
จักรวาลวิทยา
(Cosmology)
นักคิดสมัยพระเวทไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาเชิงปรัชญาเกี่ยวกับต้นกำเนิดและธรรมชาติของโลก ในการค้นหาพื้นฐานแรกของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด ชาวอารยันเช่นเดียวกับชาวกรีกโบราณ มองดูน้ำ อากาศ ฯลฯ เป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ประกอบขึ้นจากความหลากหลายของโลก กล่าวกันว่าน้ำจะพัฒนาสู่โลก (น้ำเป็นปฐมธาตุของโลก) ด้วยพลังแห่งกาลเวลา สัมวัฎสาระ (samvatsara) หรือวงรอบแห่งปี ความปรารถนาหรือกามะ (kama) สติปัญญาหรือปุรุษะ (purusa) ความอบอุ่นหรือตาปาสะ (tapas) บางครั้ง (ธาตุ) น้ำก็มาจากกลางคืนหรือความโกลาหล ตมัสหรืออากาศ ในฤคเวทบทที่ 72 แผ่นดินโลกถูกเรียกว่าอสัต (asat) หรือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งระบุว่าอทิติ (Aditi) ที่หลอมรวมเป็นอนันต์ สิ่งที่มีอยู่คือทิติ (diti) หรือขอบเขต ในขณะที่อ-ทิติ (A-diti) ที่เป็นอนันต์นั้นไม่มีอยู่จริง จากความเป็นอนันต์ พลังจักรวาลก็กำเนิดขึ้น แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอนันต์เอง ทฤษฏีเหล่านี้ ในไม่ช้าก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์ตัวเองกับสิ่งที่ไม่ใช่ทางกายภาพ และเป็นกายภาพโดยการเป็นหลอมรวมกับศาสนาจนกลายมาเป็นอภิปรัชญา
ในขั้นตอนของศาสนาแบบพหุนิยม (Poly-theistic Religion) เทพเจ้าหลายองค์ ได้แก่ พระวรุณ พระอินทร์ พระอัคนี พระวิศวกรรมัน ถูกมองว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล วิธีการสร้างมีแนวคิดที่แตกต่างกัน เทพเจ้าบางองค์สร้างโลกในลักษณะที่เหมือนช่างไม้สร้างบ้าน มีการตั้งคำถามว่าได้ต้นไม้หรือไม้ที่ใช้สร้างงานมาอย่างไร ในระยะต่อมาจึงได้คำตอบว่าพรหมัน (Brahman) เป็นต้นไม้และแผ่นไม้ได้มาจากสวรรค์และแผ่นดินถูกสร้างขึ้น แนวความคิดของการเติบโตหรือการพัฒนาแบบธรรมชาติดั้งเดิมก็ได้รับการนำเสนอเช่นกัน บางครั้งพระเจ้าสร้างโลกด้วยพลังแห่งการเสียสละ นี่อาจเป็นช่วงหลังของแนวคิดในพระเวท เมื่อเราไปถึงระดับเอกเทวนิยม คำถามก็เกิดขึ้นว่าพระเจ้าสร้างโลกโดยธรรมชาติของพระองค์โดยปราศจากวัตถุดิบที่มีอยู่ก่อน หรือโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่กระทำจากวัตถุดิบที่มีอยู่ก่อนชั่วนิรันดร์ มุมมองแรกนำเราไปสู่แนวความคิดที่สูงกว่า ในขณะที่มุมมองหลังยังคงอยู่ที่ระดับเอกเทวนิยมที่ต่ำกว่า และเราทั้งสองมีมุมมองในบทสวดของพระเวท ในบทสวดที่ 121 เรามีเรื่องราวของการสร้างโลกโดยพระเจ้าผู้ทรงอำนาจทรงสร้างจากสสารที่มีอยู่ก่อนแล้ว หิรัณยครรภะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกจากผืนน้ำใหญ่ที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล พระองค์ทรงพัฒนาโลกที่สวยงามจากความโกลาหล (Chaos) ที่ไร้รูปแบบซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด ถามว่าเกิดความโกลาหลขึ้นได้อย่างไร ? พลังที่ไม่รู้จักหรือกฎการพัฒนาที่ทำให้พระองค์ลุกขึ้นมาสร้างคืออะไร? ใครเป็นผู้สร้างสรรค์แผ่นน้ำในสมัยดึกดำบรรพ์ ? ตามคำกล่าวในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ (Manu) คัมภีร์หริวารห์ษา (Harivarhsa) และคัมภีร์ปุราณะ (Puranas) พระเจ้าเป็นผู้สร้างความโกลาหล (อันเป็นจุดกำเนิดของจักรวาล) พระองค์ทรงสร้างความโกลาหลขึ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ และทรงฝากเมล็ดพันธ์ุไว้ในนั้นซึ่งกลายเป็นเชื้อสีทองซึ่งทำให้พระองค์เองประสูติเป็นพระพรหมหรือพระเจ้าผู้สร้าง “ข้าพเจ้าคือหิรัณยครรภะ (Hiranyagarbha) พระวิญญาณสูงสุดเองปรากฏเป็นหิรัณยครรภะ” ดังนั้นสสารทั้งสองที่ดำรงอยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์จึงดูเหมือนจะเป็นวิวัฒนาการของสสารตั้งต้นในขั้นสุดท้ายเพียงชั้นเดียว
แนวคิดนี้เป็นทฤษฎีของบทเพลงสวดต่อมาที่เรียกว่าเพลงสวดนะษาธียะ (Nasadiya) ซึ่งแปลโดยแม็กซ์ มึลเลอร์ (Max Muller) ดังนี้
ขณะนั้นไม่มีทั้งสิ่งที่เป็นหรือสิ่งที่ไม่ใช่ ไม่มีท้องฟ้า หรือสวรรค์ที่อยู่เบื้องล่าง สิ่งที่ครอบคลุม? มันอยู่ที่ไหนและในที่พักพิงของใคร? น้ำเป็นเหวลึก (ที่ถูกวางไว้) หรือไม่?
