บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ   ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย    

ตอนที่ ๓ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 1 Creative Thinking : What it is and why it matters   

ประเด็นสำคัญที่สุดของการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking) เมื่อมองจากมุมของการศึกษา    คือ การคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เรียนรู้หรือพัฒนาได้   

 

ที่มา หรือประวัติ ของการคิดสร้างสรรค์

กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มีเป้าหมาย    โดยเป้าหมายนั้นเป็นการสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่า    และมักเป็นกิจกรรมทางสังคม    โดยมักเกิดจากการเผชิญปัญหาหรือความท้าทายต่อบุคคลหรือกลุ่มคน     

ประวัติของงานวิชาการเกี่ยวกับความสร้างสรรค์ย้อนหลังไปประมาณ ๗๐ ปี    เมื่อ J. P. Guilford (1950)  เสนอการคิดสองแบบ คือ คิดฟุ้ง (divergent thinking)  กับคิดสรุป (convergent thinking)    ต่อมา E. Paul Torrence (1970) เสนอ ๔ มิติของการคิดสร้างสรรค์คือ คิดคล่อง (fluency), คิดยืดหยุ่น (flexibility), คิดแปลกใหม่ (originality), และ คิดขยายความ (elaboration)    ในปี 1996 Robert Sternberg เสนอว่าการคิดสร้างสรรค์มี ๓ มิติคือ การสังเคราะห์ภาพรวม (synthesizing), การวิเคราะห์แยกแยะ (analyzing),  และการทำความเข้าใจบริบท (contextualising)

การคิดสร้างสรรค์เป็นได้ทั้งกิจกรรมที่ทำคนเดียว หรือทำเป็นทีม   อาจเป็นกิจกรรมที่มีความจำเพาะต่อเรื่องราว (domain-specific) เช่นความสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์  ความสร้างสรรค์ทางสังคม   หรืออาจเป็นกิจกรรมทั่วไปไม่จำเพาะต่อเรื่องราว (domain-free) คื่อมีความสร้างสรรค์ในทุกเรื่อง    ในปี 2001 Anna Craft เสนอว่าความสร้างสรรค์มีได้ ๒ แบบ คือแบบตัว C ใหญ่ (Creativity)    คือเป็นความสร้างสรรค์ของคนที่เป็นอัจฉริยะ มีน้อยคน    กับความสร้างสรรค์แบบตัว c เล็ก   เป็นความสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในคนทั่วไปทุกคน    ความสร้างสรรค์แบบตัว c เล็ก เป็นความสร้างสรรค์ที่วงการศึกษาต้องเอาใจใส่ส่งเสริมให้งอกงาม    และเป็นเรื่องของหนังสือ Teaching Creative Thinking    รวมทั้งเป็นสาระหลักของบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้      

ในปี 2002 Donald Treffinger รวบรวมนิยามของความสร้างสรรค์ได้ ๑๒๐ นิยาม และจัดกลุ่มได้เป็น ๔ กลุ่มคือ (๑) การสร้างไอเดีย  (๒) การเจาะลึกไอเดีย  (๓) ความเปิดกว้างและกล้าหาญที่จะตรวจสอบไอเดีย  และ (๔) การฟังเสียงภายในของตนเอง     ในปี 2007 Sir Ken Robinson พูด Ted talk เรื่อง โรงเรียนทำลายความสร้างสรรค์หรือไม่ (๑)  เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก    

ความสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมเชิงซ้อน มีมิติย่อยมากมาย   ในช่วงสิบปีหลังมีสองมิติที่ได้รับความสนใจมากคือ การแก้ปัญหา (problem-solving) กับ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    ในปี 2015 PISA ให้ความสนใจมิติด้านการร่วมมือแก้ปัญหา (collaborative problem-solving)    และแตกย่อยทักษะนี้ออกไปอีกโดยใช้ matrix (๒)    ดู matrix นี้ได้ในตารางที่ ๑ ใน (๒)

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้รับความสนใจมานานกว่าการคิดสร้างสรรค์มาก   คือย้อนกลับไปถึงสมัยโสกราตีสทีเดียว   รวมทั้งงานของ Francis Bacon (1605),  Descartes (1701), John Dewey (1910)     และในปี 2000 Arthur Costa ตีความการคิดอย่างชาญฉลาดออกมาเป็น habits of mind ที่มี ๑๖ องค์ประกอบ (๓)     

ในสหราชอาณาจักร มีข้อเสนอ PLTS (personal learning and thinking skills) สำหรับใช้ในโรงเรียนโดยไม่มีการบังคับ ()    เขาบอกว่า แม้จะเป็นหลักการที่ดี  แต่ก็ถูกกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการสอบบดบังไปเสีย    ส่วนในออสเตรเลีย มีการบรรจุในหลักสูตรอย่างเป็นทางการ   

