ผมได้แนวความคิดในการเขียนบันทึกนี้จากการประชุมสภามาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔   คำว่า โลกแห่งความปั่นป่วน ถอดมาจากคำว่า VUCA world   

ตีความได้ว่า มหาวิทยาลัยต้องทำงานให้ตรงเป้า และได้ผล ในโลกแห่งความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (complex-adaptive world)    โชคดีที่กระทรวง อว. กำหนดให้มหาวิทยาลัยไทยเลือกเป้า โดยสมัครเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน ๕ กลุ่ม   แต่นั่นเป็นเป้าในเชิงการกำกับดูแลระดับประเทศ    ตัวมหาวิทยาลัยเองต้องกำหนดเป้าของตนในเชิงปฏิบัติการ    การดำเนินการของกระทรวง อว. สื่อสารว่า ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทพัฒนาประเทศชัดเจนขึ้นกว่าเดิม  และทำหน้าที่ในแนวทางใหม่ๆ      

เป้าเชิงปฏิบัติการ ในมุมมองของผม ต้องไม่ใช่กำหนดแบบ inward-looking เท่านั้น    ต้องผสมกับ outward-looking อย่างกลมกลืนและอย่างได้พลัง    คือได้พลังของ synergy   โดยเฉพาะพลังจากภาคส่วนของการทำมาหากิน   ภาควิชาการต้องมีวิธีดูดพลังจากภาคทำมาหากินและดำรงชีวิต (real world) เข้ามาใช้ขับเคลื่อนการทำหน้าที่ของภาคอุดมศึกษา   

พลังดังกล่าวมีหลายแบบหลายมิติ และในความเป็นจริง มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน    จริงๆ แล้ว ควรมีการวิจัยเชิงระบบ ว่ามหาวิทยาลัยไทยมีโอกาสใช้หรือดูดพลังจากภายนอกมหาวิทยาลัยมาใช้ในการทำหน้าที่ของอุดมศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคตอย่างไรบ้าง    ในลักษณะของ cross-sectoral synergy    นั่นคือ synergy กับภายนอกมหาวิทยาลัย   

พลังของ synergy ยังมีอีกมุมหนึ่ง คือ synergy ภายในมหาวิทยาลัยเอง     ที่จะต้องมีการจัดการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้(ความ)เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน   ให้เกิดคุณค่าใหม่จากการผสมผสานความเชี่ยวชาญหรือความรู้ต่างด้าน    โดยที่ประเพณีทางวิชาการของมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการมาหลายร้อยปี เน้นการพัฒนาเจาะลึกเข้าไปในแต่ละศาสตร์   มีการสร้างสรรค์วิธีการทำงานเชิงเจาะลึกและโฟกัสเป้าของการพัฒนาความรู้และวิธีการ    โดยที่จุดรวมพลังอยู่แยกกันในแต่ละศาสตร์    ต่อไปนี้เราต้องสร้างวิธีรวมพลังข้ามศาสตร์

วิธีรวมพลังอยู่ที่การกำหนด ศูนย์รวมพลัง ในการเพ่งความสนใจ    ซึ่งเดิมเราใช้ “ความไม่รู้” เป็นจุดรวมพลังเพื่อขุดเจาะลึกเข้าไปในศาสตร์ ที่จุดรวมพลังอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเอง    แต่ในยุคนี้ เราน่าจะมีอีกศูนย์รวมพลังหนึ่ง    คือ “โอกาสนำความรู้ไปใช้ประโยชน์” ที่จุดรวมพลังอยู่ในภาคชีวิตจริงภายนอกมหาวิทยาลัย    เพื่อเรียนรู้และสร้างศาสตร์จากการประยุกต์ใช้ในสภาพของความเป็นจริง

นำสู่ พลังของการเรียนรู้  ที่เดิมเราเรียนรู้จาก การทดลอง คือสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาให้มหาวิทยาลัย เรียกชื่อว่า “ห้องปฏิบัติการ” (lab – laboratory)   แต่ปัจจุบันเรามีโอกาส เรียนจากปฏิบัติการจริง    ทั้ง เรียนเพื่อสร้างคน (ผลิตบัณฑิต) และ เรียนเพื่อสร้างศาสตร์ (วิจัย)   

สิ่งที่มหาวิทยาลัยไทยจะต้องร่วมกันพัฒนา คือ “ชาลาการทำหน้าที่อุดมศึกษาในปฏิบัติการจริง” (real-world higher education platform)   นั่นคือ การสร้าง ชาลาเรียนรู้จากการทำงานและการดำรงชีวิต (work-based & life-based learning platform)    เครื่องมือสำคัญที่ผมค้นพบคือ DE – Developmental Evaluation    อีกเครื่องมือหนึ่งที่ผมขอเสนอไว้คือ ปฏิสัมพันธ์ (relationship)   และ ความร่วมมือ (collaboration)    มหาวิทยาลัยต้องมียุทธศาสตร์สร้างปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือ เพื่อขยายพลังของการเรียนรู้ออกไปนอกกำแพงมหาวิทยาลัย    ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยพร้อมทำงานในสภาพของ ความซับซ้อนที่หลายส่วนเป็นสภาพแปลกใหม่สำหรับคนมหาวิทยาลัย           

ที่ชายขอบของ พลังของ complexity คือความสับสนอลหม่าน (chaos)    ตรงนั้นมีพลังงานสูงสุด    แต่เป็นพลังไร้ทิศทาง   มหาวิทยาลัยต้องกล้าเล่นกับพื้นที่สับสนอลหม่าน    อย่างน้อยก็ที่ชายขอบ (คือตรงดินแดนแห่งความซับซ้อน – complexity)   ต้องไม่หลงวนเวียนอยู่เฉพาะในพื้นที่ปลอดภัย – safety zone)    โดยมหาวิทยาลัยเข้าไปในพื้นที่นั้นอย่างมีทิศทางและเป้าหมาย

การระบาดใหญ่ของ โควิด ๑๙ ได้ทำให้พื้นที่ทั้งประเทศ ในทุก sector กลายเป็น “พื้นที่วิกฤติ”  โดยทั่วหน้า   เป็นการเปิด พื้นที่สร้างสรรค์ อย่างกว้างขวาง ไม่เคยมีมาก่อน ให้แก่มหาวิทยาลัย    มหาวิทยาลัยใดจะตะครุบโอกาสนี้เอาไว้เสริมพลังนวัตกรรมได้แค่ไหนขึ้นกับความกล้าหาญ กล้าเสี่ยง และการรวมใจรวมพลังกันภายในมหาวิทยาลัย      

มนุษยชาติวิวัฒนาการมาพร้อมกับการมี พลังของความสร้างสรรค์  (creativity)     เป็นพลังยิ่งใหญ่ของมนุษย์  โดยที่พัฒนามาแบบเหรียญสองหน้า    คือมีพลังความทำลายล้างติดมาด้วย    โดยที่หน้าที่สำคัญยิ่งยวดของอุดมศึกษา (และการศึกษาทุกระดับ) คือการพัฒนาด้านบวกของเหรียญให้งอกงาม    และหาทางให้ด้านลบฝ่อไป    แนวทางที่ระบบการศึกษาจะดำเนินการดังกล่าวได้อย่างทรงประสิทธิผล มีอยู่ในบันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์  ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ

ในโลกของความปั่นป่วน เป็นโอกาสของมหาวิทยาลัยในการสร้างคุณค่าใหม่ เสริมคุณค่าเดิมที่ได้ทำประโยชน์แก่สังคมมายาวนาน    บัดนี้ ถึงเวลาที่จะต้องใช้ความสร้างสรรค์ในสถานการณ์จริง 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ พ.ย. ๖๔