ไม่มีการตาย ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่เป็นอมตะ ไม่มีแสงสว่าง (ความแตกต่าง) ระหว่างกลางคืนกับกลางวัน พระองค์ผู้นั้นได้หายใจเองโดยปราศจากลมหายใจ นอกเสียจากว่าไม่มีสิ่งใดเลย
ในตอนแรกความมืดมิดนั้นมีแต่ทะเลที่ไร้แสงสว่าง เชื้อที่ห่อหุ้มด้วยแกลบ อันเกิดจากอำนาจความร้อน (ตาปาสะ) ความรักเอาชนะมันในตอนแรกซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผุดขึ้นมาจากจิตใจ กวีที่ค้นหาในหัวใจของพวกเขาพบด้วยปัญญาในความผูกพันของสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่
รังสีของพวกมันซึ่งแผ่ออกไป อยู่ด้านล่างหรืออยู่เหนือ? มีผู้หว่านเมล็ด มีพลัง อำนาจตนเองอยู่เบื้องล่าง และเจตจำนงอยู่เบื้องบน
ใครจะรู้ว่าใครเป็นผู้ประกาศสิ่งนี้ที่นี่ สิ่งมีชีวิตนี้ถือกำเนิดขึ้นจากที่ใด? เหล่าทวยเทพมาช้ากว่าการทรงสร้างนี้ ใครจะรู้ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหน ?
พระองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลนี้ขึ้นจากพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงสร้างหรือไม่ทรงสร้าง เป็นผู้หยั่งรู้สูงสุดในสวรรค์อันสูงส่ง พระองค์ก็ทรงละเว้นที่จะรู้ หรือแม้แต่พระองค์ไม่รู้
(ข้อมูลเหล่านี้แสดงว่านักคิดพระเวทเชื่อว่าน้ำเป็นปฐมธาตุของจักรวาล-เหมือนกับธาเลสนักปรัชญากรีกโบราณ-ที่พระเจ้าใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างโลก-ผู้แปล)
เราพบว่าเพลงสรรเสริญนี้เป็นตัวแทนของทฤษฎีการทรงสร้างขั้นสูงสุด ประการแรกไม่มีอยู่หรือไม่มีอยู่จริง ที่มีอยู่ในลักษณะที่ปรากฏของมันไม่ได้แล้ว ในกระบวนการนั้นเราไม่สามารถเรียกมันว่าสิ่งที่ไม่มีได้ เพราะมันเป็นการดำรงอยู่ที่ดีซึ่งการดำรงอยู่ทั้งหมดนั้นมาถึง บรรทัดแรกแสดงถึงความไม่เพียงพอของหมวดหมู่ของเรา สัจธรรมอันสัมบูรณ์ซึ่งอยู่ด้านหลังโลกทั้งใบนั้น เราไม่สามารถระบุได้ว่ามีอยู่หรือไม่มีอยู่จริง คนหนึ่งหายใจหอบด้วยพลังของมันเอง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พระเจ้าเป็นสาเหตุแรกคือเก่าแก่กว่าทั้งโลก ทั้งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ท้องฟ้า และดวงดาว สิ่งนั้นอยู่เหนือกาลเวลา เหนืออวกาศ เหนืออายุ เหนือความตาย และเหนือความเป็นอมตะ เราไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เว้นแต่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง นั่นคือพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ไม่มีเงื่อนไข ภายในจิตสำนึกรู้สัมบูรณ์นั้นมีข้อเท็จจริงในการยืนยันหรือการวางตำแหน่งปฐมกาลของตัวตน ("I")
สิ่งนี้สอดคล้องกับกฎแห่งตรรกะของอัตลักษณ์ A คือ A ความถูกต้องซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการวางตำแหน่งตัวเองดั้งเดิม จะต้องไม่มีอัตตาด้วยทันทีที่สัมพันธ์กับอัตตา “I” เผชิญหน้ากับ “not-I” ซึ่งตอบว่า "A ไม่ใช่ B" ตัว "I" จะเป็นคำยืนยันเปล่าๆ เป็นเพียงนามธรรม เว้นแต่จะมีอย่างอื่นที่รับรู้ ถ้าไม่มีสิ่งอื่น อัตตาก็ไม่มี อัตตาหมายถึงความไม่มีตัวตน (non-ego) เป็นเงื่อนไขของอัตตา