    ในบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ตอนที่ ๑๐ ที่จะลง บล็อก ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ บอกว่า การประเมินผลการพัฒนาสมรรถนะทำโดย ๔ แนวทางคือ (๑) ประเมินโดยนักเรียน  (๒) ประเมินโดยครู  (๓) ประเมินในสถานการณ์จริง  และ (๔) ประเมิน ออนไลน์    

ผมขอเพิ่มแนวทางประเมิน อีก ๒ แนวทางคือ (๕) ประเมินโดยพ่อแม่หรือผู้ปกครอง   (๖) ประเมินโดยชุมชน     โดยโรงเรียนพัฒนาแนวทางทั้ง ๖ ร่วมกับภาคี    ผมมีความเห็นว่า ในที่นี้ภาคีสำคัญที่สุดคือนักเรียน และศิษย์เก่า     และขอเสนอว่า ควรลองใช้กระบวนการ design thinking ในการออกแบบการประเมินทั้ง ๖ แนวทาง     

เอกสาร “การประเมิน Soft skills” (๒) โดย รศ. ดร. ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง น่าจะมีประโยชน์มาก    เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลหลักสูตรฐานสมรรถนะครบถ้วนดีมากคือเว็บไซต์ของกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สพป. นครปฐมเขต ๒ (๓)   

วิจารณ์ พานิช

๒๒ พ.ย. ๖๔