องค์กร P21 (Partnership for 21st Century Skills   ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น Partnership for 21st Century Learning) (๕) เน้นความสำคัญของทักษะคิดอย่างมีวิจารณญาณ    โดยระบุองค์ประกอบย่อย ๔ ทักษะคือ (๑) คิดอย่างมีเหตุผล  (๒) ใช้การคิดกระบวนระบบ (systems thinking)  (๓) ทักษะวินิจฉัยหรือตัดสินใจ  และ (๔) ทักษะแก้ปัญหา       

 

โมเดล ๕ มิติ ของการคิดสร้างสรรค์   

 ศาสตราจารย์ Bill Lucas  และ Ellen Spencer ผู้เขียนหนังสือ Teaching Creative Thinking  ได้ตีความ เรื่องความสร้างสรรค์และการคิดสร้างสรรค์ ออกมาเป็นเรื่อง “นิสัยใจคอ” (habits of mind) ๕ ด้าน  คือ ช่างสงสัย (inquisitive),  มุ่งมั่น (persistent),  ร่วมมือ (collaborative),  มีวินัย (disciplined), และมีจินตนาการ (imaginative)    และแนะนำว่า ต้องให้นักเรียนได้พัฒนานิสัยใจคอเหล่านี้ ทั้งผ่านกิจกรรมในห้องเรียน  กิจกรรมนอกหลักสูตร  และผ่านวัฒนธรรมในโรงเรียน  และในชุมชน        

แผนผังของโมเดล ๕ มิติ ของการคิดสร้างสรรค์   แสดงในแผนภาพข้างล่าง    สะท้อนการตีความขยายออกไปอย่างกว้างขวาง  เป็น ๑๕ นิสัยย่อย   คือแตกแต่ละมิติออกเป็น ๓ นิสัยย่อย  ได้แก่ (๑) สงสัยและถาม  (๒) ค้นหาและตรวจสอบ  (๓) ท้าทายสมมติฐาน  (๔) อดทนต่อความไม่แน่นอน  (๕) สู้สิ่งยาก  (๖) กล้าแตกต่าง  (๗) ร่วมมืออย่างเหมาะสม  (๘) ให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ  (๙) แชร์ผลงาน (๑๐) ทำงานฝีมือและปรับปรุง  (๑๑) พัฒนาวิธีการ  (๑๒) สะท้อนคิดอย่างจริงจัง  (๑๓) อยู่กับความเป็นไปได้  (๑๔) สร้างความเชื่อมโยง  (๑๕) ใช้ปัญญาญาณ     ผมมีความเห็นว่า เราควรลองคิดแตกแต่ละมิติสู่นิสัยย่อยที่แตกต่างจากในหนังสือ    โดยใช้ประสบการณ์ของเราเอง    เท่ากับเราลองตีความทักษะสร้างสรรค์จากมุมมองของเราเอง    เป็นการฝึกความสร้างสรรค์ในการตีความความสร้างสรรค์   

จะเห็นว่า การคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน  เป็นปรากฏการณ์จากพฤติกรรมของมนุษย์ ที่ตีความได้หลากหลายแบบ   เราจึงมีอิสระที่จะตีความในแนวของเราเองได้    ดังมีผู้ตีความสู่ flexible mindset (๖) 

      

 

The Centre for Real-World Learning's five-dimensional model of creativity |  Download Scientific Diagram

   

 

 

คุณค่าในสังคมปัจจุบัน

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ที่เรียกว่า VUCA world (V = volatile – เปลี่ยนแปลงรุนแรงและเร็ว, U = uncertain – ไม่แน่นอน, C = complex – ซับซ้อน, A = ambiguous – กำกวม)    การคิดสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติสำคัญเพื่อความอยู่รอดและอยู่ดี ที่เรียกว่า สุขภาวะ (well-being)    ปราชญ์ด้านการศึกษาในยุคปัจจุบันเห็นพ้องกันว่า ในสภาพปัจจุบันและอนาคต   การคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) เป็น “อ่านออกเขียนได้” (literacy) ยุคใหม่   เทียบเท่ากับวิชาภาษา หรือคณิตศาสตร์   

ตัวอย่างคุณค่าของการคิดสร้างสรรค์  มองที่ผลต่อบุคคล และมองกว้างออกไปสู่ผลประโยชน์ต่อโลก มีดังนี้ 