ความขัดแย้งของอัตตาและอหังการนี้เป็นความขัดแย้งกันในขั้นต้น และการพัฒนาของความหมายนี้จากสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) ที่ถูกกล่าวว่าเป็นได้โดยตาปาสะ (Tapas) ตาปาสะเป็นเพียง "การพุ่งออกไป" “การเติบโต" ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การคาดคะเนของการมีอยู่ แรงกระตุ้นที่มีพลัง ความเร่าร้อนทางจิตวิญญาณโดยการกำเนิดของสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) ผ่านตาปาสะนี้ เราได้รับความเป็นและไม่เป็น ตัวฉันและไม่ใช่ฉัน ปุรุษะที่เป็นปฏิกิริยา และประกฤติที่อยู่นิ่ง หลักการก่อรูป และวัตถุที่โกลาหล วิวัฒนาการที่เหลือสืบเนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์ของหลักการของความขัดแย้งตรงกันข้ามทั้งสองอย่างนี้ (ปุรุษะและประกฤติ) ตามทัศนะในบทสวด (ของพระเวท) ความปรารถนาเป็นฐานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของการมีอยู่ของโลก
กิเลสหรือกามเป็นเครื่องแสดงความรู้สำนึกตนเอง (self-consciousness) เป็นเชื้อแห่งจิต, มนโส เรทห์ (manaso retah) เป็นรากฐานของความก้าวหน้าทั้งหมด แรงกระตุ้นของความก้าวหน้า อัตตาที่มีจิตสำนึกความรู้สึกตัวมีความปรารถนาที่พัฒนามาจากการมีอยู่ของสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ความปรารถนาเป็นมากกว่าความคิด แสดงถึงความปั่นป่วนทางปัญญา ความรู้สึกของความบกพร่องตลอดจนความพยายามอย่างแข็งขัน เป็นพันธะผูกพันของที่มีอยู่กับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ผู้ที่ยังไม่เกิด หนึ่งเดียว เป็นนิรันดร แตกออกสู่พระพรหมที่รู้เห็นในตนเองด้วยสสาร ความมืด ความไม่มี ศูนยภาวะ ความโกลาหลที่ต่อต้านมัน ความปรารถนาเป็นคุณลักษณะสำคัญของปุรุษะที่สำนึกรู้สึกตัวนี้ วลีสุดท้าย "โก เวทะ (ko veda)" ("ใครจะรู้?") นำเสนอความลึกลับของการสร้างสรรค์ซึ่งทำให้นักปรัชญาอินเดียยุคหลังเรียกว่ามายา (Maya)
พระเวทมีบทสวดที่จบลงด้วยหลักการ 2 ประการของปุรุษะ (Purusa) และประกฤติ (Prakrti) ในฤคเวทบทที่ 82. 5-6 ของบทสวดถวายพระวิศวกรรมัน (Visvakarman) เราพบว่าน้ำทะเลมีเชื้อตัวแรกหรือเชื้อดึกดำบรรพ์ เชื้อตัวแรกนี้คือไข่โลกที่ลอยอยู่บนน่านน้ำดึกดำบรรพ์ของความโกลาหลซึ่งเป็นหลักการของจักรวาลแห่งชีวิต จึงบังเกิดพระวิศวกรรมัน บุตรหัวปีของจักรวาล ผู้สร้างสรรค์และผู้ทำให้โลกบังเกิดขึ้น น้ำคือความโกลาหล (ที่เป็นจุดกำเนิดของจักรวาล) ของชาวกรีก "ปราศจากรูปแบบและว่างเปล่า" แห่งคัมภีร์ปฐมกาล (Genesis) โดยที่ความไม่มีที่สิ้นสุดจะวางอยู่บนนั้น กิเลส เจตจำนง ความสำนึกรู้ตัว จิต วากยะ หรือวาจา ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติของปัญญาอันไม่มีขอบเขต พระเจ้าที่เป็นบุคคลที่ประทับอยู่เหนือผืนน้ำ พระนารายณ์ (Narayana) สถิตอยู่บนอนันต์ (Ananta) นิจนิรันดร์ เป็นเทพเจ้าแห่งคัมภีร์ปฐมกาลผู้กล่าวว่า "ปล่อยให้มันเป็นและให้มันมี" “พระองค์คิดว่า ฉันจะสร้างโลก แล้วพระองค์ทรงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นในโลก เช่น น้ำ แสงสว่าง ฯลฯ” อย่างไรก็ตาม เพลงสวดนาษาธิยะ (Nasadiya) เอาชนะอภิปรัชญาทวินิยมในลัทธิเอกนิยม (monism) ที่สูงกว่า ทวินิยมสร้างธรรมชาติและจิตวิญญาณทั้งสองด้านของสิ่งสัมบูรณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว สิ่งสัมบูรณ์เองไม่ใช่ทั้งตัวตนหรือสิ่งอื่น ไม่ใช่จิตสำนึกรู้สึกตัวแห่งชนิดของอัตตา (I) หรือไม่ใช่ทั้งจิตไร้สำนึกของประเภทไม่ใช่อัตตา (not-I) มันสูงกว่าทั้งสองอย่างนี้ เป็นการยกระดับของจิตสำนึก สิ่งตรงข้ามถูกพัฒนาภายในตัวเอง ตามกระบวนการนี้ ขั้นตอนของการสร้างสรรค์ เมื่อแปลเป็นภาษาสมัยใหม่ คือ (1) สิ่งสัมบูรณ์สูงสุด (2) จิตสำนึกรู้ตนที่เปลือยเปล่าว่าฉันเป็นฉัน (I am I) (3) ขีดจำกัดของจิตสำนึกของตัวเองในรูปแบบอื่น นี่ไม่ได้หมายความว่ามีจุดใดจุดหนึ่งที่เป็นสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) จะเคลื่อนออกไป ขั้นตอนต่างๆ เป็นเพียงเหตุผลเท่านั้น แต่ไม่ต่อเนื่องตามลำดับเหตุการณ์ อัตตาหมายถึงการไม่มีอัตตา ดังนั้นจึงไม่สามารถนำหน้าได้ หรืออหังการก็ไม่อาจมาก่อนอัตตาได้ และสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) ไม่สามารถเป็นอยู่โดยปราศจากตาปสะที่เป็นผู้ทำได้ ความสมบูรณ์ที่ไร้กาลเวลาได้แตกออกเป็นชุดๆ และกระบวนการจะดำเนินต่อไปจนกว่าตัวมันเองจะยืนยันตัวเองอีกครั้งในเนื้อหาประสบการณ์อันหลากหลายที่ไม่มีวันเกิดขึ้น โลกจึงสงบนิ่งอยู่เสมอ เพลงสวดบอกเราถึงวิธีการสร้างที่ร้อนแรง เป็นคำอธิบายถึงความเป็นจริงของการสร้างสรรค์ (โลกและจักรวาล)
เรามองเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีพื้นฐานใด ๆ สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับความไม่เป็นจริงของโลกในเพลงสรรเสริญของฤคเวท โลกไม่ใช่ภาพลวงตาที่ไร้จุดหมาย แต่เป็นเพียงวิวัฒนาการของพระเจ้า ที่ใดที่คำว่า “มายา” เกิดขึ้น จะใช้เพื่อแสดงอานุภาพหรืออำนาจ(การสร้าง)เท่านั้น : "พระอินทร์ใช้มายาของพระองค์ได้หลายรูปแบบอย่างรวดเร็ว" แต่บางครั้งมายาและอนุพันธ์ของมายิน มายันต์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงเจตจำนงของปีศาจ และเรายังพบคำที่ใช้ในแง่ของภาพลวงตาหรือการแสดง แนวโน้มหลักของฤคเวท (Rg-Veda) คือความสมจริงที่ไร้เดียงสา ต่อมานักคิดชาวอินเดียแยกแยะธาตุทั้ง 5 ได้แก่ อวกาศหรืออากาสะ ลม ไฟ น้ำ และดิน แต่ฤคเวท (Rg-Veda) สันนิษฐานว่ามีเพียงน้ำเท่านั้น มันเป็นแนวคิดดึกดำบรรพ์ที่แนวคิดอื่นค่อย ๆ พัฒนาตามมา
มันเป็นความผิดอย่างแน่นอนที่คิดว่าตามเพลงสวดที่เราได้อภิปรายถึงนั้นว่ามีอสัตยภาวะดั้งเดิมจากสิ่งที่ไม่มีสิ่งที่เป็นสัตยภาวะเติบโต เงื่อนไขแรกไม่ใช่การไม่มีอยู่จริงอย่างสมบูรณ์ เพราะเพลงสวดยอมรับความจริงของผู้หายใจที่ปราศจากการหายใจโดยตัวเอง มันคือวิธีการอธิบายความเป็นจริงสัมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นทางตรรกะของจักรวาลทั้งมวล สัตภาวะและอสัตภาวะซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สัมพันธ์กัน ไม่สามารถใช้กับสิ่งที่อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งหมดได้ การไม่มีตัวตนหมายถึงสิ่งใดก็ตามที่มองเห็นได้ในตอนนี้ก็ไม่มีการดำรงอยู่ที่ชัดเจน ในฤคเวทบทที่ 72 กล่าวไว้ว่า “อัตถิภาวะ(สิ่งที่มีอยู่)เกิดขึ้นจากนัตถิภาวะ(สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง)” แม้แต่ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าสัตภาวะมาจากอสัตภาวะแต่มีเพียงความแบ่งแยกสัตภาวะที่มาออกจากการสัตภาวะที่ไม่มีความแตกต่าง ดังนั้นเราจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเพลงสรรเสริญเป็น "จุดเริ่มต้นของปรัชญาธรรมชาติที่พัฒนาไปสู่ระบบปรัชญาสางขยะ"
บางครั้งการสร้างโลกก็สืบเนื่องมาจากวัตถุดั้งเดิมอย่างที่เป็นอยู่ ในคัมภีร์ปุรุษะ ศุกตะ (Purusa Sukta) เราพบว่าเทพเจ้าเป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์ ในขณะที่วัสดุที่โลกถูกสร้างขึ้นคือร่างกายของปุรุษะ (Purusa) ผู้ยิ่งใหญ่ การกระทำของการสร้างถือเป็นการเสียสละในสิ่งซึ่งปุรุษะ (Purusa) ถูกทำให้เป็นเหยื่อ "ปุรุษะ (Purusa) คือโลกทั้งใบ ที่เคยเป็นและเป็นต่อไป" มานุษยวิทยานิยมเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ และจินตนาการของชาวอินเดียก็ดึงเอาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าออกมาโดยให้มิติอันมหาศาลแก่พระองค์ จิตใจแห่งบทกวีเสกองค์ประกอบมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลกทั้งโลกและพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เพลงสวดนี้ไม่สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างจากสิ่งสัมบูรณ์หนึ่งเดียว (One Absolute) ที่อธิบายไว้ข้างต้น โลกทั้งโลกที่เป็นไปตามนั้นก็เนื่องมาจากการถดถอยตนเองของสิ่งสัมบูรณ์มาเป็นสสารและพลังงาน (จิตและวัตถุ) คือ ปุรุษะและประกฺฤติ มีเพียงความคิดเท่านั้นที่ถูกเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆ ความจริงสูงสุดกลายเป็นปุรุษะ (Purusa) ที่เป็นปฏิกิริยา เนื่องจากมีการกล่าวว่า "จากปุรุษะ (Purusa) วิรัต (Virat) จึงเกิดขึ้น และจากวิรัต (Virat) ปุรุษะ (Purusa) จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง" ดังนั้น ปุรุษะ (Purusa) จึงเป็นทั้งผู้ให้กำเนิดและผู้ที่ถือกำเนิด พระองค์ทรงเป็นสัมบูรณ์เช่นเดียวกับจิตสำนึกรู้ตัวว่าเป็นตัวตน (I)
ศาสนา
(Religion)
เราได้เห็นแล้วว่าปรากฏการณ์ทางกายภาพมาดึงดูดความสนใจและได้ถูกออกแบบให้มีบุคลิกภาพมากมาย การทำให้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิพลต่อความคิดและการปฏิบัติทางศาสนาที่รับไม่ได้ โลกนี้เต็มไปด้วยเทพเจ้าที่มีสำนึกในความยุติธรรมของมนุษย์ และสามารถได้รับอิทธิพลจากคุณสมบัติของมนุษย์แห่งความเกลียดชังและความรัก เทพเจ้าหลายองค์ยังไม่ได้รับการฝึกฝนให้เป็นมนุษย์อย่างเพียงพอและล่วงเลยไปในสภาพธรรมชาติในอดีตได้อย่างง่ายดาย เช่น พระอินทร์เกิดมาจากน้ำและเมฆ บางครั้งก็ตกลงมาจากสวรรค์ด้วยฟ้าร้อง เทพเจ้าในพระเวทดังเช่นบลูมฟิลด์ (Bloomfield) กล่าวว่าเป็นตัวแทนของ "การสร้างบุคลิกภาพที่ถูกจับกุม" ทว่าแม้แต่เทพเจ้าที่เป็นมนุษย์ก็เป็นเพียงบุคลิกภาพอย่างคร่าวๆ พระองค์มีมือและเท้าเหมือนมนุษย์ พระองค์ได้รับขนาดรูปร่างที่แท้จริง ความหลงใหลในการต่อสู้ของความโหดร้ายอย่างมนุษย์ ความสุภาพภายนอกของผิวที่ขาวกระจ่างใส และศักดิ์ศรีของหนวดเครายาว ทวยเทพต่อสู้และกินเลี้ยง ดื่มและเต้นรำ กินและชื่นชมยินดี