  • ช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน    มีรายงานวิจัยมากมาย ที่พิสูจน์ว่า แต่ละตัวของ ๕ มิติของความคิดสร้างสรรค์ และ ๑๕ นิสัยย่อย  ช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น   
  • เชื่อมโยงกับ “สุขภาวะ” (well-being)   เขาอ้างหนังสือ Creativity : Flow and psychology of discovery and invention ของ Csikszentmihalyi (1996) ว่า ความสร้างสรรค์อาจไม่นำไปสู่ชื่อเสียงหรือความมั่งคั่ง    แต่จะนำไปสู่สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตมากยิ่งกว่า คือทำให้ชีวิตประจำวันมีความสดชื่น รื่นรมย์ และความพึงพอใจ    ช่วยให้ชีวิตไร้ความเบื่อหน่าย เพราะมีโอกาสของการค้นพบอยู่ในทุกวินาทีของชีวิต    ในฐานะผู้สูงอายุที่ผ่านโลกมามาก ผมขอยืนยันความจริงข้อนี้ 
  • ช่วยให้ผู้เรียนได้งานทำ    World Economic Forum 2020 (๗) บอกว่า ๑๐ ทักษะสำคัญที่สุด ที่ต้องการสำหรับการทำงานในปี 2025 ได้แก่ (๑) การคิดวิเคราะห์และนวัตกรรม  (๒) การเรียนรู้เชิงรุกและการมีวิธีเรียน  (๓) การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน  (๔) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการวิเคราะห์ (๕) ความสร้างสรรค์  ความคิดริเริ่ม  และการลงมือทดลอง  (๖) ภาวะผู้นำและสร้างผลต่อสังคม  (๗) การใช้เทคโนโลยี  อย่างมีสติและควบคุมสถานการณ์  (๘) การออกแบบเทคโนโลยี และเขียนโปรแกรม  (๙) ความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในสถานการณ์ต่างๆ  (๑๐) การให้เหตุผล  แก้ปัญหา และคิดไอเดียใหม่ๆ   
  • มีผลดีต่อเศรษฐกิจ    เขาอ้างบทความวิชาการโดย James Heckman (ผู้ได้รับรางวัลโนเบล) และ Tim Kautz เรื่อง Hard Evidences on Soft Skills (2012) (๘)    ที่สรุปได้ว่า การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ไม่เพียงพอต่อการทำนายผลสัมฤทธิ์ในชีวิตของเด็ก    เขาให้ข้อมูลหลักฐานที่สรุปได้ว่า “soft skills —personality traits, goals, motivations, and preferences” ทำนายความสำเร็จในชีวิตได้ดีกว่าการทดสอบไอคิว และการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ  
  • มีการตรวจสอบผล นำสู่การให้คุณค่าทั่วโลก   นำโดยการทดสอบ PISA (๙), International Baccalaureate (๑๐),   Partnership for 21st Century Learning (๑๑),  New Pedagogies for Deeper Learning (๑๒)  เป็นต้น 
  • มีการระบุเป็นเป้าหมายในหลักสูตรของชาติ มากขึ้นเรื่อยๆ    กล่าวได้ว่า ประเทศที่คุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เช่น ออสเตรเลีย,    ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์,  สก๊อตแลนด์,  สิงคโปร์ เป็นต้น     
  • จำเป็นในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันหมดทางเว็บ (web-based world)   โลกยุคอินเทอร์เน็ตเชื่อมโลก และยุคโซเชี่ยลมีเดียกระตุ้นผู้คนเข้าไปหมกมุ่น ดังระบุในภาพยนตร์เรื่อง The Social Dilemma    บอกเราว่ามนุษย์ในยุคนี้จะมีชีวิตที่ดี มีสุขภาวะได้ ต้องมีภูมิคุ้นกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อข้อมูลข่าวสาร       และ นิสัยใจคอ ๕ ด้าน  กับนิสัยย่อย ๑๕ ด้าน คือภูมิคุ้มกันนั้น      
  • มีความสำคัญต่อชีวิต    ในโลกยุค VUCA การมีความรู้ไม่เพียงพอสำหรับการมีชีวิตที่ดี     ต้องการสมรรถนะในการใช้ความรู้เหล่านั้นอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน    

ขอย้ำว่า คุณค่าข้างบนนั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่หนังสือ Teaching Creative Thinking ยกมาเสนอ    ที่ผู้เขียนบอกว่า เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง    ท่านผู้อ่านสามารถตีความคุณค่าในบริบทสังคมของท่านได้อีกมากมาย    เช่น ช่วยให้ลูกหลานคนจนได้ยุติความยากจนข้ามรุ่น  คือช่วยให้สามารถยกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองและครอบครัว  เป็นต้น 

สถาบันการศึกษาควรนำเรื่องความคิดสร้างสรรค์เป็นประเด็นพูดคุยระหว่างครูในห้องพักครู และระหว่างครูกับนักเรียนในห้องเรียน   โดยตั้งคำถามว่า “ในช่วงนี้ท่านใช้ความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตอย่างไร”    เพื่อนำตัวอย่างในชีวิตจริงมาแชร์กันอย่างเป็นรูปธรรม    สำหรับนักเรียนอายุน้อย ควรคุยกันเชิงรูปธรรม โดยแตกนิสัยใจคอ (habit of the mind) ๕ ด้าน ออกเป็นนิสัยย่อย ๑๕ ด้าน   และพูดคุยกันเป็นด้านๆ ไป   จะเกิดผลดีอย่างน่าพิศวง         

กล่าวได้ว่าการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการฝึกปฏิบัติ    คือฝึกคิดกับฝึกปฏิบัติอยู่ด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน    และจริงๆ แล้วต้องไม่แค่คิดลึก (critical thinking) เท่านั้น ต้องคิดเชื่อมโยงออกไปอย่างกว้างขวางด้วย   

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ต.ค. ๖๔