บางคนอธิบายว่าพระอัคนี (Agni) และพระพฤหัสบดี (Brhaspati) เป็นนักบวชที่มีหน้าที่ (ประกอบพิธีกรรมและสั่งสอน) เทพเจ้าองค์อื่นเป็นนักรบ เช่น พระอินทร์และพระมารุต อาหารของพระองค์เป็นเพียงอาหารโปรดของมนุษย์ นมและเนย เนยใสและเมล็ดพืช เครื่องดื่มโปรดของพระองค์คือน้ำโสม ทวยเทพมีจุดอ่อนอย่างมนุษย์เหมือนกันและพอใจกับคำเยินยอได้ง่าย บางครั้งทวยเทพเอาแต่ใจตัวเองอย่างโง่เขลาจนเริ่มพูดคุยถึงสิ่งที่พระองค์ควรประทานให้ “นี่คือสิ่งที่ฉันจะไม่ทำ ฉันจะให้วัวหรือจะให้ม้าแก่เขา ฉันสงสัยว่าฉันได้โสมะมาจากเขาจริงๆ หรือเปล่า” ในสายตาของทวยเทย ของถวายอันมั่งคั่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการอธิษฐานที่จริงใจ เป็นกฎแห่งการให้และรับที่ธรรมดามากซึ่งผูกมัดเทวดาและมนุษย์ แม้ว่าการตอบแทนซึ่งกันและกันที่สมบูรณ์ซึ่งควบคุมความสัมพันธ์ของพวกเขาในคัมภีร์พราหมณะในภายหลังนั้นยังห่างไกล
การจะทำให้องค์ประกอบของธรรมชาติ ศาสนา มนุษย์ ย่อมทำให้เหล่าทวยเทพต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบูชาพายุฝนฟ้าคะนองไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ แม้ว่าฟ้าแลบจะกระทบฝ่ายดีและฝ่ายชั่วโดยประมาทเลินเล่อ ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นว่าฟ้าแลบกำลังใช้ทางเลือกที่ชาญฉลาดและชอบธรรม แต่เมื่อคุณบูชามนุษย์เสมือนในจินตนาการที่ขว้างสายฟ้า คุณกำลังตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ว่าคุณจะต้องยอมรับว่าคุณกำลังบูชาและประจบประแจงสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความรู้สึกทางศีลธรรม เพราะเทพบางองค์เป็นอันตราย หรือคุณต้องสร้างเหตุผลสำหรับความโกรธของพระองค์ต่อคนที่ถูกโจมตี และค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นเหตุผลที่ไม่ดี พระเจ้าที่เป็นบุคคล (Personal God) กลายเป็นผู้ทำตามอำเภอใจและโหดร้าย" ตามทัศนะนี้การบูชาพลังธรรมชาติในพระเวทนั้นไม่จริงใจ แต่เป็นประโยชน์ เราเกรงกลัวเทพเจ้าที่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อเรา และรักเทพเจ้าที่ช่วยเราในการแสวงหาเลี้ยงชีวิตประจำวันของเรา เราสวดอ้อนวอนต่อพระอินทร์ให้ส่งฝน แต่ขอร้องอย่าส่งพายุ ดวงอาทิตย์ถูกวิงวอนให้ประทานความอบอุ่นที่อ่อนโยน และไม่บังคับโลกให้เกิดความแห้งแล้งและกันดารอาหารด้วยความร้อนแผดเผา. เหล่าทวยเทพกลายเป็นแหล่งของความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ และการสวดมนต์เพื่อสินค้าของโลกเป็นเรื่องธรรมดามาก และเนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่และคุณลักษณะ เราจึงสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะสำหรับสิ่งที่เฉพาะเจาะจง การวิงวอนต่อเทพเจ้านั้นเรียบง่ายอย่างซ้ำซากจำเจ ทวยเทพมีความแข็งแกร่งมากกว่ามีคุณความดี มีพลังอำนาจมากกว่ามีศีลธรรม ศาสนาดังกล่าวไม่สามารถสนองความทะเยอทะยานทางจริยธรรมของมนุษย์ได้ มันแสดงให้เห็นความรู้สึกทางศีลธรรมที่เข้มแข็งของชาวอารยันยุคพระเวทว่าถึงแม้จะมีแนวโน้มของการนมัสการที่เป็นประโยชน์อย่างแพร่หลาย เขายังถือว่าเทพเจ้ามีศีลธรรมโดยทั่วไปเช่นเดียวกับการโน้มเอียงที่จะช่วยเหลือคนดีและลงโทษคนชั่ว ความทะเยอทะยานทางศาสนาสูงสุดของมนุษย์ที่จะรวมตัวกับผู้สูงสุดเป็นที่ยอมรับ เทพเจ้ามากมายมีประโยชน์เพียงเพราะช่วยให้สาวกของพวกเขาไปถึงกระบวนการพัฒนาศีลธรรมขั้นสูงสุดได้
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการสังเวย เพราะความรักอันลึกซึ้งต่อเทพเจ้าคือการมอบทรัพย์สินและสมบัติของตนแด่พระองค์ เราอธิษฐานและถวาย แม้ว่าการบูชาเครื่องเซ่นสังเวยจะกลายเป็นความนิยม จิตวิญญาณก็ถือว่ามีความสำคัญมากกว่าและยังคงยืนยันลักษณะที่แท้จริงของการมอบถวายตน "กล่าววาจาอันทรงพลังแก่พระอินทร์ซึ่งหวานกว่าเนยหรือน้ำผึ้ง"
ศราทธะหรือศรัทธาในพิธีทุกประการเป็นสิ่งจำเป็น พระวรุณเป็นเทพเจ้าที่มองเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์เพื่อค้นหาแรงจูงใจที่ซ่อนเร้น หลังจากที่ได้กำเนิดเทพเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นมนุษย์มากเกินไป พวกเขาคิดว่าอาหารมื้อหนึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการไปสู่พระทัยของเทพเจ้า คำถามเกี่ยวกับการเสียสละของมนุษย์เป็นที่ถกเถียงกันมาก กรณีของษุนัศเศปะ (Sunassepa) ไม่ได้ระบุว่าเครื่องบูชาของมนุษย์ได้รับอนุญาตหรือสนับสนุนในพระเวท เราได้ยินเรื่องการสังเวยม้า ? แต่ในขณะนั้นก็มีการคัดค้านเกิดขึ้น คัมภีร์สามเวท (Sama Veda) กล่าวว่า "โอ้ พระเจ้า! เราใช้โดยไม่มีการเดิมพันเครื่องสังเวย เราไม่ฆ่าเหยื่อ เราบูชาทั้งหมดโดยการสาธยายซ้ำถึงโศลกที่ศักดิ์สิทธิ์" การก่อความสับสนนี้เกิดขึ้นโดยการประกาศของอุปนิษัท (Upanisads) และดำเนินต่อโดยสำนักพุทธปรัชญาและสำนักปรัชญาเชน (Jaina)
การสังเวยแสดงถึงระยะที่สองของศาสนายุคพระเวท ในตอนแรกมันเป็นคำอธิษฐานที่เรียบง่าย ตามที่ปาราศะรัสมฤติ (Parasarasmrti) เรามี "การทำสมาธิในคัมภีร์กฤตยุคะ (Krtayuga) การสังเวยในคัมภีร์เตรตะ (Treta) การบูชาในทวาปาระ (Dvapara) เพลงสรรเสริญและสวดมนต์ในคัมภีร์กาลี (Kali)'' มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่คัมภีร์วิษณุปุราณะ กล่าวว่ากฎของการเสียสละถวายตนได้รับการกำหนดในเตรตะยุคะ (tretayuga) เรา อาจไม่เห็นด้วยกับการแบ่งออกเป็นยุคะ (yugas) แต่ตรรกะของการเติบโตของการปฏิบัติทางศาสนาจากการทำสมาธิสู่การบูชายัญ จากการบูชายัญเพื่อการสวดบูชา จากการบูชาเพื่อการสรรเสริญและการสวดมนต์ดูเหมือนจะมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริง
ศาสนาแห่งพระเวทดูเหมือนจะไม่ใช่ศาสนาที่เป็นรูปเคารพ ตอนนั้นไม่มีเทวสถานสำหรับเทพเจ้า มนุษย์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเทพเจ้าโดยไม่มีคนกลาง เทพเจ้าถูกมองว่าเป็นเพื่อนของผู้นมัสการ "บิดาแห่งสวรรค์" "แม่พระธรณี" พี่อัคนี "-นี่ไม่ใช่วลีไร้สาระ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ดูเหมือนว่าศาสนาจะครอบงำทั้งชีวิต การพึ่งพาเทพเจ้าเสร็จสมบูรณ์ ประชาชนได้อธิษฐานถึงสิ่งจำเป็นธรรมดาๆ ของชีวิต "ให้ขนมปังประจำวันของเราในวันนี้" เป็นความจริงสำหรับจิตวิญญาณของชาวอารยันยุคพระเวท เป็นสัญญาณของธรรมชาติที่เคร่งครัดอย่างแท้จริงที่จะพึ่งพาเทพเจ้าแม้กระทั่งความสะดวกสบายของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ดังที่เราได้กล่าวไปแล้วว่าเรามีแก่นของเทวนิยมสูงสุดในการบูชาพระวรุณ หากภักติหมายถึงศรัทธาในเทพเจ้าที่เป็นบุคคล รักในพระองค์ การอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรับใช้พระองค์ และการบรรลุมรรคหรือเสรีภาพด้วยการอุทิศส่วนตน แน่นอนว่าเรามีองค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ในการบูชาพระวรุณ
ในฤคเวทบทที่ 15 และบทที่ 54 เรามีเพลงสวด 2 บทที่ส่งถึงปิตารัส (pitaras) หรือบรรพบุรุษ ผู้ตายที่ได้รับพรซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ ในบทเพลงสวดของคัมภีร์พระเวทพวกเขา (ผีบรรพบุรุษ) จะถูกเรียกพร้อมกับเทวดา พวกเขา (ผีบรรพบุรุษ) อาจจะมาในรูปของวิญญาณที่มองไม่เห็นเพื่อรับคำอธิษฐานและการถวายบูชา ประเพณีทางสังคมเป็นที่เคารพสักการะในการบูชาบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม มีนักศึกษาคัมภีร์พระเวทบางคนที่เชื่อว่าเพลงสวดของฤคเวท (Rg-Veda) ไม่ปรากฎมีการถวายผ้าสักหลาดแก่บรรพบุรุษ
คำวิจารณ์ที่มักเรียกร้องให้ต่อต้านศาสนาในยุคพระเวทคือความสำนึกในบาปไม่มีอยู่ในพระเวท นี่เป็นมุมมองที่ผิดพลาด บาปในพระเวทเป็นความแปลกแยกจากพระเจ้า แนวความคิดเกี่ยวกับบาปของพระเวทนั้นคล้ายคลึงกับทฤษฎีของชนเผ่าฮีบรู น้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของศีลธรรม ความผิดของมนุษย์กำลังใกล้เข้ามา เราทำบาปเมื่อเราละเมิดพระบัญชาของพระเจ้า เหล่าทวยเทพเป็นผู้รักษาฤตะ (Rta) ซึ่งเป็นระเบียบทางศีลธรรมของโลก ทวยเทพทรงปกป้องคนดีและลงโทษคนชั่ว “บาปไม่ได้เป็นเพียงการละเว้นจากหน้าที่ภายนอกเท่านั้น มีบาปทางศีลธรรมเช่นเดียวกับบาปทางพิธีกรรม เป็นความสำนึกในบาปที่เรียกร้องให้มีการบวงสรวงสังเวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความคิดของพระวรุณเรามีสำนึกในบาปและการให้อภัยที่เตือนใจเราของหลักคำสอนของคริสเตียนสมัยใหม่ ตามกฎแล้วเทพเจ้าในคัมภีร์ฤคเวท (Rg-Veda) ถือเป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรม แต่บางองค์ยังคงรักษากิเลสตัณหาของตน เป็นเพียงบุรุษร่างใหญ่ และไม่มีกวีที่ต้องการมองเห็นความว่างเปล่าของสิ่งทั้งปวงนี้ เพลงสวดบทหนึ่งชี้ให้เห็นว่าเทพเจ้าและมนุษย์ทั้งหมดถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ความเสื่อมโทรมของการบูชาพระเวทแบบเก่านั้นสืบย้อนไปถึงความคิดที่ต่ำของเทพเจ้ามากมาย มิฉะนั้นเราไม่สามารถเข้าใจเพลงสวดที่สวยงามซึ่งแนะนำหน้าที่ของความเมตตาโดยไม่มีการอ้างอิงถึงเทพเจ้า ดูเหมือนว่าเทพเจ้าจะอ่อนแอเกินกว่าจะสนับสนุนศีลธรรมอันบริสุทธิ์ แนวคิดเรื่องจริยธรรมที่ไม่ขึ้นกับศาสนาในยุคพระเวท ขณะที่ในยุคของพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องจริยธรรมแทนเทพเจ้าในพระเวท